จ้างทำผลงาน
รายงานชิ้นนี้ ตีพิมพ์ใน จุดประกาย Life ฉบับวันอังคารที่ 28 เมษายน 2552 ในลักษณะการนำเสนอ "อาชีพต่างๆ" ในสังคม โดยไม่ตัดสินเรื่องถูกผิด ผู้อ่านควรพิจารณา ประเด็นด้านศีลธรรมด้วยตัวของท่านเอง
ไม่ใช่ "อาชีพ" ที่ผู้ทำยินดีจะเปิดเผยตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิ แต่เป็นอาชีพที่สะท้อนถึงความเป็นจริงอันน่าเศร้าของสังคมไทย
ที่สำคัญ อาชีพนี้สามารถสร้างเม็ดเงินเป็นค่าตอบแทนได้จำนวนไม่น้อย หากมีความถนัดด้านการทำวิจัยอยู่บ้าง ก็ใช้เวลาไม่นานนัก อีกทั้งตลาดยังเปิดกว้าง มี "ดีมานด์" หรือ "ความต้องการ" เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นเรื่องที่ท้าทายการจัดการแก้ไขขององค์กรที่รับผิดชอบโดยตรง อย่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ) ไม่น้อย

เนาวรัตน์ (นามแฝง) หนุ่มวุฒิปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ เปิดเผยข้อเท็จจริงให้ "จุดประกาย-Life" ว่า หลังรับจ้างทำงานวิทยานิพนธ์ เป็น "ไซด์ไลน์ จ๊อบ" มานานหลายปี และผ่านการเขียนวิทยานิพนธ์มากว่า 50 เล่ม ปัจจุบัน ทิศทางของตลาดว่าจ้างทำงานวิชาการเปลี่ยนไป โดยการว่าจ้างทำวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครู กลายเป็นตลาดใหม่ที่กำลังมาแรง
เนาวรัตน์ อธิบายว่าที่มาที่ไปของ "งานรับจ้าง" แบบนี้ มาจากระบบการประเมินครูเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ โดยใช้ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Index - KPI) เป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าที่ว่าจ้างให้ทำกัน มักเป็นระดับเลื่อนขึ้นเป็น "อ. 3" และ "คศ.3" (หรือระดับซี 7 ขึ้นเป็น ซี 8)
"ครูทุกคนจะต้องเสนอผลงาน แล้วในผลงานทั้งหลายทั้งปวงที่ทำ ต้องมีส่วนของงานวิชาการที่ประกอบด้วย 5 บท โครงสร้างคล้ายๆ กับวิทยานิพนธ์ (Thesis) นั่นแหละ คือต้องมี บทนำ , เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, วิธีการดำเนินงาน, ผลการทดลอง, สรุปผลและข้อเสนอแนะ"
เจ้าตัวเผยให้ฟังว่า เนื่องจากเคยรับจ้างทำวิทยานิพนธ์อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อมี "งานเข้า" จึงลองรับมาทำด้วย แต่โดยส่วนตัวถือว่า "ยากกว่า" เพราะยังไม่คุ้นเคยเท่าใดนัก
แต่ประเด็นที่เจ้าตัวต้องการเล่าให้ฟังคือ วิธีการนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น แทนที่จะเป็นเรื่อง "การทำการสอน" ซึ่งน่าจะเป็น "เรื่องหลัก" หรือ Priority ของครูมากกว่า โดยช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ที่เด็กใกล้สอบ ครูแทนที่จะสอน กลับมาใช้เวลากับเรื่องนี้เป็นหลัก
"สำหรับครู การเลื่อนตำแหน่งได้ ต้องทำผลงานความเป็นครู คือมีกิจกรรมกับเด็ก และจะต้องทำงานอะไรบ้าง ต้องมีประวัติการทำงาน การเข้าอบรม โดยที่การสอนไม่นับ หากคุณเป็นครูที่ทำการสอนอย่างเดียว ก็จะได้เพียงขั้นปกติ เงื่อนไขแบบนี้เท่ากับเป็นการผลักดันให้ครูออกไปข้างนอกมากขึ้น เช่น ไปรับงานวิจัย ทำกิจกรรมกับหน่วยงานภายนอก แสดงให้เห็นว่า สมัยนี้เราไม่ได้เน้นความเป็นครูว่าจะต้องสอนเด็กอย่างไร แต่จะเน้นไปที่งานเอกสาร ทำชีวิตให้มีเอกสาร แล้วคุณก็พร้อมที่จะเลื่อนขั้น"
"นอกจากนี้ ใน KPI ยังมีข้อหนึ่งระบุว่า ห้ามสอนให้เด็กสอบตก ถามว่าแล้วในกรณีนี้ คุณจะให้เด็กตกหรือไม่ การให้เกรดมันง่ายนิดเดียว ใช้ปากกาเขียนเกรดลงไปเท่านั้น ดังนั้น หากมีเด็กตก เขาจะตั้งคำถามว่าคุณสอนอย่างไรให้เด็กสอบตก แต่อย่างที่รู้กันสมัยนี้ เราสอนแทบตาย เด็กยังไม่คิดจะรับเลย เขาไม่สนใจหรอกว่าคุณสอนอย่างไร แต่คุณสอนให้ผ่านเป็นใช้ได้"
เนื่องจากงานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการขอเลื่อนขั้นวิทยฐานะ แต่เอาเข้าจริงๆ งานส่วนนี้ ครูโดยทั่วไปไม่ถนัด เช่น ถ้าครูจบปริญญาตรี ก็อาจทำวิทยานิพนธ์ไม่เป็น เพราะไม่ผ่านกระบวนการเรียนในหลักสูตร ดังนั้น จึงมีการว่าจ้างให้ทำวิจัยเกิดขึ้น ซึ่งตลาดที่ว่านี้หมายถึงครูทั่วประเทศที่มีปริมาณเป็นหมื่นคน
"ในกรณีที่คุณมีกิจกรรมเด่น สอนพลศึกษา ทำให้เด็กนักกีฬาตะกร้อติดทีมชาติไปแข่งขันต่างประเทศ งาน 5 บทนี้ อาจจะไม่เน้น ก็จ้างทำเล่มละ 2 พันก็พอ แต่ถ้าไม่มี คุณก็ต้องเข้มข้นงานตรงนี้หน่อย"
โดยส่วนตัวของเนาวรัตน์ ปีนี้เขารับทำวิจัยให้ครู 7 ราย จากเดิมที่มีการติดต่อเข้ามาเพื่อให้ทำวิทยานิพนธ์ ผลปรากฏว่าตอนนี้มีติดต่อมาเพื่อทำงานนี้มากกว่า
"ตอนนี้ระดับค่าจ้างของผม สำหรับวิทยานิพนธ์อยู่ในขั้นแพงกว่าคนอื่นๆ คือตกเล่มละ 2 หมื่นอัพ ขณะที่ตลาดรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ มีคนแห่ทำกันมาก และยอมตัดราคาลงไปต่ำกว่านี้ ราคาถูกจนผมทำไม่ไหว เลยหันมารองรับงานวิจัยเลื่อนขั้นครูดูบ้าง แต่เชื่อว่าปัจจุบันมีคนรับจ้างทำเยอะมาก เพราะสังเกตตั้งแต่ปีที่แล้ว จากการปฏิเสธครูไปหลายราย ปรากฏว่าไม่มีใครกลับมาง้อ แปลว่าเขาสามารถหาคนรับจ้างรายใหม่ๆ ได้ไม่ยาก"
"ราคาค่าจ้างทำวิทยานิพนธ์ เล่มละ 2 - 5 หมื่น แต่ผลงานวิชาการครู เล่มตั้งแต่ 2 พัน ถึง 2 แสนบาท จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก"
พร้อมอธิบายว่า ระดับราคา 2 พัน หมายถึงเจ้าหน้าที่ธุรการในโรงเรียน พวกลูกจ้างชั่วคราวที่จบปริญญาโท เมื่อนายสั่งให้ทำก็ต้องทำ แต่ค่าจ้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2 - 5 หมื่นบาท ส่วนผู้มีอำนาจในการให้ผ่าน (กรรมการ) ว่ากันว่า คิดราคาถึง 2 แสนบาทเลยทีเดียว
"ก่อนที่ สพฐ.จะกำหนดให้ทำนั้น จะมีการอบรมครู มีเอกสารให้ แล้วคนที่ทำหน้าที่อบรม อาจจะพูดนัยว่า ถ้ามีอะไรให้โทร.มานะ" เนาวรัตน์ บอก
เจ้าตัวกล่าวพร้อมเสริมข้อมูลให้รู้ว่า ความแตกต่างจากการทำวิทยานิพนธ์อยู่ตรงงานวิจัยเพื่อเลื่อนขั้นครู จะเน้นไปที่การประมวลผลทางสถิติ เก็บข้อมูล การออกแบบเครื่องมือ คิดสร้างนวัตกรรม และยังต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูล โดยวิธีการทำงาน จะออกแบบให้ครูนำกลับไปเก็บข้อมูล จากนั้นจะมีการส่งเอกสารไปและมา
"ขณะที่วิทยานิพนธ์จะเน้นเชิงคุณภาพ รวมไปถึงคุณภาพในการเขียน แต่ในส่วนนี้ เมื่อตรวจออกมา ข้อหนึ่ง-เขาบอกว่าปีของการรีวิวเอกสารเก่าเกินไป ทั้งที่เราไม่เห็นว่า theory บางอย่างมันจะเชย เพราะ theory เป็นเรื่องของ logic" เนาวรัตน์ตั้งข้อสังเกต
แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่ข้อดีของการทำวิจัยเลื่อนวิทยฐานะ คือการทำให้ครูต้องปรับปรุงตัวเองให้มีความก้าวหน้า
"ทำให้ครูไม่ตาย ไม่ใช่ว่าใช้ sheet ชุดเดียวแล้วสอนตลอดชาติ แต่สิ่งที่น่าเสียดาย อยู่ตรงการประเมินวิทยฐานะไม่ได้สนใจผลที่สะท้อนกลับไปยังตัวเด็ก แต่กลับมาเน้นสถิติที่ใช้วัด คุณใช้สถิติได้ดีแค่ไหน เขียนประเมินผลอย่างไร รวมถึงสื่อการสอน มีการคิดสร้างสื่อไปใช้กับเด็ก ห้องนี้เรียน ห้องนี้ไม่เรียน แล้วใช้สถิติทดสอบความแตกต่าง"
เนาวรัตน์ยอมรับตามความเป็นจริงว่า ลูกค้าที่เป็นครูนั้นมีความน่าเบื่อมากกว่านักศึกษาปริญญาโท เพราะลักษณะของครู มักมีนิสัยเผด็จการ มีความดื้อและพูดคุยไม่รู้เรื่อง ...
"คือถ้านักศึกษามาให้เราทำ เขาจะรู้ตัวเลยว่า เขาไม่รู้เรื่อง ต้องเจียมตัว ปัญหาที่เราเห็นคือไม่รู้ว่าจบปริญญาตรีมาได้อย่างไร และบางทีเราไม่เก่งพอที่จะไปสอนเขาได้ โดยเฉพาะวิชาที่ไม่ใช่เอกของเรา ยกตัวอย่างเช่น เราพูดถึงดีมานด์-ซัพพลาย เขาถึงขนาดไม่รู้ว่า แกนเอ็กซ์ คือ P (price) แกนวายคือ Q (Quantity) ต้องให้เรานั่งสอนขนาดนั้นเลย กว่า thesis จะเสร็จเล่มนึง กลับไปเรียนใหม่ดีกว่ามั้ย ขนาด Over-Supply ยังต้องนั่งอธิบาย"
แต่เหตุผลที่เขารับจ้างทำงานวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ เพราะเห็นว่าเป็นงานที่สนุกและท้าทาย
"ผมจะตั้งเป็น template รอไว้เลย สัก 5 เล่ม พอเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ พวกที่ไม่มีปัญญาทำ จะวิ่งมาหาแล้ว เราทำเป็นบล็อกไว้ แล้วค่อยเปลี่ยนเรื่องใบความรู้ หรือเครื่องมือ สื่อการสอน ระยะเวลาทำจริงๆ แค่ 1 เดือน แต่ถ้านับวันที่เรานั่งทำงานบนโต๊ะ ไม่ถึงเดือนหรอก ด้วยความเร็วของผม บท 1-2-3 ผมใช้เวลาจริงๆ แค่ 2 คืน จริงๆ เร็วได้กว่านั้น แต่เราไม่ได้นั่งเทียนในเรื่อง data ไม่งั้น คงเสร็จเร็วกว่านี้"
ในตอนท้ายของการให้ข้อมูล เจ้าตัวยอมรับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาระบบการศึกษาที่เลวร้าย แต่ถึงเขาไม่ทำ โดยระบบก็เอื้อให้มีคนรับจ้างทำงานนี้อยู่ดี โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นครูอายุตั้งแต่ 40 ขึ้นไป จนถึงเกือบ 60 ปี
"การจ่ายค่าจ้างถือว่าคุ้มค่า เพราะเมื่อเลื่อนขั้นได้แล้ว ครูจะได้ค่าตอบแทนเพิ่มอีกเดือนละ 7 พันบาท จึงเป็นเป้าหมายของบรรดาครูใกล้เกษียณทั้งหลาย ! "
อาชีพ : รับจ้างทำผลงานวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ
องค์ความรู้ : มีทักษะและความรู้พื้นฐานในการทำวิจัย
กลุ่มเป้าหมาย : ครูระดับ อ. 2 ที่ต้องการปรับขึ้นเป็น อ.3
ระดับราคา : โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 หมื่น - 5 หมื่นบาท ต่อเล่ม
สถานที่ติดต่อ : ไม่สามารถเปิดเผยได้
เคยได้ยินน้องๆ บอกเหมือนกันค่ะ
ทีแรกไม่ค่อยเชื่อ ตอนนี้ เชื่อมากขึ้น
ตอนที่คนข้างตัวทำผลงาน (หลายปีมาแล้ว) เครียดไปด้วย
ต้องให้กำลังใจ ให้กำลังกาย ช่วยพิมพ์ ตรวจคำผิด ความถูกต้องของบรรณานุกรม แบบฟอร์มต่างๆ ความเหมาะสมของคำ เฮ้อ ยาก พอๆ กับทำวิทยานิพนธ์ ของตัวเอง
แซวกันเล่นๆ ว่า ได้ค่าตอบแทนแล้ว อย่าลืมแบ่งมาบ้าง
หายจ้อยเลยค่ะ อิ อิ
สวัสดีครับคุณกระติก~natachoei ที่ ~natadee
สวัสดีค่ะ...ครู ทอ.
อ่านแล้วอเน็จอนาจใจจังเลย
จากประสบการณ์ที่พบมานะคะ
ส่วนใหญ่คนจ้างทำก็ประสบความสำเร็จ
เป็นเช่นนั้นจริงจริงมิใช่หรือคะ
ทำด้วยฝีมือ(ไม่ค่อยจะผ่าน)น่ะค่ะ
ขอให้ร่ำรวยยิ่งขึ้นครับ ศักดิ์ศรีครูจะเป็นอย่างไร แล้วแต่เวรแต่กรรมเถิด แต่น่าเห็นใจครูประถมต้องทำวิจัย
ช่างไม่สมดุลกับสภาพงาน
เพราะนโยบาย ระบบ ไม่ดูตาม้าตาเรือ การศึกษาไทยก็เปิดเปิงอย่างนี้ละครับ
ขอบคุณที่เล่าเรื่องจริงอย่างทะลุทะลวง
เคยได้ยินนะคะ เป็นทำเป็นทีมคะ
ไม่คิดว่าจะมีการทำแบบนี้
สายพยาบาลจะต้องทำเองหมดคะ
สวัสดีครับ คุณครูอี๊ด
สวัสดีครับ คุณหมอประกาย~natachoei ที่~natadee
น้องท.เพราะจ้างเขาทำแล้วผ่าน..จึงหันไปจ้างทำกันเยอะ..ทำให้ครูที่ทำผลงานเองท้อแท้ใจ..หันไปจ้างกันหมด..ประโยชน์ที่ได้รับคือ
1.หัวไม่หงอก..ไม่แก่ก่อนวัยเพราะอดนอน
2.สุขภาพดีเพราะได้พักผ่อนเต็มที่
3.ไม่เปลืองกระดาษเปลืองหมึกเพราะพิมพ์แล้วพิมพ์อีก..ประหยัดต้นทุน
4.มีเวลาไปทัศนศึกษาและครอบครัวเรียกว่างานราษฎร์งานหลวงไม่เสีย
5.ผลงานผ่านได้ค่าตอบแทนคุ้มค่า..กับที่จ่ายไป....
ครูที่ทำผลงานเอง..
1.หัวหงอก แก่ก่อนวัยเพราะอดหลับอดนอน
2.หมกหมุ่นครุ่นคิดออกแบบ ค้นคว้าทดลองใช้เพื่อให้ผลที่เกิดกับผู้เรียนได้ตามที่ตนเองตั้งวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาไว้
3.ไม่ค่อยมีเวลาไปไหนเพราะห่วง..ห่วงจนกว่าจะส่งงานให้พ้นมือคือหมดเขตการส่งไปนั่นแหล่ะจึงโล่ง ที่นี้ก็รอลุ้นด้วยความหวัง..ว่าผลงานที่ตนเองสร้างสรรค์ด้วยมันสมองนั้นจะถูกใจกรรมการผู้ตรวจหรือไม่...
4.ทุกอย่างเหมือนทดลองวิทยาศาสตร์..ลงมือค้นคว้า ทดลองทำ นำไปใช้..และดูผล..เมื่อใช้ได้จริงจึงนำไปใช้กับเด็กนักเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์ตามกระบวนการเรียนจริงๆ..ใช้ไม่ได้ทำใหม่..จนกว่าจะได้ เสียทั้งเวลา ทั้งต้นทุน..
5.ผลที่ได้เหนื่อยมากกว่าคนไปจ้างทำแต่ได้เท่ากัน..แต่เราก็ทำด้วยใจไปให้ถึง..
ภูมิใจครูไทยทำค่ะ...
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ริเริ่มทำผลงานด้วยหนึ่งสมองสองมือทุกท่านประสบผลสำเร็จโดยทั่วกัน...
. ขอบคุณ พี่อ้อยเล็กมากๆ
. ที่แวะมาเยี่ยม มาทักทาย
. นำข้อคิดเตือนใจดีๆมาฝาก
. แต่สำหรับครู ท. ไม่เคยจ้างใคร และไม่เคยรับจ้างใครด้วย (ทำเอง ไม่ได้ก็ไม่เอา)
. โชคดีมีสุขในวันหยุดนะครับ