คน ทุกคนมีธาตุรักดีอยู่ในตัว เพียงแต่บางคนอยู่ึลึกรอที่จะผลิบาน บางคนอยู่ตื้นพร้อมที่จะผลิบาน บางคนที่แย้มบานแล้วก็พร้อมที่จะผลิบานต่อไปเพื่อเปล่งแสงแห่งความดีออกมา ให้อบอุ่น ชื่นใจ

มีอยู่เย็นหนึ่ง คนข้างกายชวนไปงานศพญาติฝ่ายแม่ของเขา ไปได้ข้อมูลจากลูกสาวของญาติว่า คนตายเสียชีวิตระหว่างที่ไปนวดตามแบบแผนพื้นบ้าน หมดสติหายใจไม่ออกระหว่างที่คนนวดให้พลิกตัวตะแคงเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งที่นวด ลูกเขยที่ไปด้วยรีบนำส่งร.พ.ชุมชนซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดไม่ช้า แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตของพ่อตาให้คืนกลับมาอยู่กับลูกๆหลานๆได้

มีเรื่องทำความแปลกใจให้เมื่อได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับคนตายเพิ่ม คนตายเป็นเบาหวานไปตรวจตามนัดที่ร.พ.ใกล้บ้านก่อนวันตายหนึ่งวัน ไปแล้วพบว่าน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง 300 กว่าๆ คุณหมอที่ร.พ.นั้นตามญาติเข้าไปคุยก่อนให้้ยาแล้วให้กลับบ้าน รุ่งขึ้นคนตายสบายดี เดินได้เอง บอกลูกๆว่าอยากจะไปนวด พาไปหน่อย ลูกๆจึงพาไปจนเกิดเรื่องอย่างที่เล่าไว้ข้างต้้นนั้นเอง ไม่มีข้อมูลว่าตอนที่คุยกับคุณหมอนั้น คุณหมอได้แนะนำให้คนตายนอนรักษาในร.พ.หรือเปล่า

ตอนแวะไปหาน้องป้อม แล้วคุยกัน ฉันนึกถึงเรื่องคนตายขึ้นมาได้ จึงเอ่ยปากถามไปว่า "เอ๊ะ เวลาจะรับคนไข้เบาหวานไว้เป็นคนไข้ในนั้น มีข้อบ่งชี้อะไรให้ได้ใช้อ้างอิงร่วมกันบ้าง ถามเพื่อที่จะได้นำไปแจ้งกับร.พ.ชุมชนทั้ง 2 แห่ง ว่ามีอะไรที่ร.พ.กระบี่ยินดีร่วมดูแลคนไข้บ้าง" (ตอนที่ถามคิดว่าถ้ามีจะสำเนาไปให้ร.พ.ชุมชนได้ใช้ช่วยคนไข้กรณีควรส่งต่อ)

"ไม่มีเป็นเล่ม แต่ป้อมคิดว่าหมออายุรกรรมเขาคุยตกลงกันแล้ว" น้องป้อมตอบมาเบาๆ

ฟังแล้วก็ร้องในใจว่า "โอ้จ๊อด ต้องรีบทำแนวทางปฏิบัติสำหรับการกลั่นกรองคนไข้เพื่อรับไว้นอน ร.พ.แล้วหละ ทำขึ้นเพื่อให้ทุกร.พ.ได้ใช้ด้วยกัน จะดีมากๆ"

คิดแล้วไม่ได้บอกให้น้องป้อมทำให้หรอกนะ หากแต่ตามหายังเติร์กอายุรแพทย์เพื่อสอบถามว่าคิดยังไงบ้าง แล้วก็เจอกับหมอกุ๊ก หลังจากคุยกันจนเข้าใจแล้วว่าจะทำเพื่ออะไรจึงกล่าวกับหมอกุ๊กก่อนจากไปด้วยถ้อยคำว่า "น้องไปทำให้พี่หน่อย"

หลังจากนั้นก็พาตัวเดินไปเยี่ยมที่หออื่นๆ  คิดว่าควรจะขอความเห็นร่วมของการนำบันทึกไปขยายผลในการดูแลคนไข้ที่รับไว้ในหอของเขาก่อนมีการใช้  ไปที่หอพิเศษอายุรกรรมแห่งเดิมได้คำตอบ "ยินดีใช้ต่อเนื่องกับคนไข้ที่รับย้ายมาจากตึกน้องป้อม"

แถมด้วยแนวร่วมอีก 2 หอที่ยินดีใช้สมัครใจเอง หอแรกที่อยากจะทำเป็นหอฉันเฝ้ามองเธอ(ไอซียู)ค่ะ อีกหอนั้นหาเจอจากคำบอกของหอฉันเฝ้ามองเธอนี่แหละ น้องรีเป็นคนบอก "เมื่อวานนี้ กลุ่มการพยาบาลเขาคุยกันเรื่องการเชื่อมรอยตะเข็บให้ไร้รอยต่อ ตอนจบแล้วมีน้องคิ้มมาถามรีว่า เคยเห็นแบบบันทึกคนไข้เบาหวานมั๊ย" ถามไปถามมาจึงรู้ว่าน้องคิ้มเป็นพยาบาลหอศัลยกรรมกระดูกนั่นเอง

ได้ยินแล้วแอบกรี๊ดดีใจ ดีใจ ดีใจ ปากบอกกลับไป "งั้นน้องรีไปยืมตัวอย่างแบบบันทึกที่พี่ป้อมมาใช้นะน้อง" บอกแล้วเดินผละมา

ผ่านไปทางขึ้นตึกน้องป้อม อดไม่ได้แวะไปหาอีกครั้ง ไปบอกเล่าน้องป้อมว่า "ป้อมๆ มีคนจะใช้แบบบันทึกที่เราทำขึ้นหละ ป้อมมีอะไรให้ช่วยบอกมา ไม่ทันเดี๋ยวจะไปให้เด็กที่ฝ่ายหมอทำให้ก่อน"

"ป้อมมีตัวอย่างบันทึกอยู่ในมือแค่นี้เองแหละค่ะหมอ" น้องป้อมชูแบบฟอร์มไม่กี่แผ่นที่อยู่ในมือให้ดู

"งั้นหมอขอตัวอย่างแบบบันทึกไปทำก๊อปปี๊ให้เธอเพิ่มแล้วกัน ตอนนี้เท่าที่มีหมอขอก่อน จะฝากไปให้น้องรีที่ไอซียู"

รับกระดาษจากน้องป้อมก็นำมาให้น้องในฝ่ายทำสำเนาให้ด่วน น้องสัมฤทธิ์คนถ่ายสำเนาดีใจหาย ทำให้มาได้เร็วทันใจโก๋เชียว ได้มาแล้วก็ให้น้องที่ฝ่ายนำขึ้นไปให้น้องป้อม


เมื่อวานขึ้นไปเยี่ยมน้องป้อมมาอีกครั้ง น้องป้อมเธอบอกว่า "ป้อมตกลงใช้กับคนไข้เบาหวานทุกคนที่รับไว้แล้ว วันนี้ก็มีคนไข้ที่กำลังให้อินซูลินผสมน้ำเกลือได้ใช้ไปด้วย"

ฟังแล้วไม่ว่าอะไร ดีใจด้วยกับคุณค่าที่คนไข้ได้รับ ก่อนจากเพียงแค่หยอดคำพูดไว้ว่า  "ป้อมจ๋า เธอคัดกรองตรวจเท้าให้คนไข้ได้นะ อาศัยตาใครสักคู่ ช่วยดูว่าเท้าแตก มีแผล ตาปลา หนังแข็ง เชื้อราซอกเล็บหรือเปล่า แค่ครั้งเดียวในหนึ่งคนระหว่างคนไข้นอนอยู่ แล้วเติมลงในบันทึกนี้แค่นั้นเอง หนเดียวเองไม่ลำบากอะไรเลยน้อง ลองดูนะเธอว่าสามารถให้ใครช่วยทำได้หรือเปล่า"

"เงียบ" น้องป้อม มองหน้าฉัน แล้วส่งยิ้มหวานให้เหมือนถูกใจกับอะไรบางอย่างอีกแล้ว

นับจากเดือนตุลาคมมาจนถึงวันนี้ก็มีหอที่ขอใช้แบบบันทึกนี้ด้วยตัวเองขยายเป็น 6 หอเข้าแล้ว เที่ยงวันนี้ฉันนำข่าวไปบอกน้องป้อมให้รู้ น้องป้อมคนใจงามยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริเชียวค่ะ  แถมมาด้วยการชวนให้ฉันไปเดินดูคนไข้ที่กำลังนอนอยู่ด้วยกัน ที่ปลายเตียงคนไข้นั้นมีแฟ้มติดบันทึกวางอยู่ในกล่อง ตาฉันเหลือบมองเห็นอะไรบางอย่างที่ชวนให้อิ่มใจจริงๆ

ในใจอุทานว่า "อ๊ะ เร็วจริง ลงมือตรวจเท้าให้แล้ว"

บทเรียนสอนใจ :

ข้อตกลงที่กำหนดการทำ ให้ลงมือทำได้ง่ายๆ ช่วยคนได้อีกมากมายในที่ต่างๆ จงลงมือทำซะ อย่ารอช้า

คนทุกคนมีธาตุรักดีอยู่ในตัว เพียงแต่บางคนอยู่ึลึกรอที่จะผลิบาน บางคนอยู่ตื้นพร้อมที่จะผลิบาน บางคนที่แย้มบานแล้วก็พร้อมที่จะผลิบานต่อไปเพื่อเปล่งแสงแห่งความดีออกมาให้อบอุ่น ชื่นใจ

การทำงานเป็นทีม ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรวมตัวเพื่อทำอะไรด้วยกันเหมือนๆกันเท่านั้น หากแต่ถ้าหมายถึงการรวมหัว(สมอง)เพื่อทำอะไรด้วยกัน ในบทบาทต่างกันซึ่งหนุนเสริมกันด้วยความสามารถที่แต่ละคนมีอยู่ด้วยยิ่งดีเข้าไปใหญ่นา

คนทำงานตัวเล็กๆนั่นแหละคือคนสำคัญที่ทำให้การทำงานเป็นทีมประสบความสำเร็จ การละเลยคนตัวเล็กๆจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำนะ จะบอกไห่