อาจารย์ขา ...หนูไม่อยากเขียนเรื่องเล่าเลย

ติดตามงาน และการทำงานของเภสัชกรคนเก่งที่ 1 เลย

 น้องมด ค่ะ เพลินค่ะทั้งสาระ และแง่คิด

 สำหรับผู้ป่วย หรือผู้เสี่ยง อยากทราบว่าเภสัชกร เขาคิดอย่างไร

เมื่อต้องผจญกับผู้ป่วยเบาหวาน ที่มากถึง 7,000 คน

ฉันอยากรู้ว่าเธอทำงานมากมายได้อย่างไร วางแผน ประสานกันอย่างไร

มีใครเป็นแกนนำ เป็นเสาหลัก เป็นทีมงาน ที่สำคัญทำกันอย่างไร คิดอย่างไร

ที่น่าอัศจรรย์ เธอทำงานด้วยความจริงจัง แต่มากด้วยอารมณ์ขัน

เรื่องราวชีวิตการทำงานของเธอจะเป็นแรงขับให้หลายๆคนที่กำลังเข้าสู่วงการ

แพทย์ จากบันทึกที่มีโอกาสอ่าน  เมื่ออ่านเรื่องราวในบางเสี้ยวของบันทึก

 ของเภสัชกรหญิงปราณี ลัคนาจันทโชติ โรงพยาบาลสมุทรสาคร

รู้ว่าเธอคิดอย่างไรซึ่งความคิดของเธอมีผลดีต่อผู้ป่วยและนี่เป็นบันทึกที่มีความยาวมาก

" ขอบคุณค่ะ... ที่ให้โอกาสทุกอย่างจนถึงการเขียนเรื่องเล่า นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ให้โอกาสเขียนจากบริบทของตนเองและให้ทบทวนตนเองจะมองเห็นทิศทางพัฒนาจะอะไรได้บ้าง แต่อาจารย์ขา ได้อย่างฝันหรือเปล่า ไม่รับรองนะคะเพียงแต่พอรู้เส้นทางเดิน....ต่อไป....เดินต่อไป.....การเขียนเรื่องเล่านี้...ก็อย่าถือสาในข้อมูลนักนะคะ ถ้าไม่ถูกอย่างไร ผู้อ่านช่วยบอกข้าพเจ้าด้วย บุคคลที่อ้างอิง ในเรื่องเล่านี้ ล้วนแต่บุคคลอันเป็นที่รักและเคารพ ถ้าพลาดพลั้ง กรุณาแจ้ง เตือนด้วยนะคะ    ผลลัพท์จากการทำข้อมูล TCEN พบว่ามีหลาย ล้าย จุด ที่ควร ต้องดำเนินการ ให้โยงกัน แล้วช่วยกันทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้นค่ะ  เหตุการณ์ช่วงการเก็บข้อมูล...ได้ไปพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ เกิดความสงสัยในข้อมูลว่า เป็นแบบนี้ “จริงๆ เหรอ”  ซึ่งก็ได้คำตอบว่า “จริงอะดิ๊” ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ...พร้อมกันนั้นมีทั้งเสียงก้องในใจ ...แต่แผ่วๆในศีรษะ ก็เกิดขึ้นว่า “โอ! พระเจ้า เพิ่งรู้นะเนี่ย” 

อะไรบ้างนะเหรอ มากมาย ความลับไหมอ่ะ ความจริง ก็คือ ความจริง ที่รู้มา แต่ถูกต้องหรือเปล่าก็ตัดสินใจเอาก็แล้วกัน

 

ข้อแรก รุ รึ เปล่า microalbuminurea ในเจ็ด เดือนมีการสั่งตรวจแค่ 80 ครั้ง จากผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 7000 ราย มีรายใหม่แรกวินิจฉัย 20-30 ราย ต่อเดือน เมื่อมาดูข้อมูลเกณต์การส่งตรวจ คือผู้ป่วยที่ควรได้รับการตรวจคือผู้ป่วยที่มีผล urine protein (+1)  trace  negative โดยไม่ได้ติดเชื้อ  ซึ่งจากการสุ่มผู้ป่วย 100 ราย ไม่มีสักรายเดียว ที่ได้รับการตรวจตามเกณฑ์หรือคือ ร้อยละศูนย์ ส่วนที่ได้รับการตรวจก็คือบางรายที่เป็น macrovascular ไปแล้ว และยังได้ค้นพบเรื่องสำคัญนั่นคือการแปลผลตรวจ microalbuminurea มาจาก random ที่ไม่ใช่ 24 ชั่วโมง ซึ่งความเป็นจริงควรใช้ค่า A/C (albumin/creatine ratio) และบางครั้งห้องตรวจปฏิบัติการก็ไม่ได้แสดงผลคู่กันให้ดู  (ก็ไม่มีรีเควส....)  สรุปคือได้ทราบว่า มีการสั่งตรวจน้อยมากหรือมีการเฝ้าระวัง microvacular complication น้อยมาก และอาจมีการแปลผลผิดพลาดเนื่องจากการรายงานผลที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นค่า เทียบเท่าการเก็บ urine 24 ชั่วโมงได้  อันนี้ก็ต้องขอขอบคุณ พี่มานิจ หัวหน้าห้องแลปที่ส่งข้อมูลให้ได้รับทราบ และอยากบอกตรงๆอยากร้องเพลงว่า    ไม่เคยรู้เลย...... อันนี้ก็ต้องขอให้คุณพี่มานิจช่วยแจ้งข้อมูลในที่ประชุม และทำอย่างไรจะกระตุ้นการขยายผลการตรวจ microalbuminurea ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ยังไม่เป็น  macroalbumin  ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยการ ตรวจ urine protein ก่อน ถ้าพบว่า neg ative trace หรือ 1+  ควรส่งตรวจ microalbuminurea และ คุณหมออภิชาต ไฟแรง อุดมการณ์สูง จะดำเนินการแจ้งประสานในที่ประชุม PCT med ค่ะ สำหรับที่ศูนย์ผู้ป่วยโรคเรื้อรังก็จัดทำ เกณฑ์ให้ชัดเจน ในการคัดกรองผู้ป่วย เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และดำเนินการในผู้ป่วยทุกรายที่มาที่รับบริการที่ศูนย์ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และล่าสุดมีเรื่องน่ายินดีจาก คุณพี่มานิจ แจ้งมาว่า ต่อจากนี้ไปนะครับ ถ้ามีการส่งตรวจ urine protein เมื่อใด ถ้ามีผลเป็น negative trace หรือ +1 แล้ว ไซ้ร ห้องแลปจะตรวจ microalbuminurea ให้โดยอัตโนมัติ...แค่นี้ คุณหมออภิชาติ รองประธานศูนย์ฯ ของเรา เป็น ปลื้ม เม้าท์ ต่อกับใครต่อใคร ในเรื่องที่มานิจ ออกมา “โวรันเทียร์”   ในเรื่องนี้ อย่างมีความสุข ทำตาเป็นเส้น มุมปากค้าง ทั้งวัน (แปลว่า..ยิ้มใหญ่.. ตาหยี..ค่ะ)  ผลลัพท์จากการได้พูดคุยกัน...เข้าใจกัน...ความรักเบ่งบาน อะไรก็เกิดขึ้นได้...

 

ข้อที่สอง การที่ได้รู้มาว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนมาก มั่ก มั่ก ไม่ได้ถูกถามว่ามีประวัติสูบบุหรี่รึเปล่า และ บุหรี่ก็เหลือเกิน ทำลายทุกอย่างเร่งให้โรคก้าวหน้าเลวร้ายกับผู้ป่วยเบาหวานใน ทุกระบบ ไม่ว่า หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ตา ไต เท้า หารือกันหน่อยทำความเข้าใจกันนอกจากนี้ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวานก็จะได้รับผลจากบุหรี่ทำให้เป็นโรคเบาหวานได้เร็วขึ้น จากข้อมูลสำรวจผู้ป่วยลงทะเบียนศูนย์ในปีนี้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการศูนย์...มีเพียงร้อยละ 3.2  ของกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่สูบบุหรี่แล้วมีการบันทึกว่าได้ให้คำแนะนำให้เลิกบุหรี่ สำหรับการจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ คงต้องทำการประชาสัมพันธ์ ร่วมกับงานสุขศึกษา  ทำ work flow การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ในเรื่องกลุ่มเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดแดง โดยประสานกับหน่วยงานจิตเวช ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาบ้างว่าสามารถส่งปรึกษาได้ใน วันพฤหัสเช้า และมีการนัดติดตามที่คลินิกสารเสพติดสัก 3 เดือนโดยประมาณ จากนั้นมาดูแลต่อเนื่องโดยศูนย์จะติดตามว่ามีผลหลังเลิกบุหรี่หรือไม่ การจะว่าเลิกบุหรี่ก็ต้องไม่สูบกันจริงๆ 6 เดือน สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ผลกระทบหลังเลิกบุหรี่ซึ่งก็คือ น้ำหนักเกิน และ มีอาจมีภาวะซึมเศร้า(depression) จะต้องมีการเฝ้าระวังปัญหา ซึ่งจะคุยกันในทีมเรื่องการดำเนินการ การส่งต่อ ต่อไป โดยได้ประสาน พูดคุยกับคุณหมอหรรษา ผู้น่ารัก ไปบ้างแล้ว ก็จะได้ประชุมกันในการทำ clinical practice guideline ด้วย สำหรับโครงการคัดกรองปัญหาและให้การบำบัดผู้ป่วยโรคเบาหวานติดบุหรี่นั้น ต้องมีการประชาสัมพันธ์ว่าอย่าลืมว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานก็มีผู้สูบบุหรี่ได้เหมือนกันและจำนวนก็ไม่น้อยเสียด้วย โครงการอดบุหรี่ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน งานนี้ต้องประชาสัมพันธ์ให้รู้ มีการกระตุ้นให้ซักประวัติ และมีแรงจูงใจให้ชักชวนกันอดบุหรี่ มีรางวัลชื่นชมให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานตัวอย่าง เช่น การถ่ายรูปกับหลวงพ่อคูณ (พูดเล่น!) ทำโครงการร่วมกับงานจิตเวช หรือให้จิตเวชดำเนินการ งานนี้ ต้องมีสตางค์ ของขวัญ ของแจก มีการทำกิจกรรมคลาดเครียด และต้องติดตามกันจนรู้ไปว่าอดได้มาน้อยขนาดไหน หรือจะแบ่ง 2 โครงการ โครงการที่ 1 กระตุ้นสร้างแรงจูงในการปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่  โครงการที่ 2  โครงการบำบัดผู้ติดบุหรี่ในผู้ป่วย ...ดีไหมคะ ถ้าดี ก็ของตังค์ด้วย

              ข้อที่ 3 การตรวจตา ประจำปี ก็น้อยสุดๆ ร้อยละ 13  เหตุผล แพทย์น้อย เขาว่ากันว่าไม่เป็นไร ให้ training nurse ถ่ายรูปโดยใช้ fundus camera ได้  (ไม่มีอ่ะ...กล้องถ่ายรูป)  และไม่มี training nurseด้วย หรือถ้ามีจริงๆ ถ่ายรูปแล้วถ้าพบปัญหาส่งให้ จักษุแพทย์ ก็ให้การรักษาไม่ไหวแน่ๆ เพราะจักษุแพทย์เรามีน้อย สำหรับเรื่องนี้ ได้ประสานกับห้องตาแล้ว หัวหน้างานจักษุ คุณหมอสิริพงษ์  พยาบาลห้องตา พี่หนุ่ย น้องวรรณ ท่านก็ใจดีมาก พยายามที่จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ในเรื่อง วันส่งต่อผู้ป่วยจากศูนย์ฯ ไปห้องตรวจตาในแบบที่ห้องตรวจตารับได้อย่างไร ได้รู้ใจห้องตามาบ้างว่า คุณหมอแต่ละท่านอยากดูลูกตาดวงเดิม ติดตามดวงตาที่เคยดูแล  เมื่อมีการรักษาดวงตา เช่น มีอุบัติเหตุ มีการผ่าตัด แล้วมาเป็นโรคเบาหวาน ก็ขอให้ส่งให้แพทย์ท่านเดิมที่เคยดูแลผู้ป่วยอยู่ค่ะ และการตรวจก็ต้องมีญาติมาทุกครั้งไม่งั้นผู้ป่วยจะกลับบ้านไม่ถูกได้ นอกจากนี้การเตรียมผู้ป่วยก่อนตรวจตาต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง รวมทั้งคำแนะนำหลังการตรวจ ถ้าปวดตา หรือพบความผิดปกติใน 24 ชั่วโมงให้กลับมาพบแพทย์ด้วย ในปัจจุบันหมอเราน้อยมาก ซึ่งปัจจุบันก็ค่อยๆทำกันไป กับจำนวนผู้ป่วยมากมายคงต้องหาวิธีเหมาะสม สำหรับอนาคตคงต้องมี training nurse จากนั้นทำแผนขอซื้อ  fundus camera  คัดกรองผู้ป่วยโดย training nurse และส่งเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหา จำเป็นต้องให้การรักษาโดยจักษุแพทย์ หรือ ปรึกษาเฉพาะรายที่มีปัญหาสงสัย สำหรับการแก้ปัญหาในปัจจุบัน คุณหมอสิริพงษ์ท่านบอกมาว่า ส่งผู้ป่วยมาตามแนวทางที่ควรเป็นตามมาตรฐาน ท่านจะทำเท่าที่จะทำได้ โดยทั้งคัดกรองทั้งรักษาเลย ซึ่งเป้นอย่างนี้ต่อไปนานๆ คงไม่ไหวแน่ๆ  งานนี้ต้องขอตังค์ซื้อกล้อง ราคาล้านกว่าๆโดยด่วย  ส่งพยาบาลไปอบรม  (ได้ข่าวมาว่า มีการ training ทางอินเตอร์เน็ต ให้ดูภาพแปลผล ร้อยกว่ารูป ถ้าผ่านก็ โอ เค...) พยาบาลจะได้คัดกรองโรคเบาหวานขึ้นตา ถ้าเส้นเลือดงอกค่อยส่งหาจักษุแพทย์น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสม  ขอตังต์ซื้อกล้อง ขอผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนส่งพยาบาลไปอบรมด้วยค่ะ ...เภสัชอบรม…..ด้วยได้ป่ะ...หุหุ

 

ยังมีอีกมากมาย และในเรื่องตัวชี้วัดที่ยังน้อย ต่ำต้อย ทั้งร้อยละผู้ป่วยที่ได้ A1C ในเกณฑ์ ระดับ พึงพอใจ  FBS ในเกณฑ์  ซึ่งต้องกระทำให้ถึงตัวผู้ป่วย ในรูปแบบ ให้ความรู้แบบบูรณาการ องค์รวม ประสานสัมพันธ์ ยื่นมือยาวจนถึงเยี่ยมเยียน อย่างนี้น่าจะตั้งชื่อว่า crab’s model มีตัวปู ที่รวมพล สุมพลัง  และมีขาปูลงไปจับในแต่ละเรื่องตามความเชี่ยวชาญ คุณหมอสิทธิพรหนุ่มใหญ่มีไฟเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยมอดเรื่องวิชาการ “ท่านย้ำว่าเรื่องนี้ต้องลงไปดูให้ถึงครอบครัว อาหารการกิน เผ่าพันธุ์เฝ้าระวังถึง เจนเนติก เลย”

ในขณะนี้ที่โรงพยาบาลเพิ่งจะเริ่มดำเนินการจัดการผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่อง เมื่อกลางปี 52 ซึ่งน่าจะ วิ่ง สู้ฟัดกับ งานตรงนี้ให้อยู่หมัดก่อน โดยประสานงานกับทุกห้องตรวจ คัดกรองผู้ป่วยที่ให้สัญญาว่าจะไปรักษาใกล้บ้านและพึ่งตนเองให้ได้ ผู้ป่วยเหล่านี้จะได้รับการคัดกรองให้เข้ามารับการให้ความรู้ในศูนย์ฯ ศูนย์ฯจะมีการสร้างเสริมพลังใจให้ควบคุมเบาหวาน ให้ความรู้ แบบติดอาวุธให้เหมาะสมกับประเภทผู้ป่วยโดยแบ่งผู้ป่วยเป็น 1) ผู้ป่วยได้รับวินิจฉัยใหม่ กลุ่มนี้ส่งต่อมาได้เลยเรารับดูแลเสริมพลังใจให้ทุกราย ร้อยละร้อย เลยค่ะ ยกเว้นแต่ไม่ยอมมาเอง 2) กลุ่มผู้ป่วยเก่ามาทำการค้นหาแบบเกื้อกูล (self help group) ให้ความรู้ นัดติดตาม แก้ปัญหาให้แล้ว ควบคุมน้ำตาลได้  ก็ออกจากโรงเรียนได้ อาจไปอนามัย กลับไปรักษาที่คลินิกเดิม แต่ศูนย์ฯ ต้องขอติดตามข้อมูลผู้ป่วยทุกปี จะไหวไหมเนี่ย ! ถ้าหากดูว่าถ้าจะมีความจำเป็นให้เติมความรู้เฉพาะพิเศษ จะให้ลงทะเบียนเรียนอีกหลักสูตร เรียกว่าเข้มข้นเฉพาะด้าน เช่น เข้าเรียนกับหมึกแดง พอดีหมึกแดงคิวเต็มงั้นเป็นเจ้าประจำโภชนากร โรงพยาบาลของเราก็แล้วกัน    หรือจะเป็นการดูแลเท้าแบบพิเศษ  เป็นต้น โดยหลักสูตรนี้หวังผลรู้จริงทำได้จากการได้ ดู ได้จับ รู้เหตุรู้ผล ค่ะ และกลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มที่สามารถจะแย่ได้กว่านี้อีกไหม เนี่ย !  กลุ่มนี้จะดำเนินการแบบ case management สหสาขาวิชาชีพต้องมาคุยกับผู้ป่วยทุกคน และสุมหัวกันคิดค้นหาปัญหาและแนวทางแก้ไขร่วมกัน ซึ่งตอนนี้  กำลังดำเนินการไปด้วยความลำบากค่ะ ไม่มีห้องทำงาน วันไหน นัดผู้ป่วยมากหน่อย ก็ต้องย้ายไปทำกลุ่มที่ห้องอื่น ซึ่งห้องประชุมก็ไม่ค่อยว่าง ดีว่ามีห้องว่างจากการโรงพยาบาลการทำแผนปรับปรุงห้อง... มีการย้ายเจ้าหน้าที่ห้องสุขศึกษาไปอีกอาคารหนึ่ง ระหว่างรอการปรับปรุงก็ได้ขอใช้ห้องนี้ไปก่อนค่ะ เวลาทำงานในวัน case management ความที่ห้องเล็กมาก เสียงของทุกวิชาชีพก็ตีกัน จนผู้ป่วยไม่รู้จะฟังดนตรี รวมหรือดนตรีเดี่ยวตรงหน้าดี เฮ้อ! เรื่องของการจัดทำความเชื่อมโยงกันให้หมดในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการทั้งหมด ทั้ง เยี่ยมบ้าน ห้องตา งานกายภาพบำบัด งานจิตเวช   งานศัลยกรรม ห้องตรวจปฏิบัติการ งานศูนย์สุขภาพชุมชน งานสังคมสงเคราะห์ งานผู้ป่วยใน  ในส่วนที่ดูจะราบรื่นกลมกลืนพอกล้อมแกล้มได้แล้วก็มีเพียง งานสุขศึกษา งานโภชนาการ งานเภสัชกรรม งานห้องตรวจผู้ป่วยนอก

 

เห็นอก เห็นใจแล้วหรือยังว่าชีวิตยังต้องมีคุณค่าอีกนานทีเดียว (เขาว่ามีงานทำคือมีคุณค่าค่ะ ) หัวหน้าหนู ภก.อำนวย เขาคอยบอกว่า “ต้องวิ่งทนนะ” ขณะที่ท่านประธานศูนย์ นพ.วีรศักดิ์ ท่านก็เป็นกำลังใจให้อย่างสม่ำเสมอกับทีมงานค่ะ รวมทั้งท่านผู้อำนวยการ นายแพทย์สกล ท่านก็คอยมองอยู่ห่างๆ และถามอย่างห่วงใยว่า “ยังสบายดีอยู่หรือเปล่า”……………………………..

 

จริงๆ แล้ว.. ได้พยายามเลือกทำในสิ่งที่ง่ายและเป็นไปได้ก่อน คือเป็นโรงเรียนสอนผู้ป่วย โดยประสานกับทุกหน่วย โดยแนวคิดที่ว่า...  มีเรื่องง่ายๆตั้งมากมายในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่เรายังไม่ได้ทำ  เป็นเพราะเราเอื้อมไม่ถึง ไม่รู้ข้อมูล  ทำไมเหรอคะ....ที่คิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ....ที่ว่าเป็นเรื่องง่ายๆเพราะว่าเท่าที่รู้มาโรคเบาหวานเป็นสิ่งที่เกิดในชีวิตประจำวันโดยพื้นๆ โดยไม่มีเชื้อโรคที่ไหนมาทำร้ายร่างกาย  การชะลอโรค ลดภาวะแทรกซ้อนไม่ยากเพียงแต่กระทำปัจจุบันการกินการอยู่ให้ดี ให้ถูกต้อง ความผิดพลาดที่จะเกิดในอนาคตก็จะเหลือเพียงแต่เหตุปัจจัยที่ควบคุมได้ยากหรือควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจต้องอาศัยความช่วยเหลือจากสิ่งหรือบุคคลภายนอก และที่เหลือจากนั้นอีกก็คือเหตุอันวิสัย ซึ่งหมายถึงชะตาลิขิตด้วยการประทับตราไว้ที่ ดีเอ็นเอ หรือ ฟ้าดินกำหนด

และเนื่องมาจากที่ตัวเราเป็นผู้รู้เห็นและอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นคนนี้เป็นเภสัชกร คนหนึ่งซึ่งมีศักยภาพในเรื่องสุขภาพจำนวนหนึ่ง พอจะหาได้เพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง มีพันธมิตรที่คิดและหวังจะได้เห็นภาพที่เกิดกับผู้ป่วยในแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันอีกจำนวนหนึ่ง หลายคนอาจเถียงคอเป็นเอ็นว่า “ไม่จริ๊ง งาน ไม่เหมือนกัลล์” และหรือจะปฏิเสธที่ว่า วิชาชีพทุกสาขาทางสุขภาพ ได้สั่งสอนมาให้ทำงานเพื่อผู้ป่วยเหมือนกัน เพียงแต่อาจต่างกันที่บริบทที่เกี่ยวข้อง ภาพสัมผัสและมิติ สำหรับตัวเองคิดเสมอว่า เป็นภาพเดียวกันที่ถูกมองและจัดการแตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ถูกกำกับมาจากจิตใต้สำนึกส่งออกมาสู่การกระทำ ซึ่งผู้ตรวจสอบหรือผู้มองก็ไม่ได้มามองที่จิตเจตนาแต่มามองที่ผลปรากฏแล้วตีความว่า “ใช่ หรือ ไม่ใช่”  สำหรับข้าพเจ้ามองที่จิตเจตนา และภาพฝันพร้อมกัน และมั่นใจ เชื่อใจในสิ่งนี้ที่มีในตัวตนของทุกคนที่ทำงานร่วมกัน เข้าไปรู้ เข้าไปเข้าใจว่าเขาจะดูแลผู้ป่วยอย่างดีในแบบของเขาเพราะเหตุกำหนดอย่างไร ปรับมุมมองให้กันและกัน ช่วยกันดูแลผู้ป่วยครบทุกมุมจนได้ 360 องศา

อาจารย์ขา ...หนูไม่อยากเขียนเรื่องเล่าเลย...ให้ตายซิเมื่อเขียนแล้วกลายเป็นเล่าไม่เลิกไปได้อย่างไร ปาเข้าไป 9 หน้าแล้ว...ถ้าเยอะเกินไปอาจารย์จะแบนก็ได้นะคะ และขอบอกว่าที่เขียนนะเป็นความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ณ ตอนนี้ ของหนูเอง..ที่มองไป ฝันไป เรื่องอนาคต ไม่ขอรับรอง เพราะสิ่งที่เกิดมันเนื่องมาจากเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัย ยังมีความผันแปร อนาคตก็ย่อมไม่แน่นอน..."

 

ผู้เล่าเรื่อง ภญ.ปราณี ลัคนาจันทโชติ โรงพยาบาลสมุทรสาคร อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โทร. 034-427099-105 ต่อ 8102 , 2122