ครั้งก่อนเล่าถึงตอนไปดูแลผู้ป่วยก่อนออกจากโรงพยาบาลกว่าจะพูดให้ญาติปฏิบัติตามคำแนะนำในเรื่องการจัดเตรียมสถานที่ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยก้อเล่นเอาเกือบหมดแรง หลานชายของผู้ป่วยร่างกายกำยำ แต่อ้างเรื่องงานไม่สามารถช่วยเหลือยายในการดูแลคุณตา(ผู้ป่วย)ได้ จนทำให้เกิดแผลกดทับที่ก้นลึกถึงกระดูก แผลขยายใหญ่ขึ้น เวลาทำแผลก้อค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร มีอยู่ตอนหนึ่งฉันได้ขอให้ญาติไปซื้อลูกโป่งมาทำที่นอนลูกโป่งให้ผู้ป่วยเพื่อลดการกดทับที่แผล ญาติผู้ป่วยบอกว่าขอที่โรงพยาบาลไม่ได้หรือ ฉันก้ออธิบายต่อว่าโรงพยาบาลไม่ได้จัดซื้อไว้เพราะที่โรงพยาบาลจะใช้เตียงลม แต่ถ้าญาติจะซื้อเตียงลมแทนที่นอนลูกโป่งก้อได้เหมือนกันแต่ราคาค่อนข้างแพง ญาติจึงยอมออกไปซื้อลูกโป่งเพื่อมาทำที่นอนลูกดป่งให้ผู้ป่วยที่บ้าน
หลังจากให้คำแนะนำและอธิบายขั้นตอนต่างๆในการเตรียมความพร้อมที่บ้านแล้วบ่ายวันนั้นฉันกับเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ได้ออกติดตามผลที่บ้านของผู้ป่วยซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 15 กม. เมื่อไปถึงที่บ้านผู้ป่วย ก้อได้เห็นบ้านตึก 2 ชั้นหลังใหญ่อยู่เบื้องหน้าและในอาณาบริเวณค่อนข้างกว้างขวาง ปลูกบ้านอยู่ในบริเวณเดียวกัน 3 หลังใหญ่โตทุกหลังสอบถามญาติพบว่าเป็นบ้านของลูกๆหลานๆของผู้ป่วยนั่นเองญาติๆช่วยกันจัดห้องให้ผู้ป่วยนอนชั้นล่างของตัวบ้านมีอากาศถ่ายเทค่อนข้างดีและจัดทำที่นอนลูกโป่งตามที่แนะนำเมื่อถึงตอนที่สอนการทำแผลให้ผู้ป่วยทางญาติไม่ยอมมาดูอ้างมีภาระต้องไปทำงานบ้าง กลัวแผลบ้าง แต่จ้างคนมาช่วยทำแผลให้ผู้ป่วยวันละ 50 บาท ซึ่งคนที่จ้างมานั้นต้องทำแผลให้ภรรยาของเขาด้วยและสามารถทำแผลได้แค่วันละครั้งซึ่งจะมาช่วยดูเฉพาะการทำแผลเท่านั้นเพราะต้องดูแลภรรยาซึ่งพิการอยู่ที่บ้าน หลังจากสอนและแนะนำการทำแผลพร้อมทั้งสาธิตวิธีการต่างๆแล้ว ฉันได้เน้นย้ำให้ญาติผู้ป่วยต้องคอยช่วยเหลือในการทำแผลด้วยเพราะต้องช่วยกันพลิกตัวในการทำแผลที่ก้นทั้งสองข้าง หลังจากนั้นก้อมาถึงเรื่องการทำอาหารเหลวให้ผู้ป่วยและการให้อาหารทางสายยาง ก้อยังมีปัญหาอีกเนื่องจากญาติที่ไปฝึกการทำอาหารกับโภชนากรของโรงพยาบาลเสร็จแล้วทางห้องโภชนาการได้ให้ผู้ป่วยไปซื้อ syringe แก้วจากห้องยาซึ่งต้องจ่ายเงินเอง จำนวน 240 บาทแต่ญาติก้อไม่ยอมจ่ายอีกนำในสั่งยากลับมาที่บ้าน ฉันต้องมาอธิบายอีกว่าเป็นวัสดุทางการแพทย์ซึ่งต้องจ่ายเงินเอง แล้วให้ญาติไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง หลังจากอธิบายและสอนการพลิกตะแคงตัวและการดูแลให้แก่ญาติแล้วฉันก้อได้ขออนุญาติไปเยี่ยมผู้ป่วยรายอื่นต่อ หลังจากเยี่ยมบ้านไปแล้ว2 ราย ญาติของผู้ป่วยก้อมาขอให้ไปช่วยสอนการให้อาหารทางสายยาง ซึ่งได้เตรียมอุปกรณ์ไว้แล้วฉันได้เริ่มสอนตั้งแต่การทำความสะอาดวัสดุ อุปกรณ์การต้มsyringe แก้ว การเตรียมอาหารเหลว จากนั้นจึงเริ่มสอนการให้อาหารทางสายยางแก่ญาติและการเฝ้าระวังต่างในการให้อาหารทางสายยาง กว่าจะกลับออกมาจากพื้นที่เล่นเอาฉันแทบหมดแรง พี่จากสังคมสงเคราะห์ได้โทรศัพท์ไปขอให้ญาติไปรับลูกแทนเพราะกลับกันประมาณ 5 โมงเย็น จากการไปเยี่ยมผู้ป่วยทำให้ฉันรับรู้ได้เลยว่าการเสริมพลังให้ผู้ป่วยและญาตินั้นไม่ใช้เรื่องที่ทำได้ง่ายๆเลย บางครั้งญาติก้อไม่ถือเป็นธุระของเขาคอยแต่จะพาผู้ป่วยมาให้โรงพยาบาลดูแลรักษาจนหายหรือไม่อาการไม่ดีขึ้นก้ออยากให้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลอ้างสารพัดเหตุผลที่ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ทั้งๆที่ผู้ป่วยเป็นบุคคลที่เขารักและเลี้ยงดูพวกเขามากว่าจะโตจนสามารถมีฐานะเป็นปึกแผ่นได้
มาเป็นกำลังใจให้คุณ star ค่ะ
จะเหนื่อยในช่วงแรกที่ผู้ป่วยกลับบ้านนะคะ
เมื่อญาติมั่นใจแล้ว ก็จะสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้นค่ะ
ส่วนใหญ่หากญาติมีฐานะดี แล้วไม่มีคนดูแล (ญาติไม่อยากทำเอง)
อาจหาทางเลือก แนะนำเรื่องการจ้างคนมาดูแลแทน
ที่อุดรก็มีหลายรายค่ะ ที่จ้างคนมาดูแลแทน ค่าใช้จ่าย ๆ ประมาณ เดือนละ 7 - 8 พันบาทค่ะ
ระยะต่อไปเราก็จะเป็นผู้แนะนำ ให้กำลังใจ และเสริมในส่วนที่ขาดค่ะ
...สู้ ๆ ๆ ..ค่ะ
เป็นเรื่องยากจริงๆค่ะ
อยู่ที่จิตใจด้วยไหม
มีพระที่รู้จักรูปหนึ่งท่านช่วยใครแล้วเป็นที่ถูกใจไม่มีลืมเลย
ไปเยี่ยมพระป่วยพอบอกลากลับเท่านั้นแหละผู้ป่วยร้องไห้ทันที
แม้แต่ลูกหลวงตาท่านยังถามถึงน้อยกว่าพระรูปนี้
ท่านทำด้วยความจริงใจอย่างมากทั้งพระ-เณรจะนึกถึงน้ำใจท่านตลอด
ไม่ใช่ญาติท่านก็เต็มใจช่วยไม่รังเกียจ
ลูกแท้ ๆ ยังไม่มาเยี่ยมได้ทุกวันคงมีภาระมาก
กำลังใจความจริงใจจากคนรอบข้างมีส่วนทำให้ผู้ป่วยเข้มแข็ง
ครับ ยากจริงๆ แหะ