หลายๆ ความทรงจำยังหอมกรุ่น กับทุกๆ ปีที่ไม่มีวันจางคลายในมนต์ตราแห่งจันทร์เพ็ญ และหมู่มวลกระทงบุปผา พร้อมศรัทธาในหัวใจพลันระวีตาม

 

 

 

...  กระทงไทย ใฝ่ความดี  ...

 

บรรจงเจียนตองงามตามแบบอย่าง

ร้อยมาลีจีบพลางอย่างสร้างสรรค์

ธูปเทียนหอมน้อมใจมากำนัล

อธิษฐานร่วมกันวันระวี

 

จวบความดีทั่วหล้าแผ่ไพศาล

ยังงดงามทุกแห่งหนบนวิถี

นำศรัทธาข้าลอยไปในวารี

ให้ดำดิ่งสายนทีมิหมางเมิน

 

มวลมาลีนี้เสมือนแทนดวงใจ

แทนสายใยผูกพันสรรเสริญ

ขอขมาผิดพลั้งใดได้ล่วงเกิน

จวบผ่านเวิ้งวารีไม่ว่าที่ใด

 

คงคุณค่าศักดิ์ศรีที่มีอยู่

ได้รับรู้ภาคภูมิทุกยุคสมัย

หนุนนำน้อมแนบนิ่งณหทัย

ศรัทธาใจท่วมท้นบนแผ่นดิน

 

กระทงทองลอยนิ่งอิงแอบน้ำ

ยิ่งสวยงามแสงเงาเราถวิล

ไหลเรื่อยไปเป็นสายได้ยลยิน

ในทุกถิ่นแดนไทเราใฝ่ปอง

 

อธิษฐานดั่งหวังใจใฝ่ปรารถนา

เพื่อพ่อหลวงปวงข้าพลันสนอง

ขอความสุขสงบไปตามครรลอง

เราทั้งผองร่วมใจภักดิ์รักสามัคคี

  

            

ลำตะคอง น้องอันดามัน ๕๒

 

บทกวีเรียงร้อย พลอยคิดถึงมิ่งมิตร ลำน้ำน่าน จึงนำกลอนกานท์มาไว้ ณ ที่นี่ ขอบันดลบันดาลใจไปถึงคนดี ในทุกที่ทั่วถิ่นไทย ให้สุขสันต์ 

สองฝั่งคลองสองแผ่นดิน

 

เสร็จประสงค์ศึกม่านผ่านเวลา
นวลจันทราทอทิพย์แล้วแก้วเวหน
เดือนสิบสองสายน้ำสนานตำบล
มาหลากล้นเจิ่งนองท้องทุ่งนา

อวลแต่กลิ่นรสสุคนธ์เสียงเพลงยาว
บ่าว-พระยาประเพณีที่ปรารถนา
ประหวัดภาพเพลงพิสุทธิ์อยุธยา
กาลข้าวกล้าแตกรวงรัดบ่วงใบ

ร้อนแต่การรณรงค์แสนลำบาก
แม้นทุกข์ยากมีจนไม่พ้นไพร่
หวังคืนเรือนสักคราวหนาวดวงใจ
เกรงจักให้เสียทาสราชการ

รัตนโกสินทร์สมัยนี้ฤายี่หระ
ไม่เห็นพระเห็นทุกข์สนุกสนาน
สิบห้าค่ำพระจันทร์เพ็ญเป็นตำนาน
ฤาจักมุ่งสืบสานเกียรติกรุงไกร

สองฟากฝั่งแควคลองของกรุงศรีฯ
หลายร้อยปีควรสืบสานสมานสมัย
ศกโกสินทร์สิ้นสำคัญฤาอันใด
สายน้ำใจสองฝั่งคลองจึงหมองมัว

จักมุ่งหมายสิ่งอันใดในยุคนี้
ประเพณีเลิกร้างหนทางสลัว
ดุเหว่าครวญคุ้งสะอื้นดึกดื่นกลัว
โศกถ้วนทั่วจองจำทั้งลำธาร

แสงเทียนทองทิพย์ไต้จากปลายคุ้ง
ธูปจรุงจีบใบตองลาล่องละหาน
เพรียกแต่เสียงขลุ่ยแก้วแผ่วกังวาน
แต่เพลงกาลเคยครวญคู่อยู่คลอเคียง

ประหวัดภพเจ้าพระยาครองนาหมื่น
ฟังบ่าวไพร่สรมสะอื้นแต่โศกเสียง
หรีดหริ่งร้างพระพายลับดับสำเนียง
ริมระเบียงเรือนทรงไทยพลบเวลา

หากมาตรแม้นเพ็งค่ำเดือนสิบสอง
สองฝั่งคลองจักคราคร่ำลำนำบุปผา
เผาเทียนทองประเพณีศรีอโยธยา
ก่อนนิทราหลับใหลใต้นวลจันทร์

สายวารีใหลไปไม่ย้อนคืน
สถิตแต่เสียงสะอื้นจากสรวงสวรรค์
หนาววิญญาญ์บรรพบุรุษอยู่นิรันดร์
ตราบแต่วันมลายกรุงคุ้งดินแดน

สไบบางแพรผ้าไหมใยหมองนัก
ไม่จำหลักดั่งแล่งทองของหวงแหน
ฤานางในห่มตาดมาขาดแคลน
ร้างจารีตแบบแผนโบราณบรรพ์

สองฝั่งคลองสายน้ำอวสานสมัย
กระทงทองแกว่งไกวเทียนโศกศัลย์
น้ำเปี่ยมคลองสนองผู้ใดให้จาบัลย์
สายสัมพันธ์สองแผ่นดินจึงสิ้นลม
--------------------------------------------

พระจันทร์วันเพ็ญกำลังมาเยือนอีกไม่กี่ค่ำคืนนี้แล้ว
ประสบการณ์เผาเทียนเล่นไฟแห่งกรุงเก่ายังคงงดงามอยู่ในใจดวงนี้ ประหวัดภาพไปในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยากำลังรุ่งโรจน์ในยามที่เสร็จสรรพการศึกจากการรุกรานของพม่าในยามน้ำหลากนั้นข้าศึกที่ล้อมเมืองอยู่ก็มิอาจต้านทานอยู่ได้จึงได้ยกทัพกลับไปเมืองแม่ชั่วคราว

ชายชาญสกาหากได้มีเวลากลับเรือนลำเนา
ไปร่วมลอยกระทงกับสาวเจ้ายามว่างเว้นจากการศึก
เจ้าพระยานาหมื่นสตรีชาววังจักได้ตัดผ้าใหม่นุ่งห่มสไบแล่งทอง ร่วมงานบุญประเพณีลอยกระทงเยี่ยงบรรพบุรุษ
บ่าวไพร่ก็มีโอกาสได้เกี้ยวพาราศีกันตามประสา

วัฒนธรรมแผ่นดินจึงก่อเกิด หล่อหลอมด้วยกาลเวลายาวนาน ข้าวออกรวงแล้ว ตะเพียนปลาแหวกว่าย
กระทงใบตองลอยล่องในสายนทีทิพย์ไต้ทอแสงสว่างตราบรุ่งสาง.... ชีวิตและสายสัมพันธ์ของผู้คนสองฝั่งคลองจึงมีเสน่ห์อย่างแบบโบราณ

น่าเสียดายที่ประเพณีลอยกระทงในสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหลือร่องรอยแห่งวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์เยี่ยงเพรงเวลา เหลืออีกกี่ศกสมัยที่ประเพณีนี้จักงดงามและคงอยู่คู่สยามตลอดไป

------------------------------------------
บทกวีชวนให้นึกถึงประเพณีเผาเทียนเล่นไฟในครั้งวัยเยาว์ หลายๆ ความทรงจำยังหอมกรุ่น กับทุกๆ ปีที่ไม่มีวันจางคลายในมนต์ตราแห่งจันทร์เพ็ญ และหมู่มวลกระทงบุปผา พร้อมศรัทธาในหัวใจพลันระวีตาม  ....  

 

รฤกถึง สหายลำน้ำน่าน บุรุษแห่งสายน้ำ    นิรันดร์ ๔๙