ยังมิทันที่จะตั้งตัวรับมือกับการเดินทางสู่เป้าหมาย มิทันที่จะให้ร่างกายได้วอร์มอัพให้เครื่องร้อน นายหัวบุญเลิศ ก็นำลิ่วพาพวกเราเดินขึ้นเขาชันสุด ๆ ระยะทางหลายร้อยเมตรกว่าที่จะได้หยุดพัก

    เดิน ปีน ไต่ มุด คลาน ข้าม ฯลฯ

   อาการเหล่านี้คืออาการของผมที่เกิดขึ้นในการเดินป่าสู่เขาเจ็ดยอด...

   วันแรกแห่งการเดินทาง...

   ยังมิทันที่จะตั้งตัวรับมือกับการเดินทางสู่เป้าหมาย มิทันที่จะให้ร่างกายได้วอร์มอัพให้เครื่องร้อน นายหัวบุญเลิศ ก็นำลิ่วพาพวกเราเดินขึ้นเขาชันสุด ๆ ระยะทางหลายร้อยเมตรกว่าที่จะได้หยุดพัก

   ผมลิ้นห้อยตั้งแต่ร้อยเมตรแรก แต่เพราะกลัวเสียฟอร์ม จำต้องฝืนใจเดินต่อไปแบบลิ้นห้อย ๆ กว่าจะถึงนาคอน จุดแรกที่พวกเราพักก็แทบขาดใจ

   ผมไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ กลัวเสียหน้าอย่างผมหรือไม่ แต่ “น้อง” หญิงสาวรุ่นน้องผู้ร่วมเดินทาง ผมเห็นเธอออกอาการตั้งแต่ร้อยเมตรแรก เธอไม่กลัวเสียฟอร์ม เอ่ยบอกท่านผู้เฒ่าวอญ่าขอพักก่อน และเธอก็หยุดพักเป็นระยะ แหะ แหะ ผมเลยพลอยได้อานิสงส์ เพราะผมเดินอยู่หลังน้อง

   ที่น้องหมดแรงเพราะเธออยู่ในระยะกินเจ มื้อสุดท้ายที่เธอกินเจคือมื้อเช้าที่ผ่านมา เธอติดกับข้าวมาด้วยแต่กับข้าวเจ้ากรรมดันบูด เธอจึงกินเพียงขนมปังเจเพียงสองแผ่น พลังงานหมดไปตั้งแต่ตอนเตรียมของ

   มิเพียงแค่นั้น เป้ใบโตบนหลังน้องที่บรรจุข้าวของเผื่อคนอื่น ๆ ก็เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งกับการเดินทาง

   เส้นทางสู่เขาเจ็ดยอดที่พวกเราเดินเท้าขึ้ไปตลอดระยะเวลา ๒ วัน ไม่มีช่วงใดที่เป็นทางราบเรียบให้ได้เดินอย่างสบายตีน เอ้ย !!! เท้า

   ทางเดินที่สบายที่สุดคือการเดินไต่ไปตามไหล่เขาที่ชันไม่มากนัก

   แต่... ทางเดินสบาย ๆ อย่างนี้ พวกเรามิได้รับการอนุญาติให้เลินเล่อ ขณะที่เดินจึงต้องระมัดระวัง เพราะบางช่วงต้องเดินอยู่บนขอบเหวลึก คนกลัวความสูงชะโงกหน้าลงไป ลมอาจใส่ได้ และหากมีคนพลาดท่าตกลงไปเบื้องล่าง อย่าคาดหวังว่าทริปนั้นจะเดินต่อไปได้

   ในบางช่วง แม้มิใช่เหวลึก แต่การเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขา หลายช่วงหลายตอนความชันของเขาเยื้องล่างก็มิใช่ย่อย หากผู้เดินทางไม่ระมัดระวังก็อาจจะกลิ้งหลุน ๆ ลงสู่เบื้องล่างได้ และหากสิ่งของในมือในตัวร่วงลงไปเบื้องล่าง สิ่งที่ทำได้คือการ “ทำใจ” เพราะการลงไปเก็บของใต้ทางเดินเบื้องล่างนั้นยากยิ่งกว่าการ “ทำใจ”

   ทางขึ้นเขาบางช่วง ต้องปีนขึ้นไป อาศัยความเอื้อเฟื้อจากธรรมชาติ ที่ประทานกิ่งไม้ รากไม้และก้อนหิน ให้พวกเราเกาะเกี่ยวปีนขึ้นไป หากพลาดพลั้งตกลงมารับรองว่าเดี้ยง ความสูงของทางสูงชันเกือบเก้าสิบองศา มีตั้งแต่เมตรกว่า ๆ เรื่อยไปจนถึงราว ๓ เมตร

   การเดินทางวันแรกว่าโหด แต่ยังมิได้ครึ่งของวันที่สอง

   วันที่สองหลังกินข้าวเช้า เราเดินเลาะลำธารไปเรื่อย ๆ ก่อนถึงจุดพักต้องผ่านผาสูงราว ๔ เมตร หน้าผามีหิน รากไม้ กิ่งไม้ ที่ธรรมชาติเอื้อเฟื้อให้เราเกาะไต่ลงไปเบื้องล่าง

   ผมเดินมาถึงจุดนี้เป็นลำดับสาม นายหัวบุญเลินเดินลิบตาไปแล้ว ซากี้ลงไปถึงด้านล่างแล้ว

   “ผูกเชือกโรยตัวดีไหม...” ผมถามซากี้

   “ไม่ต้องหรอกพี่ ค่อยหันหลังปีนลงมา” ซากี้ตอบ

   ผมขาสั่น หันหลังให้ผา แล้วกระเถิบตัวค่อยปีนลงมา

   “พุทโธ พุทโธ ๆ ๆ ...” ผมท่องอยู่ในใจขณะไต่ลงมา

   ก่อนเที่ยงวันที่สองของการเดินทาง เราวพักที่เนินทรายแห่งหนึ่ง นายหัวบุญเลิศบอกว่าจุดนี้เป็นจุดที่ตั้งใจจะพักเมื่อคืน แต่พวกเราเดินได้ช้า จึงต้องพักก่อนหน้านั้น

   ช่วงเช้าที่ผ่านมา พวกเราเดินทางด้วยความเพลิดเพลินจำเริญใจ ทางไม่ยากลำบากนัก เส้นทางลัดเลาะไปตามหุบเขาและธารห้วย

   พวกเรายังไม่เห็นโลงศพ...

   หลังจากพักครู่ใหญ่ พวกเราเดินทางต่อ สักพักก็เริ่มเห็นโลงศพ และเริ่มหลั่งน้ำตา

   หนทางที่เราย่ำเดินไป มิอาจเรียกมันว่าเส้นทาง เพราะหนทางนั้นคือหนทางที่ไต่และปีนไปตามโขดหิน ก่อนหน้านั้นลำพังเขาสูงชันก็แย่เอาการอยู่แล้ว แต่นี้ปีนผาหินขนาบไปกับข้างน้ำตก

   การพาตัวเองขึ้นไป นอกจากสองเท้าแล้ว สองมือ สองศอก และสองเข่าถูกใช้งานอย่างเต็มที่

   เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงก็ถึงชั้นบนของน้ำตก ที่นั่นเป็นที่พักก่อนเดินทางต่อ ผมเดินถึงที่นั่น “แมะฮาก”

   มิทันที่จะหายเหนื่อย นายหัวบุญเลิศก็พาเดินต่อ

   “พระเจ้าจอร์จ แม่งยังไม่หมดอีกเหรอวะ...” ผมสบถกับตัวเอง แล้วก็ออกย่ำเดินตามนายหัวไปต้อย ๆ

   พวกเราเดินไต่ขึ้นไป ขึ้นไป ขึ้นไป ขึ้นไป ขึ้นไป ๆ ๆ ๆ ๆ . . . . .

   รากไม้ถูกน้ำชะจนกลายเป็นขั้นบันได เป็นบันไดที่ธรรมชาติประทานให้

   บันไดธรรมชาติ บางชั้นกว้าง บางชั้นแคบ บางชั้นสูงน้อย บางชั้นสูงมาก บางชั้นโคตรสูง

   ผมก้าวไปได้สองขั้นพัก ไปอีกสองขั้นพัก พักทุก ๆ สอง-สามขั้น จนสุดขั้นบันไดจึงเจอทางลาดไต่ไปสู่ยอดเขา

   แรงผมหมดสิ้นทันทีที่ก้าวพ้นขั้นสุดท้ายของบันไดธรรมชาติ และหากต้องไต่ต่ออีกไม่กี่ขั้นเข้าใจว่าต้องขาดใจตาย...

   การเดินขึ้นเขาเจ็ดยอด นายหัวพาพวกเราเดินขึ้นทางหน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบ้านพูด อ.กงหรา จ.พัทลุง ใช้เวลาเดินขึ้น ๒ วัน

   สำหรับการเดินลง เรามีเวลาเพียงวันเดียว นายหัวจึงพาเราเดินลงอีกทางหนึ่ง ตรงข้ามกับทางขึ้น เป็นทางที่มุ่งหน้าไปสู่ จ.ตรัง

   ขากลับเป็นทางลง ทำให้การเดินไม่เหนือ่ยยากเหมือนขามา แต่ก็ยังคงความระมัดระวังไว้ เพราะมิเช่นนั้นอาจกลิ้งตกเขาไปได้

   ช่วงท้าย ๆ ของการเดินเส้นทางเดินผ่านสวนหมาก สวนยาง ได้ความเพลินเพลินไปอีกแบบ

   การเดินคราวนี้เป็นครูผมมาก ๆ อยากเขียนต่อ แต่รู้สึกว่าบันทึกนี้ยาวแล้ว เอาไว้เขียนคราวหน้าดีกว่า...

 

บันทึกที่เกี่ยวข้อง  

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๒ จัดของลงเป้)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๓ แต่งตัวเดินป่า)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๔ เดิน ปีน ไต่ มุด คลาน ข้าม ฯลฯ)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๕ ฝ่าดงทาก)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๖ กินในป่า)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอนที่ ๗ นอนในป่า)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๘ นายหัวบุญเลิศ ชายเกตุ ลูกผู้ชายใจนักเลง)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๙ ซากี้ คนลาวชื่อฝรั่ง)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๑๐ หญิงสาวน้ำใจงาม

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๑๑ ทะเลหมอกเขาเจ็ดยอด)

การเดินทางของชีวิต : จากโลกไซเบอร์สู่เขาเจ็ดยอด (ตอน ๑๒ เรื่องเล่าจากซากี้)