“โต๊ะเก่าตัวเก่ง”

โต๊ะทำงานเล็กๆ ตัวนี้มีอายุมากกว่า 30 ปีแล้ว

เชื่อฉันเถอะนะ

มันมีความหลังความภาคภูมิใจมากมายที่อยู่รับใช้คนไปแล้วสองรุ่น

และคงอยากจะอยู่ให้นานเท่าที่มันจะเป็นไปได้

มันเป็นโต๊ะตัวเล็กธรรมดาตัวหนึ่งที่ไม่มีชีวิต แต่เหมือนจะมีความรู้สึก

ดูสภาพของมันสิ...บอบบางจากโครงเหล็กผอมๆ แต่พื้นไม้แดงยังคงแน่นแข็งแรงและทานทน

 

          ถ้าเปรียบเป็นเอกสาร โต๊ะตัวนี้ อายุเกินยี่สิบห้าปีก็ถือได้ว่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุที่เก็บได้เป็นประวัติศาสตร์หนึ่งหน้า ย้อนกลับไปในราวปี พ.ศ. 2517 ฉันจำได้ว่าหลังจากพ่อและแม่ปฏิบัติภารกิจทำมาหาเลี้ยงชีพประจำวันเสร็จสิ้น พ่อและแม่พาพวกเราพี่น้องสี่คนออกเดินเท้าท่อมๆจากปากทางถนนท่าแพเข้าไปในซอยเล็กหลังตลาดวโรรสหรือกาดหลวงของเมืองเชียงใหม่ ที่นี่เรียกตรอกเล่าโจ้ว ในอดีตมีร้านขายเฟอร์นิเจอร์รายเรียงอยู่สองข้างทาง แต่วันนี้สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าเครื่องประดับไปหมดแล้ว

          พ่อให้พวกเราเลือกโต๊ะเขียนหนังสือเพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาเล่าเรียน และยังแถมเก้าอี้มีสี่ล้อหมุนได้รอบทิศซึ่งยุคนั้นใครมีแล้วเท่ห์ระเบิด แต่วันนี้ เก้าอี้เหล่านั้นถูกแยกร่างแปรสภาพไปหมดแล้ว ส่วนโต๊ะตัวเล็กนี้ยังคงอยู่แบบสงบนิ่ง แม้ว่ามันจะโดนตะปูตอกถอนทิ้งรอย หรือโดนสีป้ายเลอะเทอะจนลบไม่ออก

         ฉันไม่รู้หรอกนะว่าโต๊ะเขียนหนังสือแบบเดียวกันนี้ของพี่น้องฉันจะยังอยู่ดีแบบนี้ไหม แต่โต๊ะตัวนี้ของฉันเป็นสมบัติ 1 ชิ้นที่ฉันนำติดตัวออกจากบ้านของพ่อและแม่เมื่อแต่งงานแล้ว

         เอาไปจริงเหรอโต๊ะตัวนี้ เกะกะเปล่าๆ นะ” แม่ถามตอนฉันขนย้าย

          “โต๊ะยังดีอยู่นะแม่ เผื่อลูกเผื่อหลานจะมีโอกาสได้ใช้” พูดโดยไม่ได้นึกคิดอะไร เพราะก่อนการย้ายเข้าบ้านใหม่ ฉันและสามีได้เตรียมเครื่องเรือนสวยงามทั้งหมดพร้อมเพรียบโดยไม่ลืมโต๊ะทำงานสำหรับคนสองคนในห้องทำงาน 1 ห้อง

          อ้าว! ดูสิ ฉันเพิ่งมาสังเกตเห็นสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่เป็นชื่อมหาวิทยาลัยที่อ้าแขนรับฉันเข้าไปศึกษาเล่าเรียน สติ๊กเกอร์ติดอยู่นานเท่าไรแล้วนะ ฉันลองบวกลบวันปี พ.ศ. ในใจ คงราว 20 ปีกว่าเห็นจะได้

          ถ้าโต๊ะตัวนี้จะมีความรู้สึก และพูดได้ มันคงจะบอกฉันว่า มันมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูแลลูกสาวของฉัน และมีส่วนร่วมผลักดันจนลูกสาวฉันได้เข้าไปศึกษาในสถาบันที่เดียวกันกับที่ฉันไป บางทีมันอาจจะอยากบอกว่า ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ฉันจากบ้านไปเรียนหนังสือนั้น โต๊ะตัวเล็กอย่างมันยังคงรอคอยเจ้าของกลับมาด้วยอาการสงบนิ่ง และมันคงรู้สึกยินดีที่เจ้าของไม่ทอดทิ้งมัน มันจึงอยากทำหน้าที่เช่นที่เคยทำเพื่อตอบแทนเจ้าของของมัน

          โต๊ะตัวนี้คงจะรอจังหวะเวลากลับมาทำหน้าที่ของมัน และเมื่อฉันกลับบ้านมา โต๊ะเล็กตัวเก่งนี้จึงยังได้ทำหน้าที่ดูแลรองรับการศึกษาพัฒนาตนให้เจ้าของของมันต่อไป ไม่ว่าจะทำงาน อ่าน เขียนเรียนรู้เพิ่มเติม ฉันจะใช้เวลาอยู่กับโต๊ะตัวนี้มากกว่าโต๊ะตัวใหม่ จนกระทั่งในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา เมื่อสาวน้อยในวัยมัธยมออกปากร้องขอยืมโต๊ะตัวเล็กตัวนี้ไปใช้ในห้องนอนของเธอ (เด็กคนนี้ใช้โต๊ะหนังสือเปลืองมาก) โต๊ะเล็กตัวนี้จึงได้โอกาสปฏิบัติภารกิจเหมือนเช่นที่เคยทำคือเป็นผู้ช่วย “ติวเตอร์” แถมส่งเวทมนตร์ผ่านอักษรสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ "เลือกไปอยู่ที่นี่ๆ" และแล้วมันก็ทำภารกิจสำเร็จ

          สาวน้อยออกจากบ้านไปเรียนหนังสือในที่แสนไกลจากมันอีกคนหนึ่งแล้ว แต่โต๊ะเก่าตัวนี้ก็คงจะนิ่งรอคอยวันเวลาที่ค่อยๆโบยบินอย่างสง่างาม มันคงไม่รอคอยแค่สี่ปีหรือหกปีหรอกกระมัง บางที่อาจเป็นระยะเวลาสิบปีขึ้นไปที่จะมีโอกาสกลับมารับใช้ลูกหลานเหลนและโหลนของฉัน (หรือของมัน!)

          หลับตา...แล้วรู้สึกสำนึกในบุญคุณของโต๊ะตัวนี้ “โต๊ะเก่าตัวเก่งของฉัน” ที่ให้ฉันนั่งอ่านหนังสือเรียน เขียนหนังสือเล่น และแม้แต่การทำงานที่แบกกลับมาจากที่ทำงาน จนกระทั่งวันนี้....

คุณมีโต๊ะเก่าตัวเก่งเหมือนฉันไหมคะ

หลับตา...

แล้วนึกย้อนเวลากลับไปค่ะ.