เมื่อวานก่อนค่ำมีคุณโยมท่านหนึ่งที่รู้จักนับถือกัน 

มาตั้งแต่ธรรมฐิตเพิ่งบวชใหม่ๆ

โทร.มาหาธรรมฐิตฟังดูน้ำเสียงสรุปรวบยอดว่ากำลังทุกข์ใจ 

เลยให้เล่าในสิ่งที่ไม่สบายใจให้ธรรมฐิตฟังเป็นธรรมทาน

(เพราะบางครั้งปัญหาอีกคนหนึ่งอาจเป็นช่องทางไปสู่การแข้ไข
ของอีกคนหนึ่งอย่างดีเยี่ยม) 

ธรรมฐิตเลยให้ข้อคิดเล็กน้อยเท่าที่พอรู้และเข้าใจ..

ในชีวิตเราทุกผู้คนนี้นั้น  ต่างมีปัญหาด้วยกัน 

ต่างแต่ใครจะมีมากน้อยก็เท่านั้น

ผู้ใดรู้วิธีปล่อยวางได้ ก็มีปัญหาลดน้อยลง 

 ผู้ที่ไม่รู้วิธีจัดการบริหารมันก็มีมากหน่อย

เราจะเกิดมาจากไหนนั้นไม่เป็นประมาณ 

แต่ทว่าลองกระซิบกระซาบกับตัวเราเองว่า

..แล้วเราจะก้าวไปไหน..นี่สิเราต่างเลือกได้ 

เรามีสิทธิ์ด้วยกันทั้งนั้น  ลมหายใจเราก็เหลือน้อยลงทุกขณะ

แต่เรายังคงมุ่งหน้าเดินทางสู่วิถีนี้ต่อไป..

ความทุกข์จากปัญหาต่างๆนั้นหาได้เกิดจากคนอื่นไม่..

แต่เกิดจากความโง่ของเราที่ไม่ยอมรับความจริงที่ปรากฏ 

ไม่ใช้สติปัญญาใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน 

คิดปรุงแต่งในทางที่จะสร้างความทุกข์ให้ตนอยู่เสมอ 

 คอยเบียดเบียนตนอยู่ร่ำไป

จึงพยายามให้ได้ที่จะหาสิ่งที่เป็นปัญหาในใจเราจากคนรอบข้าง

โดยไม่เคยย้อนมองใจที่กำลังปวด

 

เข้าทำนองที่ว่า

หมากินก้างแต่ไปขวางคอควาย

กวางกินข้าวในไร่  ดันไปทำรั้วในนา

หมอเห็นคนบ้า แต่กลับต้มยาให้หมากิน

เป็นคำสอนที่ครูบาอาจารย์เคยสอนธรรมฐิต

บางคราครั้งเราคิดว่าคนนั้นคนนี้ทำให้เจ็บให้ปวดรวดร้าว 

 หรือคนรักทอดทิ้งหักหลัง

หมดหวังสิ้นหวังไม่ได้ดั่งใจปรารถนา 

เหล่านี้ธรรมฐิตว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดทรมานอย่างสุดจะบรรยายอยู่แล้ว

มิใช่หรือ  แต่ทว่ามันจะมีประโยชน์อันใดเล่าที่จะปล่อยให้คนเหล่านั้น

หรือบรรดาเรื่องนั้นๆมาคอยบงการชีวิตจิตใจของเราที่มีคุณและค่าด้วยเล่า 

เรายังมีค่าและคุณกับตัวเรามิใช่หรือ

ทั้งยังมีคุณและค่ากับอีกหลายๆคนที่มองเห็นค่าและคุณของเราอีกเยอะ 

แล้วทำไมต้องเอาชีวิตจิตใจของเรานี้

ไปมอบให้ไว้ใต้อำนาจของคนที่ไม่เห็นคุณและค่าของเราด้วยเล่า

แต่เมื่อใดที่แม้แต่เรายังไม่แลเห็นคุณค่าในตัวตนเรา

เมื่อนั้นก็สมควรแล้วละที่จะทนทุกข์ทรมานต่อไป 

 เพราะเรายังไม่เห็นคุณค่าก็อย่าหวังให้คนอื่นได้ยลยินเลย

ลองกระซิบถามตัวเองบ้างเถิดว่า

..เรามีค่าและคุณให้เราได้เห็นบ้างหรือยัง..

ธรรมะสวัสดีขอรับ..