เพื่อนร่วมโลก

วันนี้ ผู้เขียนมีเรื่องเล่าซึ่งเกิดกับตัวผู้เขียนเอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ในตอนเย็นของทุก ๆ วัน ผู้เขียนต้องขับรถยนต์ไปรับพ่อบ้านซึ่งทำงานอยู่ที่ ศูนย์เทคโนโลยี ฯ โดยผู้เขียนต้องแวะซื้อกับข้าวในมื้อเย็นและเช้า กลับบ้านทุก ๆ วัน ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ผู้เขียนจะเดินผ่านร้านแม่ค้าซึ่งเขาขายอาหารประเภทยำ และมีเด็กหญิงอายุประมาณเกือบ 2 ขวบ นอนอยู่บนร้านข้างหลังของรถมอร์เตอร์ไซด์ที่ต่อกะบะเพื่อขายอาหารประเภทยำ ตอนแรก ๆ ผู้เขียนก็ไม่ค่อยสนใจสักเท่าไร แต่พอหลาย ๆ วัน เข้า ไม่ทราบว่าเด็กตัวเล็ก ๆ ถูกชะตาอะไรกับผู้เขียน เขาจะยิ้ม เด็กหญิงคนนั้นรูปร่างอ้วนกลมเหมือนกับตุ๊กตา ผู้เขียนก็เริ่มถูกชะตา เพราะแกเป็นเด็กน่ารัก แถมผู้เขียนไม่มีลูกสาว มีแต่ลูกชาย 2 คน ซึ่งเรียน ปริญญาตรี กับ ปวช. นับได้ว่าโตเป็นหนุ่มกันหมดแล้ว เด็กหญิงคนนั้น ชื่อ Snooker คุณย่าที่เลี้ยงเขาและเป็นแม่ค้าขายยำ สอนให้น้อง nook เรียกผู้เขียนและพ่อบ้านของผู้เขียนว่า คุณตา คุณยาย น้อง nook ก็เรียกตาม ทำให้ผู้เขียนกับพ่อบ้าน ซึ่งเป็นคนที่ขี้สงสารและเวทนาคนอยู่แล้ว ต้องซื้อขนมให้น้อง nook ทุกเย็น ถ้าวันไหน น้อง nook ไม่มากับคุณย่าที่ขายยำแล้ว ผู้เขียนก็จะต้องซื้อขนม หรือนมให้น้อง nook ทุกวัน (วันละไม่ต่ำกว่า 20 - 30 บาท) ทำอย่างนี้มาประมาณ เกือบ 9 เดือนแล้ว

เวลาผู้เขียนเดินไปซื้อกับข้าวในตลาด น้อง nook ก็จะอ้อนตามโดยใส่รองเท้าแล้วให้ผู้เขียนบ้าง พ่อบ้านของผู้เขียนบ้าง จูงมือน้อง nook ไปตลาดด้วย โดยที่น้อง nook จะไม่ร้องอ้อนขอให้ซื้อขนม เขาจะมีเหตุ มีผล ว่าอะไรก็ฟัง แล้วแต่ว่าผู้เขียนจะซื้อขนมอะไรให้ ผู้เขียนสอบถามคุณย่าซึ่งก็ไม่ใช่ย่าแท้ ๆ แต่เป็นน้องสาวของคุณย่าแท้ ๆ ของน้อง nook แกเล่าให้ฟังว่า พ่อ แม่ของน้อง nook เป็นเด็กทั้งคู่ พอเขาท้องและคลอดน้อง nook แล้ว เขาก็ทิ้งน้อง nook ให้กับคุณย่าที่ขายยำซึ่งเป็นน้องสาวของคุณย่าแท้ ๆ ของน้อง nook ให้ดูแล ไม่มาสนใจ ใยดี คุณย่าที่เลี้ยงก็เลี้ยงตามมีตามเกิด ตนเองขายยำแล้วนำน้อง nook ให้นอนเล่นบนโต๊ะโดยมีผ้าห่มหนาปูให้น้อง nook นอน บางครั้งน้อง nook ก็ล่วงโต๊ะบ้าง ดูแล้วน่าเวทนา เวลาที่ผู้เขียนซื้อขนมหรือนมให้น้อง nook แล้วจะกลับบ้าน น้อง nook ก็จะร้องว่า กลับด้วย เป็นอย่างนี้เกือบทุกวัน เมื่อ 2 - 3 วัน ก่อน ผู้เขียนทราบข่าวว่าน้อง nook โดนรถมอร์เตอร์ไซด์ชน โดยวิ่งข้ามถนนมาชนรถคุณย่าที่ขายยำแล้วน้อง nook ก็โดนเต็ม ๆ ภาพที่เกิด น้อง nook กระเด็นลงบ่อหลาข้างถนน หัวถลอก เข่าเป็นแผล ตาข้างขวาเขียว ใต้จมูกเกิดแผล วัน สองวัน แรก น้อง nook ไม่มาขายยำกับคุณย่า เพราะคงระบบแผลและเพราะพิษการกินยาแก้อักเสบ จึงทำให้น้อง nook ซึม

เย็นวันนี้ (28 ต.ค. 2552) น้อง nook มาขายยำกับคุณย่า แกโชว์แผลให้กับผู้เขียนใหญ่เลย สงสารก็สงสาร ผู้เขียนเลยมัดข้อมือเพื่อรับขวัญให้น้อง nook ๆ ยิ้มหน้าบาน ไหว้แล้วไหว้อีก ยิ้มเห็นตาหยี พร้อมกับมีรอยเขียวช้ำที่ตาขวาด้านล่าง น่าเวทนายิ่งนัก คุณย่าที่ขายยำเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ได้เล่าเรื่อง คุณตา คุณยาย (คือ ผู้เขียนกับพ่อบ้านของผู้เขียน) ซึ่งไม่ใช่ญาติของน้อง nook สักหน่อย ซื้อขนมให้น้อง nook กินทุกวัน ถ้าเสาร์ - อาทิตย์ ก็จะซื้อนมให้ เผื่อไม่ได้เจอกันวันเสาร์ - อาทิตย์ คุณย่าซึ่งเป็นย่าแท้ ๆ พูดทิ้งไว้ว่า "ถ้าเขาเอ่ยปากขอไปเลี้ยง ยกให้เขาไปเลยน่ะ" เพราะทุกวันนี้คุณย่าแท้ ๆ ของ น้อง nook ก็ไม่ได้ดูแลน้อง nook อยู่แล้ว

อนิจจา! ทำให้ผู้เขียนมีความคิดว่า ทำไม สังคมเรามันเปลี่ยนไปเช่นนี้ ผู้เขียนเล่าให้พ่อบ้านฟังในรถยนต์ ขณะขับกลับบ้านว่า น้อง nook เป็นลูกคน น่ะ ไม่ใช่ลูกหมา ลูกแมว น่ะ จะได้ยกให้ใคร ๆ ง่าย ๆ พ่อแม่ ของน้อง nook ก็ช่างกระไร เป็นพ่อแม่วัยรุ่นใจแตก ที่ไม่มีความรับผิดชอบเอาเสียเลย สังคมไทยเรามันทำไมถึงเป็นเช่นนี้หนอ โลกมันวิบัติกันไปแล้วหรือ ผู้เขียนคิดว่า คงยังมีอีกมากสำหรับสังคมไทย แค่ น้อง nook ก็เป็นเพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้นเอง แล้วจิตใจของน้อง nook ล่ะ เขาคิดถึงบ้างไหม คิดแล้วอยากร้องไห้จัง สังคมมันวิบัติจริง ๆ แต่ผู้เขียนก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะดูแลน้อง nook เท่าที่ผู้เขียนจะทำได้ อย่างน้อยก็ช่วยสังคมไทย ช่วยเด็กหญิงเล็ก ๆ คนหนึ่ง ซึ่งเขาเกิดมาไม่รู้เลยว่าผู้ใหญ่ทำอะไรกันไว้ แต่ทำไมเขาต้องมารับกรรมที่พ่อ แม่ ได้ก่อเอาไว้ แต่น้อง nook โชคดีที่มีคุณย่าขายยำ ถึงแม้จะไม่ใช่ย่าแท้ ๆ เป็นผู้ดูแล และผู้เขียนก็หวังว่าน้อง nook คงเป็นพลเมืองดีของสังคมได้ ถ้าคนรอบข้างให้กำลังใจและช่วยกันดูแล...