GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทำ KM ภาคราชการ อย่างนอกภาคราชการทำ....ดีไหม

เมื่อวานนี้ผมได้เรียนรู้และได้ข้อสรุปในระดับหนึ่งว่าการจัดการความรู้ภาคราชการ จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่อาศัยวิธีการทำงานแบบนอกภาคราชการมาเสริม และเป็นการเสริมในสัดส่วนที่มากกว่าภาคราชการด้วยซ้ำ

ผมพบคำตอบนี้เมื่อตอนที่ผมไปหาคุณประเสริฐ พนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมสนิทกับคุณประเสริฐ เพราะเราได้รับแต่งตั้งให้เป็นคุณอำนวยกลาง โซนลุ่มน้ำปากพนัง 1 (ดูแลอำเภอ 5 อำเภอ) ผมตั้งใจว่าจะไปคุยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง (ประเมินตนเองว่ารู้เข้าใจเรื่องนี้ระดับน้อย) เพราะคุณประเสริฐบอกว่ามีข้อมูลเรื่องนี้อยู่   แต่ปรากฏว่าคุณประเสริฐไม่อยู่ไปปฏิบัติงานในต่างอำเภอ ผมจึงตัดสินใจกลับสำนักงาน จังหวะที่จะกลับนั้นนั่นเอง  คุณโสภณ คงจังหวัด ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช เห็นเข้าพอดี เรียกผมว่า....อาจารย์ ...และชวนผมอย่างเป็นกันเองไปคุยในห้องทำงานท่าน

ผมจึงรู้สึกประทับใจในตัวท่านมาก ที่ท่านมีไมตรีให้ข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยอย่างผม พูดคุยเป็นกันเอง   ทำให้ผมไม่รู้สึกเกร็ง คุยกันออกรสออกชาติมาก แต่ได้เนื้อหาสาระมากมาย มากกว่าคุยอย่างเป็นทางการเป็นไหนๆ  เช่น ความคืบหน้าของโครงการแก้จนเมืองนคร ข้อจำกัดในการทำงาน กิจกรรมการเรียนรู้ของแต่ละวงเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นวงของคุณเอื้อ คุณอำนวย และคุณกิจ  .....อ๋อ... อีกอย่างผมได้รู้ว่าบัญชีรับจ่ายครัวเรือนที่ผมเขียนถึงวันก่อนว่าเป็นของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่แท้เป็นของหน่วยงานท่าน ผมก็ถือโอกาสเรียนข้อเท็จจริงเสียเลย ท่านเอาใจใส่ต่อโครงการฯ เหมาะสมแล้ว ที่เป็น CKO ของหน่วยงาน และเป็นคุณเอื้อที่มีบทบาทในวงของคุณเอื้อจังหวัด ก่อนกลับท่านได้มอบหนังสือแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และหนังสือการประชุมสัมมนาแนวทางปฏิบัติการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง 2 เล่ม

บรรยากาศการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการนี้นี่เอง ที่ทำให้ผมคิดว่าเป็นวิธีการสำคัญที่จะเข้ามาเสริมวิธีการที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อผมได้ทบทวนการดำเนินการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชนแบบบูรณาการ ทำร่วมกัน 9 หน่วยงาน ซึ่งทำใน 3 ตำบล ของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช  ซึ่งเป็นการจัดการความรู้ภาคราชการเหมือนกัน ก็เป็นจริงอย่างที่ว่านี้ คือว่า มีการคุยกันนอกรอบอย่างไม่เป็นทางการบ่อยมาก คุณอำนวยจะไปทำเวทีพูดคุยกับชาวบ้านสักครั้งหนึ่ง ทีมคุณอำนวยตำบล จะต้องพบปะพูดคุยเตรียมการ และทำกิจกรรมหลังเสร็จสิ้นการทำเวที อย่างน้อย 3 ครั้ง  กศน.อำเภอเมืองนครศรีฯ และห้องสมุดประชาชนจังหวัดนครศรีฯ คือที่สุมหัวของพวกเราชาวคุณอำนวยทั้งหลาย ต่างคนต่างมาด้วยความเต็มใจ บางคนก็แอบมาบางคนก็หนีเจ้านายมา เป็นอย่างนี้จริงๆ รอขั้นตอนราชการอยู่ไม่ไหว ชาวบ้านแย่  ( ตอนนี้เปิดเผยได้แล้ว เพราะระยะเวลาโครงการสิ้นสุดแล้ว ) นี่คือเบื้องหลังความสำเร็จเล็กๆ และเบื้องหลังการถ่ายทำ จนเป็นที่มาของการทำทั้ง 1,535 หมู่บ้าน คลุมทั้งจังหวัด

การพบปะกันระหว่างคนทำงานจะต้องถี่มากขึ้น จะต้องเข้มข้นมากขึ้น และจะต้องง่ายสะดวกขึ้นด้วย จัดรูปกลไกการทำงานให้หลวมๆ  Loosely  หน่อย  ผ่อนคลาย  อิสระบ้าง อย่าให้กลไกและกฎเกณฑ์ราชการที่แข็งทื่อมาเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน แต่ให้มีลักษณะอัตโนมัติและไวต่อการรวมตัว รวมทีม จัดทัพ รุดเข้าช่วยเหลือคุณกิจ ให้ผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติได้คล่องตัว คล้ายองค์การอิสระ องค์การมหาชน เช่น   มวล., พอช. เป็นต้น ได้สักส่วนหนึ่งของเขาก็พอแล้ว หรือควรจะมีเรื่องใดมาเสริมอีกบ้างครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 30926
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

ชักเห็นด้วยแล้วละค่ะ ว่า คุยกันนอกรอบ อย่างไม่เป็นทางการนัด มันดีกว่ามาประชุมกันเยอะเลย เพียงแต่ว่า ต้องบวก กันบันทึก จดจำ และนำมาสกัดเป็นประเด็นละค่ะ
หลายเรื่องราวจากบันทึกของอาจารย์ล้วนน่าสนใจจริงๆค่ะ คร่าวๆว่า...อาจารย์ขยายฐานวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปกว้างมาก หากเป็นความกรุณา...อาจารย์ช่วยลงรายละเอียดเรื่องเล่าเป็นวงๆให้ฟังด้วยนะคะ  แล้วตอนขยาย...เพิ่มฐานมีเทคนิคดีๆอย่างไร จะรอติดตามชมตอนต่อๆไปค่ะ

     ทีมงานของเราก็พบวิธีนี้เช่นกันครับ และมีแนวคิดว่าการทำ KM ของราชการตามระบบ(อาจเป็นบางหน่วย) ทำแบบราชการไม่มีทางสำเร็จได้เลย 

     ผมเคยเล่าที่บ้านผู้หว่านในเวทีคุณอำนวยไว้ว่า เราทำ kM ทั้งบนดินและใต้ดิน คือทำทั้งที่เป็นทางการและแบบ NGO คือหาทางลัดไปด้วยพร้อมๆ กัน (บางวิธีก็บันทึกไม่ได้ B2B) ต้องแบบ F2F ครับ  เพราะเรากำลังเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน

ปัญญาปฏิบัติและลีลาการนำเสนอของอาจารย์ ผมทายว่าจะเป็นBest Blogคนต่อไปครับ