วันนี้ (25 พฤษภาคม 2549) เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ข้าพเจ้าได้นัดสอบปากคำ case คนไร้รัฐไร้สัญชาติ เริ่มแรก คือ ทำการช่วยเหลือจาก case ต่างๆ ที่เคยมายื่นคำร้องไว้กับท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ หรือ อาจารย์แหววที่ทุกคนรู้จักกันดี กลุ่มแรกที่เราต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือก่อน ก็คือ กลุ่มที่ไม่มีสถานะบุคคล คือ ไร้เอกสารใดๆ ที่จะมายืนยันว่าพวกเขาเหล่านี้มีตัวตนในแผ่นดินไทย ซึ่งโดยส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว ตอนแรกที่ได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกขำๆ อยู่ในใจว่า.."มันจะเป็นไปได้ยังไงว้า ก็เห็นๆ อยู่ว่าพวกเขามีตัวมีตนอยู่ แต่กฎหมายกลับแกล้งเมิน มองไม่เห็นพวกเขาอย่างนั้นหรือ?? เอ..แล้วนี่พวกเขาจะไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ ตามกฎหมายเลยหรือ??"

แต่หลังจากได้เข้ามาคลุกคลีทำงานในลักษณะนี้ ก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่เราเคยขำๆ คิดว่ามันแปลก แต่สภาพเช่นนี้กลับมีอยู่จริงในประเทศไทยที่น่าอยู่ของเรานี่เอง

ครอบครัวที่ข้าพเจ้าทำการสอบปากคำ คือ ครอบครัวของนายสมฤทธิ์ พันธ์ดาวงศ์

ก่อนอื่นต้องขอเล่าประสบการณ์ตรงให้ฟังก่อนว่า..น้องของนายสมฤทธิ์ ซึ่งก็คือ นายสมนึก พันธ์ดาวงศ์ เคยถูกสายตรวจจับมาแล้วครั้งนึง เมื่อตอนกลางดึกของวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ทำให้นายสมฤทธิ์ร้อนใจ โทรมาขอคำปรึกษาข้าพเจ้าตอนประมาณตี 4 ของเช้าวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งในขณะนั้นน้องของเขาก็ยังอยู่ภายในห้องขังของโรงพักแห่งหนึ่ง สาเหตุก็คือ นายสมนึก พันธ์ดาวงศ์ ไม่มีเอกสารใดๆ ที่จะมาพิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นคนไทย ข้าพเจ้าเองได้มีโอกาสพูดคุยกับนายตำรวจเจ้าของเรื่อง เพื่อพยายามอธิบายความเป็นมาของนายสมนึก ตามที่ข้าพเจ้าเคยรับทราบจากครอบครัวนี้ เมื่อตอนที่พวกเขาขอสมัครมาเป็นนักเรียนใน "ห้องเรียนกฎหมายสำหรับคนไร้รัฐไร้สัญชาติ" ข้าพเจ้าทราบดีว่า..คำพูดใดๆ คงไม่มีน้ำหนักมากพอในขณะนั้น แต่สิ่งที่น่าขำขันยิ่งนัก ก็คือ นายสมนึกเล่าให้ข้าพเจ้าฟังทางโทรศัพท์ในขณะที่ตอนอยู่ในห้องขังว่า.."เขาขอ 5,000 บาท แล้วก็จะปล่อยตัวไป ถ้าไม่เช่นนั้นจะผลักดันไปประเทศพม่า" ข้าพเจ้าตกใจมากจึงขอคุยและถามตำรวจท่านนั้นอีกทีว่า.."คุณจะส่งเขาไปพม่าได้อย่างไรกัน คุณบอกว่าเขาไม่มีเอกสารแล้วทราบได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนพม่า??" ข้าพเจ้าไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมา หลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีก (โดยไม่ทราบสาเหตุ) ทราบภายหลังว่า..นายสมนึกเสียเงินไปทั้งสิ้น 3,000 บาท!!!

นี่เป็นอีกสาเหตุนึงที่อาจารย์แหววกล่าวเสมอว่า..เราต้องช่วยเหลือคนที่ไม่มีเอกสารก่อน เพราะพวกเขาพร้อมที่จะถูกจับทุกเวลา

วันนี้..ครอบครัวนี้มากันเพียง 2 คน คือ นายสมฤทธิ์ และ นายสมนึก

นายสมฤทธิ์เริ่มเล่าให้ฟังว่า พ่อเขา คือ นายคำผู พันธ์ดาวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2471 ที่หลวงพระบาง ประเทศลาว เชื้อชาติลาว เมื่อครั้งอยู่ที่ลาวเคยเป็นทหารในกองทัพ แต่ก็ต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2510 (นายสมฤทธิ์กล่าวว่าเป็นช่วงเดียวกับสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างเวียดนาม-ฝรั่งเศส) เมื่อแรกเข้ามาก็มาอยู่ที่ศูนย์อพยพที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย และได้ย้ายมาอยู่ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พร้อมครอบครัวในภายหลัง และเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2539

ส่วนแม่เขา คือ นางวรรณา พันธ์ดาวงศ์ เกิดวันที่ 12 พฤษภาคม 2481 ที่สิบสองปันนา เชื้อชาติไทยลื้อ และเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับนายคำผู คือ เมื่อ พ.ศ. 2510

นอกจากนี้ นายสมฤทธิ์ยังเล่าต่อไปว่า ทั้งพ่อและแม่เคยถือบัตรสีเขียว (ไม่แน่ใจ) แต่ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว

ครอบครัวนี้มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ได้แก่ 1. นางวิไลวรรณ 2. นางสาวเวียงคำ 3. นายสมฤทธิ์ 4. นายสมนึก 5. นายชัยสงคราม

นายสมฤทธิ์เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2518 เกิดโดยหมอตำแย ที่ หมู่บ้านป่าสักหาเวียง ต.เวียงอ.เชียงแสน จ.เชียงราย ไม่ได้แจ้งเกิด จึงไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏ เคยเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเวียงเก่าแสนภูวิทยาคม (หรือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ในปัจจุบัน) และจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม แต่ในขณะนี้ยังไม่มีวุฒิการศึกษามายืนยัน

ส่วนนายสมนึกเกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2520 เกิดโดยหมอตำแยเช่นเดียวกัน ที่หมู่บ้านป่าสักหาเวียง ต.เวียงอ.เชียงแสน จ.เชียงราย ไม่ได้แจ้งเกิด จึงไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏ เคยเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเวียงเก่าแสนภูวิทยาคม (หรือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ในปัจจุบัน) และจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม แต่ในขณะนี้ยังไม่มีวุฒิการศึกษามายืนยัน แต่นายสมนึกมีบัตรประจำตัวนักเรียนซึ่งมีรูปถ่าย เมื่อสมัยที่อยู่โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม มายืนยันในเบื้องต้น

ครอบครัวของนายสมฤทธิ์ทั้งหมดได้ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2539 และปัจจุบันได้อาศัยอยู่ที่ห้องเช่าย่านบางกะปิ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของครอบครัวนายสมฤทธิ์ที่ได้ในวันนี้ ไม่สมบูรณ์เท่ากับข้อมูลของครอบครัวนางสันทีที่ได้จากการสอบปากคำเมื่อวันก่อน ข้อมูลบางจุดก็ไม่ชัดเจนเท่าที่มันควรจะเป็น ข้าพเจ้าเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุใด??

สุดท้าย ข้าพเจ้าก็ได้มอบหมายให้พวกเขาไปทำการบ้านมาเพิ่มเติม ทั้งในเรื่องการหาข้อมูลที่แน่นอน และพยานหลักฐานที่จะมายืนยันจุดเกาะเกี่ยวของพวกเขากับประเทศไทย

ก็คงต้องมาลุ้นกันต่อไปว่า..จะลงเอยอย่างไร

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเรื่องราวของคนไร้รัฐไร้สัญชาติดั่งเช่น "นิทาน" มันก็คงไม่จบง่ายๆ อย่างที่คิด..

เพราะนี่..มันเพิ่งจะเริ่มต้น