ฝึกสมอง ฝึกคิด ฝึกจินตนาการ ซักถามเพื่อการเรียนรู้....

ทุกเช้า ช่วงเวลาที่อยู่ร่วมงาน mini_ukmครั้งที่ 4  ที่นครพนม ต้องไปเดินออกกำลังริมน้ำโขง...ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าและศึกษาหาความรู้รอบๆ ตัวกับกูรูสองท่านค่ะ

เช้าๆ แบบนี้นอกจากได้ออกกำลังกายแล้ว ยังได้ลับสมอง  ฝึกคิด  ฝึกมองสิ่งต่างๆ รอบตัว จากท่านอาจารย์หมอเฉลิม และ ท่านอาจารย์หมอจิตเจริญ 

สิ่งแรกที่เรียนรู้จากท่าน อ.หมอเฉลิมก็คือ ท่านสอนให้รู้จักการถาม  การสังเกตุ  การอ่านศึกษาประวัติศาสตร์ที่อยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่เราเดินผ่าน ฝึกคิดเป็นกระบวนการตามลำดับขั้น  มุมมองของท่านลึกซึ้งมากๆ   ล่าสุด  ขณะที่ยืนมองแปลงผักอยู่ ท่านบอกว่าท่านอยากมีแปลงผักแบบนี้สักไร่ ปลูกผัก...เราก็ถามว่าจริงเหรอคะท่าน...ท่านบอกจริง  แต่ไม่ได้มาจริงๆ หรอก  คนเราต้องหัดมีจินตนาการ เพราะจินตนาการทำให้เรามีความสุข  คิดว่าเออ...จริงแฮะ  ถ้าเราคิดดี  เราก็จะรู้สึกดี  ถ้าเรามองสิ่งต่างๆ ในมุมที่ดี เราก็จะไม่รู้สึกทุกข์ เราจะมีแต่ความสุข  จินตนาการ ช่างวิเศษจริงๆ  

พอเดินมาถึงสวนสาธารณะ ท่านก็ชวนให้ไปไว้ศาลเจ้าพ่อสัมมะติ และยืนอ่านประวัติที่ติดอยู่ด้านหน้า  ท่านอาจารย์หมอมองย้อนไปเมื่อพันกว่าปี เพราะว่าท่านมีความรู้จากการที่ท่านเดินไปที่วัดใกล้ๆ   จากการคุยกับท่านอ.หมอเฉลิมครั้งนี้ทำให้ได้รู้ว่า ความรู้มีอยู่ใกล้ๆ ตัวเราเต็มไปหมด อยู่ที่ว่าเราจะศึกษาและเก็บมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยแค่ไหน  มุมมองของแต่ละคน  ความคิดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน  แต่เมื่อได้มาพูดคุยกันทำให้เห็นอีกมุมมองที่เราคิดไม่ถึง....ทำให้เห็นว่าในเรื่อง KM ก็น่าจะใช้หลักการเดียวกันนี้ คือ เครื่องมือดอกอะไร  dialogue แค่ระยะเวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ เดินไปคุยไป ก็ได้รับความรู้ที่เราไม่รู้ต่างๆ มากมายจากผู้มากประสบการณ์ทั้งสองท่าน  แม้แต่เดินผ่านต้นไม้ ที่มีการนำตระกร้าสานไปสวมให้กล้วยไม้ ท่านก็ยังมองเห็นความงามและสังเกตกระทั่งกระถางกล้วยไม้ว่าเจาะรูกี่รู .... ความเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกตุ  กล้าซักถาม กล้าที่จะแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนรอบข้าง  ทำให้ท่านเป็นผู้ที่รู้มากกว่าคนอื่น เพราะเหตุนี้นี่เอง ทำให้รู้สึกว่า ทุกเช้าได้มารับพลัง พร้อมที่จะเรียนรู้ และฝึกคิด ฝึกมอง ฝึกความเป็นคนช่างสังเกตุช่างซักถาม ตามที่ท่านได้สอนไว้ตลอดเวลาทั้งสามวันที่ได้เดินออกกำลังกายด้วยกัน

ส่วนท่านอาจารย์จิตเจริญ  ก็สอนการถ่ายภาพ และล่าสุดท่านชวนเดินไปถึงแปลงปลูกผัก  สังเกตเห็นท่านยืนมองแปลงผัก  ถ่ายภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวอยู่นาน  สักพักท่านก็ว่า ได้บทสรุป KM วันนี้แล้ว  ท่านมองแปลงผักเป็น KM ของแต่ละสถาบัน ที่มาร่วม mini_ukm ท่านว่า แต่ละสถาบัน มีหลากหลาย มีทั้งที่เริ่มทำ KM มีทั้งที่ทำแล้วได้ผลดี(เปรียบกับแปลงที่ต้นผักเติบโตสวยงามรอเก็บเกี่ยวได้แล้ว)   ส่วนแปลงที่กำลังเตรียมแปลงรดน้ำ พรวนดิน(เปรียบกับหน่วยงานที่กำลังจะเริ่มทำ KM)  ซึ่งแต่ละแปลงมีผักขึ้นแตกต่างกันตามระยะเวลาที่ปลูก ทำให้เห็นแปลงผักที่มีขนาดต้นแตกต่างกัน น่าจะคล้ายกับการทำ KM ของแต่ละแห่งที่มีการทำ KM แตกต่างกันไปนั่นเอง

เรื่องสุดท้าย ตอนเดินกลับที่พัก ก็ได้ไปไหว้ศาลแล้วยืนอธิษฐานจิต อยู่นานท่านอาจารย์หมอถามว่า คุณชาดาอธิษฐานอะไร(ท่านหมายถึงว่า ที่ยืนไหว้อยู่นานน่ะ  ท่านอธิษฐานจิต เพื่อขออะไรบางอย่างใช่หรือไม่  ท่านว่าหากเราไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์  เราควรจะอธิษฐานจิตเพื่อให้เป็นกำลังใจ ทำให้เรามีความเพียร มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จแทนที่จะขอให้ท่านช่วยเราเรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้สำเร็จจะดีกว่า  เพราะทุกสิ่งเราต้องทำด้วยตัวเราเอง ใครก็มาช่วยเราไม่ได้...ข้อนี้เห็นด้วยค่ะท่านอาจารย์หมอ ต้องช่วยเหลือตัวเองเท่านั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นแค่ที่พึ่งทางใจ ทำให้เรามีแรงใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จแค่นั้นเอง มันเปรียบเหมือนการที่เราสัญญากับตัวเองต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิเพื่อให้ท่านเป็นพยานให้เราว่าเราคิดที่จะทำสิ่งนี้นะ และจะทำให้สำเร็จให้ได้...และแล้ววันนั้นเราก็ได้แรงใจทำงานสำเร็จไปจนได้...ขอบคุณอาจารย์หมอที่แนะนำ สิ่งดีๆ ตลอดเวลาที่อยู่นครพนมนะคะ

คราวหน้าถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่จะต้องไปเรียนรู้กับท่านอีกแน่นอนค่ะ.....ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ