พระพรายปัดเป่าลมหนาว....บ่งบอกว่าเข้าต้นเหมันต์

กลิ่นอายท้องทุ่ง...

ณ ชานเมืองมหาสารคาม

  เมื่อฝนเริ่มซาลง

ลมหนาวปลายเดือน 10 เริ่มมาเยือนแดนอีสานถิ่นนี้อีกครั้ง

เป็นที่รู้กันดีว่า ภาคอีสาน และภาคเหนือ

จะมีอากาศหนาวเย็นเร็ว และนานกว่าภาคอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น บางท้องที่อาจหนาวรุนแรง

จนอาจกลายเป็นอีกหนึ่งภัยพิบัติเลยทีเดียว

ถึงกระนั้น...ความงามในความหนาวเย็น ก็ยังมีให้ได้สัมผัส

ในห้วงคำนึงอยู่เสมอๆ

 

  เริ่มต้นเหมันตฤดู เวลาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย

โดยเวลาที่หมุนเวียนในแต่ละวัน

เร่งให้ตะวันล้าแสงอ่อนแรงเร็วยิ่งขึ้น

ก่อนที่จะแตะมือส่งงานต่อให้พระจันทร์ ทำหน้าที่แห่งทิวากาลต่อไป

 

  เริ่มต้นเป็นนิยายเลยค่ะ

ช่วงเวลาที่ผ่านมาเอ๋มีโอกาสเดินทางไปทำวิจัยชุมชนช่วยคุณแม่

เรื่อง"การทำบุญเลี้ยงบ้านของชาวอีสาน"

ขอบเขตการทำวิจัย คือ 5 หมู่บ้าน

ในแต่ละวันได้พบปะกับผู้คนหลากหลาย

และเจอะเจอกับสถานที่แปลกใหม่มากมาย

 

หากได้มาเยือนถิ่นอีสานในยามนี้...

ภาพที่ได้เห็นจนชาชินคงเป็นภาพ ท้องทุ่งนา

ที่เริ่มเปลี่ยนจากท้องทุ่งอันเขียวขจี เป็นสีเหลืองอร่าม

 

 

นี่คงไม่ใช่ภาพที่พิเศษ หรือแปลกตา

สำหรับคนต่างจังหวัดอย่างเอ๋ หรือหลายๆคน

แต่เอ๋อยากจะเก็บเรื่องราวมาบอกเล่าแบ่งปัน

 สำหรับพี่ๆมวลมิตรในเมืองกรุง

ที่อาจไม่ค่อยได้เห็นภาพเหล่านี้สักเท่าไหร่

 

  อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นค่ะ อากาศหนาวเริ่มมาเยือน

พระพรายคอยเป่าสายลมจางๆ มาสัมผัสผิวกายให้เย็นสบาย

บรรเทาความร้อนแรงของแสงแดดที่แผดกล้าช่วง 4 โมงเช้าอย่างนี้

 

ท้องฟ้าสีฟ้า ไร้ซึ่งเมฆา ที่ชาวอีสานเรียก"ขี้ฟ้า"

นี่แหละ...ฟ้าสีครามของจริง!!!

 

เอ๋ขับรถพาคุณแม่ผ่านถนน ที่สองข้างทางเป็นท้องทุ่ง สุดลูกหูลูกตา

แต่ก็ต้องขอแม่จอดรถข้างทางเพื่อเก็บภาพทุ่งข้าวเหนียวดำ

(ภาษาอีสานเรียก ข้าวก่ำ ค่ะ)

แปลงเล็กๆ แปลงหนึ่ง

 

 

ซึ่งเอ๋ไม่เคยเห็นมาก่อนค่ะ (นี่ขนาดคนอีสานขนานแท้ยังไม่เคยเห็นแล้วคนอื่นจะเคยเห็นรึเปล่าเนี่ย..)

 

อย่าว่าอย่างนั้น อย่างนี้นะแม่ เอ๋ขอทีนะคะ

 

 

แม่บอกว่าข้าวเหนียวดำมีหลายสายพันธุ์...

นี่เป็นเพียงแค่สายพันธุ์เดียวเท่านั้น พวกนี้ต้นสีเขียวแต่เมล็ดสีดำ

มีบางสายพันธุ์ที่ดำทั้งต้น ใบก็ดำ รวงก็ดำ เมล็ดก็ดำ

ถ่ายรูปจนหนำใจ.. ใครจะมองก็แล้วแต่..

จะหาว่าบ้าก็ช่าง... ไม่สนค่ะ

 

  มองท้องทุ่งแล้วก็นึกถึงอดีตค่ะ  ชีวิตของเด็กต่างจังหวัด

ตอนเด็กๆ เอ๋กับน้องชอบไปวิ่งเล่นในท้องทุ่ง

ขานี่แตกลายงาทั้งสองคนค่ะ อิ อิ  เสื้อผ้านี่หญ้าเจ้าชู้ติดเต็ม...

 

 

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ตาก็จะทำว่าวให้คนละดวง

 ตาทำเองค่ะ ไม้ไผ่ก็ตัดที่สวน

พอว่าวเล่นลมแล้วก็มัดไว้ อยู่ได้เกือบวันเชียวนะคะ

เบื่อเล่นว่าวแล้วตาก็จะพาทำปี่จากตอซังข้าว เป่ากันระงม

สองคนพี่น้อง แล้วก็ผลอยหลับไปตามประสาเด็กๆ

 

ตกกลางคืน ทานข้าวเย็นเสร็จ ตาจะพามานอนชมเดือน ชมดาว

ที่แคร่ไม้ไผ่หลังบ้าน เคล้าดนตรีบรรเลงจากเสียงหรีด เรไร

ที่บรรเลงกันฟรีๆ ไม่มีค่าเข้าฟังแต่อย่างใดเลย

สักพักก็มานอนตักตา อ้อนให้ตาเล่านิทานพื้นบ้าน เรื่องเดิมๆ

เล่าแล้วเล่าอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แปลกที่เราพี่น้องฟังเท่าไหร่

ก็ไม่เคยเบื่อเลย

 

พออากาศเริ่มเย็นสักนิด ยายก็จะเอาผ้าห่มผ้าฝ้าย

ที่ยายทอเองกับมือ มาห่มให้หลาน

สักพักก็หลับฝันดีจากนิทานก่อนนอนของตา แล้วตากับยายก็จะอุ้มหลานสองคนไปนอน

 

เป็นบรรยากาศแสนสุข ของเด็กบ้านนอกคนนึงค่ะ แม้ว่าวันนี้อะไรๆ จะเปลี่ยนไปมาก แต่ภาพแห่งความทรงจำยังคงตราตรึง

ให้เราหวนคำนึงถึงเมื่อไร ก็สุขใจทุกที

 

เอ๋ดีใจที่ได้ช่วยงานนี้ของแม่ อย่างน้อย ยังได้ช่วยต่อลมหายใจ

ของวัฒนธรรมอีสาน สืบสานให้ยังคงอยู่

ให้ลูกหลานชาวอีสานได้ภูมิใจในอัตลักษณ์ของท้องถิ่น

 

เอ๋อยากแบ่งปันความรู้สึกให้มวลมิตรทุกท่านได้ชื่นชมด้วยกันค่ะ

 

ขอบคุณค่ะที่วันนี้มาเที่ยวชมท้องทุ่งกับเอ๋ค่ะ