กิเลส คือ ความอยาก จริงหรือ?
กิเลสกับวิจัยแยกกันได้ไหม?
"...กิเลสมันตรงข้ามกับปัญญา เพราะฉะนั้น เราต้องรู้กิเลสรู้ปัญญาของผู้ให้ทุน ผู้ให้ทุนที่โง่ ก็เหมือนเด็กเลือกซื้อขนมนะ คือ เอา packaging เอาแรงโฆษณาเป็นหลักในการตัดสินใจ ซื้อขนมก๊อปแก๊ปถุงพองๆ มีแต่ลม ไม่สนใจว่ามันบรรจุกี่กรัม ไม่สนใจหนักเบา พวกนี้คือ เด็กโง่...อยากได้ทุนก็เอา packaging เอาแรงโฆษณาไปเสนอ..นี่คือการขายเด็กโง่ที่มีกิเลสเหนือปัญญา...
...ตรงกันข้ามก็มีอีกพวกหนึ่งเป็นพวกที่ฉลาด ก็จะเลือกเหมือนคนแก่กลัวตายก็จะใช้ปัญญาดูของ เช่น nutrition value กินแล้วไขมัน น้ำตาลจะขึ้นหรือเปล่า คนพวกนี้จะเลือกซื้อของที่มีประโยชน์ และจะพอใจใน proposal ที่มีประโยชน์....
...คราวนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าได้ทุนวิจัยนั้นไม่ยากหรอกเขียนให้เขาอยากได้ ถ้ายังเขียนอย่างนั้นไม่ได้ ก็หาเด็กโง่พ่อรวยให้เจอนะ...
บันทึกที่แรงดีครับ ;)
นักวิจัยที่หวังแค่ผลประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น เงินทองที่เหลือเกิน หรือไม่ก็บริหารให้มันเหลือเกินเยอะ แบบนี้ "กิเลส + ตัณหา = ชาติล่มจม"
นักวิจัยที่หวังถึงสิ่งที่อยากรู้ อยากแก้ปัญหา อยากหาคำตอบ เวลาเสนอโครงการ ก็อาจจะไม่เป็นที่พึงใจของผู้ให้เงินทุน เพราะไม่ได้อยู่ในใจ ประมาณว่า เงินข้า ใครอย่าแตะ แต่แตะ ต้องทำตามข้า แบบนี้ "ประเทศยับเยิน ตั้งแต่ได้นายทุนคนนี้แล้ว"
ดังนั้น ทุกอย่างเป็น "ทางสายกลาง" ที่ต้องทำให้สมดุลกัน
ขอบคุณครับที่นอนดึก...ราตรีสวัสดิ์ครับ ;)
คราวนี้เราต้องเลือกคนฉลาดและคนดีค่ะ
ไม่อย่างนั้นยุ่งเหยิงแน่
หากคนฉลาดแกมโกงมากกว่าคนดี
นักวิจัย ส่วนมาก ก็มีกิเลส ทั้งนั้น ครับ
เพราะ ปัญญา ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่า ความฉลาดรอบรู้
ในทางพุทธ ปัญญา คือความเข้าใจ ในธรรมชาติ
ความเข้าใจ เรื่องทุกข์ นั่นเอง ครับ
การทำวิจัย โดยไร้กิเลส คง ต้องทำวิจัย ด้วยใจปล่อยวาง
ไม่ติด กับความดี หรือ ความชั่ว
วิจัย ตามหน้าที่
เมื่อทำได้แล้ว คงเป็น พระอรหันต์ในคราบนักวิจัย ครับ