แสงจันทร์ส่อง ลมพัดอ่อนๆ กระทบใบหน้าชวนสยอง
ตอนนั้นผมเรียนอยู่มัธยมปลาย ผมเรียนอยู่ในตัวเมืองห่างจากบ้านเกิดเกือบร้อยกิโลเมตร วันนั้นเป็นวันศุกร์ ช่วงบ่ายเรียน รด. พอเรียนจบผมรีบกลับบ้าน เป็นรถเมล์ประจำทางวิ่งไปรับผู้โดยสารไปตลอดทางใช้เวลาประมาณ 3- 4 ชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย นั่นเป็นเรื่องปกติไม่มีใครบ่น แต่วันนั้นผมและผู้โดยสารอีกหลายๆ คนโชคไม่ดีเพราะรถที่โดยสารมาเสียระหว่างทางกว่าจะซ่อมเสร็จก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมง ปกติผมจะต้องถึงปากทางเข้าบ้านประมาณ 6 โมงเย็น แต่วันนั้นปาเข้าไปตั้งห้าทุ่มกว่าๆ ผมต้องเดินทางเข้าไปหมู่บ้านอีก 3 กิโลเมตร เวลานี้สมัยนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีรถโดยสารหรือเปล่า ไม่มีแน่นอนครับ วิธีเดียวที่ทำได้ก็คือเดินครับ เส้นทางระหว่างทางกว่าจะถึงบ้านผมเป็นทางเปลี่ยวสองข้างทางไม่มีบ้านผู้คน มีแต่ทุ่งนาและป่าละเมาะ คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวง มองเห็นทางสว่างไสว ผมเดินไปไม่ถึง 10 ก้าวก็มีเด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกับผม 2 คนเดินตามมาแล้วทักทายตามประสาคนชนบทที่มนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ คุยไปคุยมาถามถึงคนโน้นบ้างคนนี้บ้างว่ารู้จักหรือเปล่า แล้วก็ถามถึงอีกคนหนึ่งว่า .."เออ..รู้จักไอ้หล้าหรือเปล่า "..ผมตอบว่า อ๋อ...รู้จักซิ เป็นเพื่อนกัน ผมกับไอ้หล้าเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กๆ เคยเล่นด้วยกัน พอโตขึ้นผมไปเรียนในเมืองแต่ไอ้หล้าทำงานบ่อน้ำมันของกรมพลังงานทหาร กระทรวงกลาโหมตั้งอยู่ใกล้บ้าน ...ผมถามต่อ.."ไอ้หล้ามันทำไมเหรอ" เขาตอบว่า "ไอ้หล้ามันตายแล้ว" "ห๊า..."ผมตกใจร้องอุทานเสียงหลง "ตายเมื่อไหร่...เป็นอะไรตาย.." "รถชนตาย..เพิ่งเผาเมื่อบ่ายวันนี้แหละ.." "เหรอ..ตายที่ไหน.." "ตรงหัวสะพานฝั่งโน้น" ผมหน้าซีดเข่าอ่อนแทบเดินต่อไม่ไหว เพราะตรงที่ไอ้หล้าตายมันเป็นทางที่ผมจะต้องเดินผ่านในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้..."พี่..เดินไปส่งผมหน่อยได้ไม๊.."ผมอ้อนวอนเหมือนเด็กอย่างไม่อาย "ไม่ได้หรอก ผมมานอนเฝ้านา เนี๊ยะนาผมอยู่ตรงนี้เองถึงแล้ว..." พูดจบทั้งสองก็เดินเลี้ยวลงข้างทางไปเฉยปล่อยให้ผมยืนตัวสั่นอยู่คนเดียว จะเดินกลับก็ไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปนอนที่ไหน ครั้นจะเดินต่อไปก็กลัวจะโดนผีไอ้หล้าหลอก รถสักคันที่จะวิ่งผ่านมาให้อุ่นใจก็ไม่มี แต่ยังไงๆ มันก็ต้องเดิน ลองคิดดูว่าสภาพจิตใจผมตอนนั้นมันจะเป็นยังไง ความหวังผมยังพอมีแอบดีใจที่ฉลาดคิดได้ เพราะนึกออกแล้วว่าตรงหัวสะพานฝั่งนี้จะมีป้อมยามทหาร เมื่อไปถึงผมจะอ้อนวอนขอยามทหารไปส่ง พอไปถึงเข่าอ่อนรอบสอง เพราะทหารหลับยามนอนกอดปืนอยู่ ครั้นจะไปปลุกก็กลัวเขาตกใจพรวดพราดกราดปืนยิงเข้าให้ ผมจำใจเดินต่อ แสงจันทร์ส่อง พร้อมลมพัดอ่อนๆ กระทบใบหน้าชวนสยอง ผมเดินใกล้จุดที่ไอ้หล้าถูกรถชนตายเข้าไปทุกทีๆผมเริ่มมองเห็นธง หรือตุง 3 หาง ที่เป็นความเชื่อของคนเหนือปักไว้ตรงจุดนั้น มันปลิวไสวมองเห็นลิบๆ มันตายอยู่ฝั่งขวา ผมเดินจนตกขอบถนนฝั่งซ้าย ผมเดินตัวแข็งทื่อ...ใจก็นึก..ไอ้หล้าเอ๊ย เราไม่มีอะไรกันนะ...อย่ามาหลอกมาหลอนกันนะ...ในที่สุดผมก็เดินผ่านจุดนั้นมาด้วยความทรมาน ไอ้หล้าเพื่อนรักไม่หลอกผมอย่างที่กลัว ผมโล่งอก เป็นความทรงจำที่ผมไม่เคยลืมจนถึงวันนี้....ผมนึกโกรธชาวนา 2 คนนั้น จนถึงวันนี้ผมก็ยังสงสัยมันอยู่ว่า.." แล้วมันจะพูดทำไม.."
ก็พูดให้นายรู้ไง..ไม่พูดนายจะรู้ได้ไง
แล้วจะกลัวทำไม...เพื่อนกันแท้ๆ..เพื่อนตาย
จะกลัวทำไม..เป็นเรา..เราก็กลัว..แหะ!แหะ!!
pa daeng ครับ..ผมนึกอีกที ถ้าสองคนนั้นไม่บอกผมให้รู้ตัวซะก่อน ..ไอ้หล้าคงชวนผมนั่งคุยกับมันตรงหัวสะพานนั้นก็ได้นะครับ..บรื๋อ..อ..อ
ครูป.1 ครับ...เคยได้ยินมาว่าเรื่องที่จะพูดถ้าไม่เกิดประโยชน์กับใครก็ไม่ต้องพูด ...แต่สองคนนั้นคงคิดว่ามีประโยชน์มั้ง...ได้บอกข่าวร้ายของเพื่อนผมให้ฟัง...(นึกว่าผมปลื้มละซิท่า...กรอด..ด..ดดด)
ฮ่าๆๆๆ เล่าน่าตื่นเต้นระทึกที่สุดค่ะ...และก็ต้องบอกว่า "มันจะพูดทำไม"...Vij เป็นคนกลัวผีที่สู้ดดดดด...ใครเล่าเรื่องผี หรือแม้แต่ตัวเองเล่าเรื่องผีใ้ห้คนอื่นฟัง...น้ำตาไหลออกมาทุกที...ไม่ทราบ เป็นอะไร ไหลทั้งน้ำมูกน้ำตาแปลกมาก...สงสัยจะซึ้งงงงมาก อิ อิ อิ...คืนนี้ฝันดีนะคะ...ระวัง!! ไอ้หล้าาาาา หุ หุ หุ
กำลังเช็คเมลอยู่ เห็นข้อความว่ามีคนคอมเมนท์ gotoknow ก็เลยคลิ๊กเข้ามาดู ค่อยๆ ไหลลงมาๆๆๆ ใจก็นึกว่าใครน๊อเข้ามาตอนดีกดื่น พอเห็นภาพผีห้อยหัว แค่นั้นแหละตกใจแทบตกเก้าอี้ ยิ่งกว่าตอนกลัวไอ้หล้าอีก....ช่างสรรค์หาภาพจริงจริ๊งคุณหนู vij เนี่ยะ...
ท่านสามสักครับ
กาละเทศะ ครับท่าน คนกำลังกลัวๆ มาพูดทิ้งซะอย่างนั้นแหละ ...เรื่องการเสนอชื่อ ไม่เป็นไรครับโอกาสหน้าผมก็ยังจะเสนอชื่อท่านครับ...(ไม่มีเอี่ยวกันนะครับ)
อ่าว...ผมก็คิดว่าท่านไม่กลัว..ปรื๋อๆๆๆๆๆ