สองวันนี้ผมวุ่นอยู่กับงานบริการวิชาการภายในมหาวิทยาลัยครับ พร้อมๆ กับงานที่ทำซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัย ก็เลยเกิดประเด็น talk of the town เกี่ยวกับเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งว่าท่านจะอยู่หรือจะไปจาก มอย. ท่านบอกว่า ท่านไม่ไปไหนในตอนนี้ ฮือ แต่ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่าในไม่ช้านี้ท่านไปแน่ๆ และก็มีอีกหลายท่านที่เห็นเหมือนกัน แต่จากประเด็นนี้ก็มาโยงมาถึงผมครับว่า ผมล่ะจะไปด้วยหรือเปล่า ฮิฮิ (อันนี้จากมาอยู่ที่นี่พร้อมกัน เป็นเพื่อนกัน เรียนป.เอกเหมือนกัน) ดีที่กรณีผม ก็มีหลายคนช่วยยืนยันว่า มันไม่ไปไหนหรอก ฮือ ผมก็บอกไปอย่างนั้นเหมือนกันครับ เพราะถ้าจะไปจริงๆ ก็ไปตั้งแต่ตอนเรียนป.เอกปีหนึ่งแล้ว ตอนนี้มีข้อเสนอออกค่าเทอมให้ มีทุนให้ มีเงินเดือนให้ ยังไม่ไปเลย ยอมหาเงินค่าเทอมเอง ฮา (ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกท่านครับที่มั่นใจว่าผมจะไม่ไปไหน ฮิฮิ แต่อย่าปล่อยให้ผมเหี่ยวเฉาไปเฉยๆ ที่นี่นะครับ ฮา)
คิดเรื่องนี้แล้ว อดคิดถึงเพื่อนอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปครับ ส่วนใหญ่ (เกือบทั้งหมด) จะไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรัฐ แล้วก็เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ด้วย เลยอดภูมิใจไม่ได้ว่า มอย.ก็ปั้นอาจารย์ให้มีคุณภาพจนมหาวิทยาลัยดังๆ สนใจได้ ซึ่งส่วนตัวผมก็คิดเหมือนหลายๆ คนคือ ใครจะมาจะไปไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าจะไปก็ต้องไปมหาวิทยาลัยที่ดังๆ หน่อยจะได้การันตีคุณภาพต้นสังกัดเดิมด้วย ฮิฮิ
คำถามต่อคือ แล้ว มอย.จะทำอย่างไรกับการหาอาจารย์ใหม่ๆ มาร่วมงาน วันก่อนประเด็นนี้เกิดขึ้นในวงสนทนาครับ เนื่องจากอาจารย์ท่านหนึ่งต้องการมาร่วมงานกับเรา แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้คุยต่อ ท่านเลยไปสมัครที่อื่นๆ พร้อมๆ กับอาการน้อยใจเล็กน้อย โดยส่วนตัว ผมมองว่า ด้วยปรัชญาการทำงานของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมีคนอีกไม่น้อยที่ต้องการมาร่วมงาน (เชื่อไม่เชื่อ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีคนโทรหาผมตอนตีหนึ่ง แล้วก็คำถามหนึ่งคือ มีโอกาสบ้างไหมที่จะได้มาร่วมทำงานที่ มอย.) ที่สำคัญสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา ตอนนี้ผลผลิตจากเราก็สามารถกลับมาสู่การเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้แล้ว และคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้เขารู้สึกว่ามหาวิทยาลัยคือบ้านเกิดของเขา ที่สำคัญคือ คนกลุ่มนี้คุณภาพ
กลับมาที่งานผมสองวันนี้บ้างครับ การอบรมปฏิบัติการสำหรับครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามครับ ผู้เข้าร่วมจำนวน 26 คนครับ บรรยากาศดีมากครับ เพียงแต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างจากการเตรียมการที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไร ที่สำคัญประเด็นที่รับผิดชอบครั้งนี้เป็นงานชิ้นแรก แต่การสื่อสารกับกลุ่มสนับสนุนกิจกรรมนี้ไม่ค่อยจะชัดเจน ทำให้อาจจะพลาดเป้าไปบ้างนิดหน่อยครับ
กิจกรรมวันแรก เริ่มด้วยการเปิดพิธีและบรรยายโดยหัวหน้าสาขาวิชาครับ ดูลีลาท่านได้จากรูปข้างล่างครับ

จากหัวหน้าสาขาวิชาก็ตามด้วย อ.มะยูตี ดือราแม ครับ

การบรรยายช่วงเช้าวันแรกน่าสนใจตรงคำถามและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเยอะมากครับ
วันแรกที่พลาดหลักๆ คือ ห้องที่ใช้จัดอบรมครับ ใช้ห้องเรียน อันเนื่องจากทีมงานนึกไม่ออกว่าจะห้องประชุมไหนบ้างที่ว่าง ปรากฏจัดไปได้ครึ่งวัน นึกขึ้นได้ว่า ห้องประชุมคณะวิทย์ฯ น่าจะว่าง ฮื้อ ทำไมไม่นึกก่อนวันงานก็ไม่ทราบ
ช่วงบ่ายของวันแรก ก็เริ่มเป็นกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมอบรมแลกเปลี่ยนความเห็นกันเอง แล้วนำเสนอครับ
ส่วนวันที่สอง เลยเปลี่ยนไปใช้ห้องประชุมที่คณะวิทย์ครับ ก็มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กน้อยครับ อันเนื่องจากมีงานสำคัญที่ต้องใช้ห้องประชุมที่จองไว้ แต่ก็มีห้องสำรองให้จัดอบรมได้
งานนี้เริ่มด้วย อ.อับดุลกอนี เต๊ะมามัดครับ ดูลีลาท่านได้จากรูปข้างล่างครับ

จากนั้นก็คิวผม (คิวผมเยอะหน่อย โดยเฉพาะพรุ่งนี้ เจอผมทั้งวัน)
จากนั้นก็เป็นกิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมอบรมร่วมกันระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันครับ

พรุ่งนี้ผู้เข้าร่วมบอกว่า ขอเข้าห้องคอมฯ เพื่อเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเอาไปใช้ที่โรงเรียนบ้าง ผมเลยปรับเปลี่ยนกำหนดการอบรมให้ตามข้อเสนอครับ โดยจะไปเรียนรู้การสร้างอีบุ๊คครับ ฮือ วันเดียวไม่รู้ทันหรือเปล่า แต่จะพยายามครับ
ประเด็นน่าสนใจครับ และการอบรมก็น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง และควรขยายด้วย
ช่วงนี้ผมรู้สึกเหียวๆเหมือนกัน แต่ไม่ใช่กับมหาวิทยาลัย คงเป็นระบบมั้ง
ขอบคุณครับอาจารย์ เสียงเล็กๆ فؤاد
บ้านที่สร้างไม่ได้เป็นหลักยึดว่าต้องอยู่ตรงนั้นตลอดไปครับ ผมประเภทนักอพยพอยู่แล้วครับ ตอนคิดสร้างบ้าน เพราะิคิดว่า บ้านเป็นส่วนสำคัญต่อพัฒนาการของลูกด้วย ดังนั้นเลยเลือกสร้างบ้านที่มั่นคง แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องอยู่จนฝังอยู่ที่นี่ครับ
ตัวยึดสำคัญคือ หัวใจครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ Ibm ครูปอเนาะ ڬوروفوندق
ผมคิดว่า น่าจะเหมือนกันครับ เหี่ยวกับคน กับระบบ ไม่ได้เหี่ยวกับสถาบัน