..."ทุกศาสนาสอนให้มนุษย์ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม มีความรัก และความเมตตาต่อกัน...เช่นนี้แล้ว การนับถือศาสนาอะไรนั้นคงไม่สำคัญ มากไปกว่าการเป็นคนดี ตามหลักคำสอนของศาสนา...และเมื่อใดที่มนุษย์เจริญสมบูรณ์ด้วยสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ย่อมสามารถนำพาโลกของเราให้ก้าวสู่สันติภาพโดยแท้จริงสักวัน..."

ดิฉัน "นับถือศาสนาพุทธ" แต่ดิฉัน ยอมรับว่าตราบใดที่ชีวิตยังโลดแล่นอยู่บนโลกใบนี้...ตราบนั้น ดิฉัน ก็คงยังไม่สามารถข้ามพ้นกิเลสตัณหาภายในใจตนไปได้อย่างหมดสิ้น...ถึงแม้ว่าจะพยายามเพียงใดก็ตาม...ขณะนี้ สิ่งที่ดิฉันทำได้คงเพียงแค่ให้กิเลสเหล่านั้นได้จือจางลงไปบ้างในแต่ละวันของชีวิต...ดิฉันเชื่อว่า "คนที่มีกิเลสบางเบาย่อมมองเห็นคุณค่าของตนเองและเพื่อนมนุษย์...พร้อมที่จะเอื้ออาทรเมตตาต่อกัน..."

ใครบางคนถามดิฉันว่า "คุณนับถือศาสนาคริสต์เหรอ...ถึงได้มีความรักแจกจ่ายให้คนอื่นไปทั่ว"...และเขาบอกดิฉันว่าเขาไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์...ดิฉัน มิได้ว่ากระไร เพียงย้อนถามตนเองว่า...นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า "ตัวกิเลส"...นี่ใช่ไหม ที่เรียกว่า "ผู้ลุ่มหลงศาสนา"...นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า "ผู้ติดยึด"...สิ่งเหล่านี้ทำให้ดิฉันคิดทบทวนต่อไปว่า..."ผู้ที่ติดอยู่ในกิเลส ย่อมติดอยู่ในสภาวะของความลุ่มหลง...ซึ่งผู้ที่ลุ่มหลงนั้น ย่อมนำพาตนเองติดบ่วงความเชื่อแห่งตน...และผู้ใดที่ติดบ่วงความเชื่อแห่งตน...ผู้นั้น ก็ไม่สามารถเปิดรับความดีงามของศาสนาหรือบุคคลอื่น...ให้ก้าวเข้ามาพัฒนาภายในจิตใจของตนได้...เพราะตนมองไม่เห็นความบกพร่องภายในใจตน...ผู้นั้นย่อมไม่สามารถนำพาตนเองสู่ความเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ทั้งทางด้านร่างกาย ทางด้านจิตใจ และทางด้านจิตวิญญาณ...และผู้นั้นย่อมจมอยู่ในความทุกข์ตรมแห่งชีวิต"

แท้จริงแล้ว..."ทุกศาสนาสอนให้มนุษย์ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม มีความรัก และความเมตตาต่อกัน...เช่นนี้แล้ว การนับถือศาสนาอะไรนั้นคงไม่สำคัญ มากไปกว่าการเป็นคนดี ตามหลักคำสอนของศาสนา...และเมื่อใดที่มนุษย์เจริญสมบูรณ์ด้วยสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ย่อมสามารถนำพาโลกของเราให้ก้าวสู่สันติภาพโดยแท้จริงสักวัน..."

ภาพจาก Internet