1. เคยอ่านบทความของ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล "ความชั่วร้ายที่ปลายจมูก" หลายคนคงได้อ่าน บางทีอาจเป็นคำตอบที่สอดคล้องกับคำว่า "ลุ่มหลงศาสนา" "ลุ่มหลงความดี" มีบางคนเรียกง่ายๆว่า ติดดี คือคิดว่าทำดีอยู่นะ สำคัญนะ! เพราะถ้าแยกไม่ออกจะทำให้เราเจ็บปวดเพราะตัวเราคิดว่าทำดีแล้วทำไม? จึงได้รับผลเช่นนี้          ความชั่วร้ายที่ปลายจมูก          พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความแก่มีอยู่ในความเป็นหนุ่มสาว ความเจ็บไข้มีอยู่ในความไม่มีโรค ความตายมีอยู่ในชีวิต สั้นกับยาว ขาวกับดำ ต่ำกับสูง เย็นกับร้อน ไม่ได้อยู่คนละขั้วหรือแยกจากกัน ไม้บรรทัดถือว่าสั้นเมื่อวางข้างไม้เมตร แต่กลับยาวเมื่อเทียบกับดินสอ ในทำนองเดียวกัน ดีกับชั่วก็ไม่ได้อยู่แยกกัน คนดีนั้นสามารถทำสิ้งที่ชั่วได้ จะอธิบายว่าเป็นเพราะเขามีทั้งความดีและความชั่วอยู่ในตัวก็ได้ เพราะตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ก็ยังมีกิเลส หรือโลภ โกรธ หลง ที่สามารถผลักดันให้เอาเปรียบ เบียดเบียน หรือคดโกงผู้อื่นได้ โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยหนุนหรือยั่วยุ บางคนหักห้ามใจไม่ได้ที่จะยักยอกเงินหลวงเพราะบ้านกำลังจะถูกยึด ครูที่เคร่งศีลธรรมก็อาจพาลูกสาววัยเรียนไปทำแท้ง เพราะกลัวเป็นขี้ปากของผู้คนในโรงเรียน สามีที่สุภาพ อ่อนหวานอาจทำร้ายภรรยาเมื่อรู้ว่าเธอนอกใจ หรือเพราะเครียดหนักจากการทำงาน คนดีดีๆ หรือคนปรกติธรรมดาสามารถทำสิ่งเลวร้ายที่เราอาจนึกไม่ถึง อดอล์ฟ ไอค์มานน์ นาซีคนสำคัญ ผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารโหดชาวยิวร่วม ๖ ล้านคน ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ หาใช่คนจิตวิปริตไม่ จิตแพทย์ที่ตรวจสภาพจิตของเขาหลังจากถูกจับกุมยืนยันว่าเขามีสภาพจิตปรกติ รูดอล์ฟ ฮอสส์ ผู้บัญชาการค่ายเอาชวิตช์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในบรรดาค่ายกักกันชาวยิว เป็นคนที่รักครอบครัวและเสียสละ อีกทั้งเป็นคนมีน้ำใจในสายตาของเพื่อนๆ เขายืนยันว่าไม่มีความเกลียดชังชาวยิวเป็นส่วนตัวเลย แต่หน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่เขาต้องทำให้ลุล่วง ฮอสส์ เป็นแบบอย่างของคนที่มีวินัยสูงมาก เสียสละและทุ่มเทเพื่อภารกิจ จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับงานจนไม่รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของนักโทษในค่ายของเขา สิ่งที่เขาสนใจก็คือ รถไฟจะขนนักโทษมาตรงเวลาไหม ควรขนส่งมาวันละกี่เที่ยว และควรใช้เตา (สำหรับรมควันสนักโทษ) แบบไหนด้วยสาเหตุนี้ ค่ายกันกันที่เขาบัญชาการจึงสามารถฆ่าชาวยิวได้เป็นจำนวนมากมาย เมื่อคิดว่า เรา คือความดีหรือเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ที่ดีเลิศประเสริฐสุดแล้ว คนดีๆ ก็สามารถทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั้งความชั่วร้าย โดยยังคิดว่าเป็นความดีอยู่ นี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวเขมรตายไปถึง ๒ ล้านคนในเวลาไม่ถึง ๔ ปีที่เขมรแดงครองอำนาจ เขมรแดงนั้นไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการปฏิวัติกัมพูชาให้เป็นสังคมที่เสมอภาค ปลดปล่อยการกดขี่เอาเปรียบ แต่จะทำเช่นนั้นได้ผู้นำเขมรแดงเชื่อว่าจำเป็นต้องสังหารผู้ที่เป็น ซากเดนของจักรวรรดินิยม ลัทธิอาณานิคม และชนชั้นผู้กดขี่ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้คำขวัญหนึ่งของเขมรแดงก็คือ หนุ่มสาวเพียงสองล้านคนก็พอแล้วสำหรับสร้างกัมพูชาใหม่ ที่เหลือนอกนั้นไม่มีประโยชน์ ด้วยความเชื่อนี้ กัมพูชาใหม่ ภายใต้การนำของพอลพต จึงกลายเป็นแผ่นดินเลือด ทุ่งสังหาร เกิดขึ้นทุกหนแห่ง ในสายตาของคนทั่วไป พอลพตคือตัวแทนของมนุษย์ที่โหดเหี้ยมวิปริต แต่ตรงข้ามกับที่เข้าใจกัน เขาเป็นคนที่มีบุคคลิกน่าประทับใจ ผู้คนที่รู้จักเขาไม่ว่าในวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ที่ได้พบเขาเมื่อเป็นผู้นำเขมรแดง ไม่เว้นแม้แต่นักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ พูดสอดคล้องกันว่าเขาเป็นคนที่สงบเย็น เรียบร้อย สุภาพ เป็นกันเอง อบอุ่นและน่าเชื่อถือ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาได้รับความเคารพรักและศรัทธาจากผู้ใต้บังคับบัญชามาก แทบไม่ต่างจากนักบุญเลย ไม่ใช่พอลพตเท่านั้น ผู้นำเขมรแดงหลายคนก็มีบุคคลิกตรงข้ามกับภาพที่ปรากฏ หนึ่งในนั้นคือสหายดุค ผู้บัญชาการคุกตุลแสลง อันลือชื่อในความหฤโหด คาดว่ามีประมาณ ๑๒,๐๐๐- ๒๐,๐๐๐ คนที่ตายอย่างทรมารในคุกนั้นในช่วง ๔ ปี คนที่รู้จักสหายดุค ยืนยันว่าเขาเป็นเด็กเรียบร้อย เรียนเก่ง และเป็นครูที่ดี ขยันขันแข็ง ฟรังซัวส์ บิโซต์ นักวิชาการชาวฝรั่งเศสซึ่งเคยพบเขาขณะถูกจับกุมด้วยข้อหาว่าเป็นสายลับกล่าวว่าเขาเป็นคนเงียบ พูดค่อย และมีใจเป็นนักเลง ในช่วงที่คุมคุกตุลสแลง สหายดุคได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมในการทรมานนักโทษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลพรรคของเขมรแดงที่ถูกกล่าวหาว่าทรยศ แต่อีกภาพหนึ่งของเขาคือเป็นคนรักครอบครัว ทุกเช้าเขาจะร่ำลาและกอดภรรยาก่อนออกไปทำงาน เหตุผลประการหนึ่งซึ่งเปิดเผยในภายหลังคือ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาบ้านหรือไม่ เพราะบรรยากาศหวาดระแวงในพรรคสูงมาก เรื่องราวของสหายดุคได้รับความสนใจทั่วโลกเมื่อเขาถูกจับในปี ๒๕๔๒ สี่ปีต่อมา ฟรังซัวส์ บิโซต์ กลับไปเยี่ยมเขานับเป็นการพบกันครั้งที่ ๒ หลังจากเหินห่างถึง ๓๒ ปี บิโซต์พบว่าบุคลิกของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากที่เคยพบกันครั้งแรกคือเป็นคนปรกติธรรมดา พูดค่อย ไม่มีวี่แววของคนโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ คนดีกับคนชั่วไม่ได้แยกจากกัน คนดีสามารถทำชั่วหรือกลายเป็นคนชั่วได้ แต่ถ้ามองเพียงเท่านี้ก็เท่ากับมองโลกในแง่ร้ายเกินไป อีกด้านหนึ่งของความจริงที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ คนชั่วสามารถทำดีหรือกลายเป็นคนดีได้ด้วย สหายดุคเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ หลังจากข้อตกลงหยุดยิงของเขมรสามฝ่ายเมื่อปี ๒๕๓๔ เขากลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน ดำรงชีวิตด้วยการสอนหนังสือ และเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม เขามีกิตติศัพท์ว่าเป็นครูที่ดี แต่อารมณ์ร้าย วันหนึ่งเพื่อนๆชักชวนเขาไปอบรมผู้นำชาวคริศต์ที่พระตะยบอง ที่นั่นเองเขาเกิดศรัทธาในพระเจ้า และเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เขาเปิดเผยกับครูสอนศาสนาว่าเขาไม่เคยได้รับความรักเลยตั้งแต่เล็กจนโต แต่เมื่อหันมารับพระคริสต์ ความรักได้ท่วมท้นหัวใจเขา หลังจากนั้นเขาเปลี่ยนมาเป็นครูสอนศาสนา และทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งในเขมรและในค่ายอพยพใกล้ชายแดนไทย คริสต์โตเฟอร์ ลาเปล ผู้ชักนำดุคมาสู่ศาสนาคริศต์โดยไม่รู้ประวัติของเขามาก่อนเล่าว่า ก่อนเข้ารีตดุคสารภาพกับเขาว่าได้ทำสิ่งชั่วร้ายมามากมาย และไม่เน่ใจว่าผู้คนจะให้อภัยเขาหรือไม่ แต่เขาก็ไม่ได้เปิดเผยว่าทำอะไรลงไป อย่างไรก็ตาม ลาเปล สังเกตุว่าเขาเปลี่ยนไปมากหลังจากเปลี่ยนศาสนา คือผ่อนคลายมากขึ้น หยอกล้อกับเพื่อนๆ และแต่งตัวสุภาพกว่าเดิม ดุค คงใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบหากไม่ได้พบกับนักหนังสือพิมพ์อเมริกันผู้หนึ่งซึ่งตามหาเขามาหลายปี เมื่อถูกซักถาม ดุคยอมรับอย่างไม่ปิดบังว่าเขาเป็นใคร รวมทั้งสารภาพว่าทำอะไรมาบ้างในช่วงที่เป็นใหญ่ในเขมรแดง เขาถูกจับกุมไม่นานหลังจากที่บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ วันที่ ๓๑ กรกฎา ๒๕๕๐ เขาถูกตั้งข้อหาว่ากระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และจะต้องขึ้นศาลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ คนที่ทำชั่ว แม้ร้ายแรงถึงขั้นเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ น้อยนักที่จะเป็นคนชั่วโดยสันดาน (หากคนชั่วโดยสันดานมีอยู่จริงในโลกนี้) อย่างน้อยเขาก็เคยเป็นคนดีอย่างเราๆท่านๆมาก่อน อีกทั้งยังหลงเหลือความดีในใจอยู่ไม่มากก็น้อย ความดีดังกล่าวหากได้รับการหนุนเสริมกำลังก็สามารถเอาชนะความชั่วร้ายในใจ หรือชักนำเขาให้ทำความดีได้ คำถามก็คือ เขาจะได้รับโอกาสให้ทำเช่นนั้นได้หรือไม่ตอบอาจไม่ยาก แต่ทำใจให้ได้ กลับยากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะเราไม่รู้จักการให้อภัยเลย เราจะเอาชนะความชั่วร้ายในใจตนได้อย่างไร ( พระไพศาล วิสาโล สารคดีฉบับที่ ๒๗๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐)