ตอนที่ 1
ทัศนคติต่อ Quality Assurance: เชิงบวกหรือลบ?
นับตั้งแต่ช่วงกลางปี พ.ศ. 2552 เชื่อว่าหลายสถาบันคงวุ่นวายกับเขียน “Self Assessment Report, SAR” และเตรียมการเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบและกลไกการประกันคุณภาพการศึกษาที่สถาบันการศึกษาทุกระดับ “ต้องทำ” มาอย่างต่อเนื่อง เบื้องหลังการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน มีหลายเรื่องที่ต้องตระเตรียม ไม่ว่าจะเป็นด้านเอกสาร/หลักฐานอ้างอิง หรือแม้แต่คณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในที่ต้องคว้าตัวกันให้วุ่น
“การประกันคุณภาพการศึกษา” หรือ “Quality Assurance” หลายคนเรียกกันติดปากในชื่อสั้นๆ ว่า “QA” คนที่คลุกคลีจริงๆ ก็อาจจะบอกได้ว่า QA มีประโยชน์อย่างไร แต่ถึงกระนั้นก็มีอีกหลายคนที่ยังคงมีทัศนคติเชิงลบ ด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจว่า QA ทำแล้วได้อะไร ผลที่ได้นำไปสู่การพัฒนาได้จริงหรือ หรือย่ำอยู่กับที่ เพราะมัวแต่พูดเรื่องเก่า เล่าเรื่องอดีต ให้ความสำคัญกับเอกสารจนกลายเป็นการเพิ่มภาระงาน หลักเกณฑ์ก็ค่อนข้างตายตัว ไม่ยืดหยุ่น และไม่สะท้อนสภาพจริงและอัตลักษณ์ของสถาบัน
...นี่เป็นเพียงข้อกล่าวหาบางส่วน ที่สะท้อนจากคนรอบข้างที่ขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง
แล้วคุณล่ะ...เห็นด้วยกับข้อกล่าวหานี้หรือไม่?
........................
โดยมุมมองส่วนตัว ยอมรับว่าช่วงหนึ่งเคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้กับตัวเอง และเผลอคล้อยตามความคิดเห็นเหล่านี้ แต่...เมื่อมีโอกาสสัมผัสกับ QA นานวันเข้าจึงพบคำตอบว่า แท้จริงแล้วเข้าใจผิดหลายเรื่อง...จริงอยู่ “QA เป็นการพูดเรื่องเก่า เล่าเรื่องอดีต” แต่...หากย้อนคิดให้ถ่องแท้ มิใช่บทเรียนจากอดีตหรือ ที่ทำให้รู้จักตัวตน รู้ถึงศักยภาพว่าอยู่ระดับไหน และจะใช้บทเรียนที่ผ่านมาปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาองค์กรให้มีทิศทางเป็นเช่นใดในอนาคต แล้วต่อคำกล่าวที่ว่า “QA ยึดติดอยู่กับเอกสารจนกลายเป็นเพิ่มภาระงาน” เหตุที่ต้องเจอะเจอสภาพแบบนี้ คงต้องเปิดใจยอมรับกันตรงๆ ว่า นั่นเป็นเพราะ QA ไม่ได้เข้ามาอยู่ในระบบงานปกติ ขาดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไปเร่งรีบช่วงสุดท้าย เก็บข้อมูลกันเมื่อสิ้นปีการศึกษา “แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เพิ่มภาระงานและลนลานได้อย่างไร?” สุดท้ายเมื่อ SAR ออกมา เป็นแค่เอกสารชิ้นหนึ่งที่นานครั้งจะถูกเปิด ผลการประเมินที่ยังไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงข้อเสนอแนะไม่ถูกนำมาวิเคราะห์และวางแผนเพื่อการพัฒนาไปข้างหน้า
.......................
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงทัศนคติส่วนตัว แต่เข้าใจว่าหลายคนคงจะพยักหน้าเห็นด้วย และหวังว่าอาจปรับเปลี่ยนความคิดของใครหลายคนให้เปิดใจรับ QA มากขึ้น ดังคำที่ว่า “รู้จักแล้วจะรักเอง” และเมื่อพูดถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงาน QA โดยส่วนตัวเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญคือ “คนในองค์กรต้องมีทัศนคติที่ดีต่อ QA เป็นพื้นฐาน” แต่...สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนได้ยากที่สุด และการที่จะให้ QA เป็นเครื่องมือนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ก็คงต้องใช้โอกาสจากกระบวนการ QA เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้และค้นหาความสำเร็จซึ่งกันและกัน ผู้บริหารต้องหันมาให้ความสำคัญและสนับสนุน บุคลากรทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วยใจ ทำให้ QA แทรกซึมอยู่ในระบบงานปกติ และให้ความสำคัญของการนำผล QA ไปใช้เพื่อการพัฒนาให้เหมาะกับลักษณะองค์กร
ถึงตอนนี้...คุณมีมุมมองความคิดเห็นต่อ QA อย่างไร?
20 ตุลาคม 2552
09.20 น.
อ่านแล้วรู้สึกดีกับ QA ขึ้นมาอีกเยอะเลยครับ เห็นด้วยครับที่จะเริ่มด้วย "ทัศนคติที่ดี" หากก้าวแรกดี แล้วไหนเลยที่ก้าวต่อไปจะไม่เกิด ถึงแม้ว่าจะสะดุด ตัวถล่ำไปข้างหน้าไปบ้าง แต่เมื่อตั้งหลักได้ มันจะแปลเปลี่ยนจากก้าวที่สั้นๆ กลับกลายเป็นก้าวที่ยาวๆ และสุดท้ายเป็นการ "วิ่ง" แทนครับ
ชายป๊อป (มวล.)
หุๆๆๆ QA สำหรับผมน่ะหรอ ตอนแรกที่ยังไม่รู้จัก ก็ได้ยินแค่ชื่อ ฟังดูแล้วรู้สึกเครียดนะครับ (จริงๆ)จนกระทั่งวันหนึ่ง โอกาสได้เข้ามาหาตัวเอง นั่นก็คือ การเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำ SAR (คุณคงรู้จักกันดี) แรกๆ ก็เครียดอีกนั่นแหล่ะเพราะไม่รู้จักไม่เคยทำ (ไม่ๆๆๆ) แต่ก็ลองตั้งสติและค่อยๆศึกษาดูและถามไถ่เจ้าของบล๊อกนี่แหล่ะ (อ้าว...ก็เราทำงานที่เดียวกันนี่คับ 555) ก็ทำให้ผมได้ความรู้เพิ่มขึ้นและเข้าใจเกี่ยวกับ QA มากขึ้นด้วย แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็เชื่อว่า "การประกันคุณภาพ" ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะคอยคุม กำกับ แนวทางการปฏิบัติงานของเราๆ ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีแน่...ขอเพียงคุณอย่าเพิ่งสร้างกำแพงกับมัน เท่านั้นก็น่าจะลองรู้จักมันดู (คมมะครับ...)
สวัสดีน้องพี่ชาวไทย...อ๊อดคุง (มวล.)
คุณมีมุมองความคิดเห็นต่อ QA อย่างไร? ...เป็นคำถามที่ทันสมัย
เห็นว่าต้องยกย่องสถานศึกษา(โรงเรียน,มหาวิทยาลัย)ทั่วประเทศที่กล้าหาญทำ QA กับ สมศ.ได้
เพราะ QA มาจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ที่กำหนดให้มี"ระบบ"ประกันคุณภาพการศึกษา
ดังนั้น ผู้ประเมิน QA.ต้องมีความรู้เรื่องการบริหารระบบ Management system หรือ การบริหารคุณภาพ Quality Management
แต่ สมศ.ขาดคุณสมบัติความรู้ดังกล่าว Disqualified !...จึงเป็นวิกฤตของการศึกษาที่สร้างวีรบุรุษ
มีหลักฐานเห็นได้ที่เกณฑ์ประเมินทั้ง 7 ข้อของ สมศ.ไม่มี"ระบบ"ซึ่งเป็นหัวใจของ QA
คนที่ไม่มีหัวใจหรือหัวใจไม่ทำงานเขาเรียกว่า"ผี" เช่น แม่นาคพระโขนง !!!
อีกทั้งเกณ์การประเมินจำเป็นต้องมี"ผู้นำ"(Leadership) เช่น เกณฑ์ของ Baldrige Criteria มี Leadership เป็นข้อแรก
เพราะ Leadership เปรียบเสมือนหัวสมองที่สั่งงานเกณฑ์อื่นๆ..แต่เกณฑ์ของ สมศ. ไม่มี...จึงเป็น"ผีหัวขาด"
สถานศึกษาต่างๆทั่วประเทศที่ทำงานกับ สมศ. จึงควรได้รับการยกย่องให้เป็นผู้กล้าหาญเยี่ยงวีรบุรุษ
วันนี้หายไปไหนกันหมด คน QA
เห็นด้วยกับ บทความที่โพสต์ขึ้นอย่างมากครับ เพราะการทำ QA ต้องเริ่มจากทัศนคติที่ดี และการมีส่วนร่วมในงาน QA อย่างจริงจังและทำด้วยใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับการสร้างให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรเช่นนี้ (Quality Organization) Q จึงขออนุญาตเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การที่องค์กรจะดำเนินการ QA ได้ดีจะต้องเพิ่มในส่วนของ การให้บุคคลในองค์กรเข้าใจระบบให้ดีเสียก่อน ว่าระบบ QA เป็นอย่างไร และจึงมาพัฒนาความรู้ให้กับตัวบุคคลแต่ละคน โดยอาศัยนโยบายด้าน QA เป็นกรอบการดำเนินงาน และกำกับติดตามอย่างต่อเนื่องโดยผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ก็ขอเสนอแนะตามความเข้าใจ ซึ่งอาจจะมีส่วนเสนอแนะที่ดี ๆ เพิ่มเติมจากท่านอื่น ๆ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงทัศนคติต่อ QA กันนะครับ
ทำอะำไรให้มีคุณภาพอ่ะ เหมือนทำความดีไหม ทำยากกว่าทำชั่ว ต้องพยายามทำอย่างตั้งมั่น คนส่วนใหญ่ถนัดแต่ทำอะไรง่ายๆ สบายๆ จึงไม่พยายามเข้าใจที่จะทำตนเองให้มีคุณภาพ หรือเพราะเรายังมีกิเลสมาก หรือไม่มากแต่มัววิ่งตามกิเลสตามสังคมกันมากไป เลยลืมทำอะไรๆ หลายๆอย่างที่ควรทำ เราเลยคุยกับใครไม่รู้เรื่องเท่ากับคนQA 5555