คนในองค์กรต้องมีทัศนคติที่ดีต่อ QA เป็นพื้นฐาน และการที่จะให้ QA เป็นเครื่องมือนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ก็คงต้อง “ใช้โอกาส” จากกระบวนการ QA เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้และค้นหาความสำเร็จซึ่งกันและกัน ผู้บริหารต้องหันมาให้ความสำคัญและสนับสนุน บุคลากรทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วยใจ ทำให้ QA แทรกซึมอยู่ในระบบงานปกติ และให้ความสำคัญของการนำผล QA ไปใช้เพื่อการพัฒนาให้เหมาะกับลักษณะองค์กร

ตอนที่ 1

ทัศนคติต่อ Quality Assurance: เชิงบวกหรือลบ?

 

            นับตั้งแต่ช่วงกลางปี พ.ศ. 2552 เชื่อว่าหลายสถาบันคงวุ่นวายกับเขียน “Self Assessment Report, SAR” และเตรียมการเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบและกลไกการประกันคุณภาพการศึกษาที่สถาบันการศึกษาทุกระดับ “ต้องทำ” มาอย่างต่อเนื่อง เบื้องหลังการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน มีหลายเรื่องที่ต้องตระเตรียม ไม่ว่าจะเป็นด้านเอกสาร/หลักฐานอ้างอิง หรือแม้แต่คณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในที่ต้องคว้าตัวกันให้วุ่น

             “การประกันคุณภาพการศึกษา” หรือ “Quality Assurance” หลายคนเรียกกันติดปากในชื่อสั้นๆ ว่า “QA” คนที่คลุกคลีจริงๆ ก็อาจจะบอกได้ว่า QA มีประโยชน์อย่างไร แต่ถึงกระนั้นก็มีอีกหลายคนที่ยังคงมีทัศนคติเชิงลบ ด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจว่า QA ทำแล้วได้อะไร ผลที่ได้นำไปสู่การพัฒนาได้จริงหรือ หรือย่ำอยู่กับที่ เพราะมัวแต่พูดเรื่องเก่า เล่าเรื่องอดีต ให้ความสำคัญกับเอกสารจนกลายเป็นการเพิ่มภาระงาน หลักเกณฑ์ก็ค่อนข้างตายตัว ไม่ยืดหยุ่น และไม่สะท้อนสภาพจริงและอัตลักษณ์ของสถาบัน

            ...นี่เป็นเพียงข้อกล่าวหาบางส่วน ที่สะท้อนจากคนรอบข้างที่ขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง

            แล้วคุณล่ะ...เห็นด้วยกับข้อกล่าวหานี้หรือไม่?

             ........................

            โดยมุมมองส่วนตัว ยอมรับว่าช่วงหนึ่งเคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้กับตัวเอง และเผลอคล้อยตามความคิดเห็นเหล่านี้ แต่...เมื่อมีโอกาสสัมผัสกับ QA นานวันเข้าจึงพบคำตอบว่า แท้จริงแล้วเข้าใจผิดหลายเรื่อง...จริงอยู่ “QA เป็นการพูดเรื่องเก่า เล่าเรื่องอดีต” แต่...หากย้อนคิดให้ถ่องแท้ มิใช่บทเรียนจากอดีตหรือ ที่ทำให้รู้จักตัวตน รู้ถึงศักยภาพว่าอยู่ระดับไหน และจะใช้บทเรียนที่ผ่านมาปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาองค์กรให้มีทิศทางเป็นเช่นใดในอนาคต แล้วต่อคำกล่าวที่ว่า “QA ยึดติดอยู่กับเอกสารจนกลายเป็นเพิ่มภาระงาน” เหตุที่ต้องเจอะเจอสภาพแบบนี้ คงต้องเปิดใจยอมรับกันตรงๆ ว่า นั่นเป็นเพราะ QA ไม่ได้เข้ามาอยู่ในระบบงานปกติ ขาดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไปเร่งรีบช่วงสุดท้าย เก็บข้อมูลกันเมื่อสิ้นปีการศึกษา “แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เพิ่มภาระงานและลนลานได้อย่างไร?” สุดท้ายเมื่อ SAR ออกมา เป็นแค่เอกสารชิ้นหนึ่งที่นานครั้งจะถูกเปิด ผลการประเมินที่ยังไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงข้อเสนอแนะไม่ถูกนำมาวิเคราะห์และวางแผนเพื่อการพัฒนาไปข้างหน้า

             .......................

            ทั้งหมดนี้เป็นเพียงทัศนคติส่วนตัว แต่เข้าใจว่าหลายคนคงจะพยักหน้าเห็นด้วย และหวังว่าอาจปรับเปลี่ยนความคิดของใครหลายคนให้เปิดใจรับ QA มากขึ้น ดังคำที่ว่า “รู้จักแล้วจะรักเอง” และเมื่อพูดถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินงาน QA โดยส่วนตัวเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญคือ “คนในองค์กรต้องมีทัศนคติที่ดีต่อ QA เป็นพื้นฐาน” แต่...สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนได้ยากที่สุด และการที่จะให้ QA เป็นเครื่องมือนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ก็คงต้องใช้โอกาสจากกระบวนการ QA เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้และค้นหาความสำเร็จซึ่งกันและกัน ผู้บริหารต้องหันมาให้ความสำคัญและสนับสนุน บุคลากรทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วยใจ ทำให้ QA แทรกซึมอยู่ในระบบงานปกติ และให้ความสำคัญของการนำผล QA ไปใช้เพื่อการพัฒนาให้เหมาะกับลักษณะองค์กร

             ถึงตอนนี้...คุณมีมุมมองความคิดเห็นต่อ QA อย่างไร?

 

20 ตุลาคม 2552

09.20 น.