ในองค์กรธุรกิจนั้นการจ้างงานต้องเกิดขึ้นโดยนำผลกำไรเป็นตัวตั้ง

หมายความว่าองค์กรต้องว่าจ้างคนมาทำงานโดยคนนั้นต้องทำงานสร้างรายได้ให้แก่องค์กรมากกว่าค่าตอบแทนที่องค์กรจ่ายให้แก่คนนั้นเสมอ

เป็นกฎข้อแรกของการทำธุรกิจ เพราะมิฉะนั้นองค์กรจะขาดทุนตั้งแต่ต้นมือ

นี่คือสาเหตุที่คนโดยส่วนใหญ่เมื่อเริ่มต้นอายุสามสิบกว่าๆ จะเริ่มอยากเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง เพราะแรงที่ลงไป 100% นั้นไปสร้างรายได้ 110% ให้แก่เจ้าของกิจการ

อายุที่มากขึ้นทำให้เขาเรียนรู้ว่า "โลก" เป็นอย่างไร และเขาย่อมอยากได้ 110% นั้นเป็นของตัวเอง

การถ่ายทอดความรู้ในองค์กรคือการปรับทรัพยากรบุคคลให้สามารถทำงานได้ 100% ตามที่องค์กรต้องการเพื่อไปสร้างรายได้โดยตรง 110% นั้นต่อไป

สิ่งเหล่านี้จะต่างกับสถานศึกษา เพราะกำไรของสถานศึกษาคือการสร้างคน

อันนี้ผมหมายถึงสถานศึกษาดีๆ นะครับ

ดังนั้นสถานศึกษาจะสร้างคนให้ศักยภาพของเขาได้เต็ม 100%

เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องปกติของ "งาน" ที่แตกต่างกันขององค์กรที่แตกต่างกัน

แต่เมื่อสถานศึกษาต้องการใช้คนล่ะ?

เรากลับเสียเปรียบองค์กรธุรกิจอยู่อย่างแน่ๆ แล้ว 10%

แต่ที่จริงแล้วเราขาดทุนกว่านั้น เพราะเราสร้างคน 100% เพื่อได้ผลตอบแทนทางทรัพยากรบุคคลตั้งแต่ 0% ถึง 100%

ส่วนจะศูนย์หรือจะร้อยขึ้นอยู่กับตัวบุคคล สถานศึกษาโดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยมีโอกาสสอนคุณธรรมได้น้อยกว่าสถานศึกษาระดับต่ำกว่านี้

และ "คุณธรรม" นี่เองจะเป็นตัวบอกว่าเขาจะตอบแทนสถานศึกษานั้นในราคาเท่าไหร่ จะเป็น 0% หรือ 100% หรืออื่นๆ

นี่คือต้นตอของสาเหตุที่สถานศึกษายังขาดคนทำงาน แม้เราเองจะเป็นหน่วยงานสร้างคนทำงาน

มหาวิทยาลัยทุกแห่งขาดโปรแกรมเมอร์ ทั้งๆ ที่สถานศึกษาเป็นองค์กรสร้างโปรแกรมเมอร์ในหลักสูตรต่างๆ มากมาย

อันนี้หมายถึงมหาวิทยาลัยไทย เพราะในหลายๆ ประเทศ การได้เป็นโปรแกรมเมอร์ในมหาวิทยาลัยคือความฝันอันสูงสุดของวิชาชีพนี้เพราะหมายถึงอิสรภาพในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ที่หาที่ไหนไม่ได้ นี่คือสาเหตุที่ซอฟต์แวร์ open source เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย

แต่ในประเทศไทยนักศึกษาเขาไม่อยู่กับเราเพราะค่าตอบแทนต่ำ และ "ความก้าวหน้าในวิชาชีพ" ไม่อยู่ในลักษณะที่เป็นที่นิยมของสังคม

อย่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เราต้องการโปรแกรมเมอร์ในส่วนงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยจำนวนมาก โปรแกรมเมอร์ในที่นี้หมายถึงคนที่รักและชอบในวิชาชีพนี้จริง พร้อมจะอุทิศเวลาและกำลังการทำงานเหมือนกับที่อุทิศให้กับเอกชน 100% ไม่ได้มองเราเป็นเพียงทางผ่าน

ความขาดแคลนนำมาซึ่งเรื่องตลก เพราะต่างฝ่ายต่างก็ถามกันไปกันมา ผมถามอาจารย์คนอื่น อาจารย์คนอื่นถามผม เริ่มมีลักษณะถามกันวนเป็น infinite loop

ใน mailbox ของผมตอนนี้มีอีเมลที่เกี่ยวข้องกับการหาโปรแกรมเมอร์ของมหาวิทยาลัยอยู่ประมาณ 3-4 ฉบับ และ mailbox ผมไม่เคยขาดแคลนอีเมลในลักษณะนี้

เวลาอาจารย์ในสายวิชาชีพนี้จับเข่าคุยกัน เราจะจบด้วยประโยคเด็ด

น่าเศร้าที่เราเห็นเขาเป็น "ลูกศิษย์" แต่เขาเห็นตัวเองเป็น "ลูกจ้าง"

เรา "apprentice" เขา "negotiate"

อย่าภาคภูมิใจในฝีมือตัวเอง หากคุณยังไม่ได้กลับไปตอบแทนสถานศึกษาของคุณ!!