เขาว่ามาให้มันอุ่นใจกัน

 

  "คนบ้านนอก"

บางคนถือว่าเป็นคำดูถูกอย่างแรง ไม่ชอบให้ใครว่า ไม่ชอบให้ใครเอาคำนี้มาเปรียบเทียบกับตัวเอง

      แต่สำหรับผู้เขียน ตั้งแต่ลืมตามาดูโลก ก็พบว่าตัวเองเป็นคนบ้านนอก ๑๐๐ % เรียนโรงเรียนบ้านป่า เดินด้วยเท้าไป- กลับ วันละไม่ต่ำกว่า ๔ กิโลเมตร เวลากลับบ้าน หิวก็หาฝักมะขามอ่อนบ้าง ใบไม้ที่กินได้บ้าง, พุทรา, ฝรั่ง ก็ตามฤดูกาล เสื้อผ้าเป็นสีขาวปนแดง จากฝุ่นลูกรัง

    วันใดที่เห็นผักตบชวาออกดอกสีม่วงอ่อนเต็มคลอง ก็แสดงว่า เทศกาลสอบไล่มาถึงแล้ว วันฟังผลสอบ ก็แวะเก็บลูกข่อยสีเหลืองๆ หวานปนฝาด กินฉลองที่สอบไล่ผ่าน

ก็เพราะเป็นเด็กบ้านนอก

 ครั้นเมื่อไปร่ำเรียนกลับมาประกอบอาชีพเป็นหมออนามัย ก็ไม่พ้นการทำงานที่บ้านนอกอยู่ดี ผู้เขียนสามารถทำงาน และเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านนอกได้ทันที ไม่ต้องปรับปรุงตัวแต่อย่างใด ผู้เขียนชอบ และไม่เคยคิดใฝ่ฝันจะไปทำงานในเมืองเลย

 

 

 

เพราะชีวิตคนบ้านนอก

สดใสซื่อบริสุทธิ์

ชัดเจนในการกระทำ

 เปิดเผย อย่างน่าใกล้ชิด

 

คุณสมบัติที่น่าภาคภูมิใจของคนบ้านนอก ที่ใครอาจไม่รู้ นั่นก็คือ ความอบอุ่น และน้ำใจอันสวยงาม

หากมีใครสักคนในหมู่บ้านต้องการความช่วยเหลือ ก็จะมีคนยกขบวนกันมาช่วย เกือบจะหมดหมู่บ้าน

ดังนั้นสถานีอนามัยของผู้เขียน จึงเต็มไปด้วยหมู่เพื่อนบ้านนับสิบ ที่มาส่งคนไข้เพียงคนเดียวคนเดียว

เขาว่ามาให้มันอุ่นใจกัน

 

 

คนบ้านนอกจึงเป็นกลุ่มคนที่อยู่รวมกันได้อย่างงดงาม มีทั้งความเหมือนและแตกต่าง ที่ผสมกลมเกลียว

จนเป็นภาพศิลป์ ที่สบายตา สบายใจ

......อาจจะเฉิ่ม .....อาจจะเชย

**แต่ก็จริงใจ**

ผู้เขียนไม่เคยเสียดาย ที่เกิดบ้านนอก และเป็นคนบ้านนอกเต็มตัว แต่กลับภาคภูมิใจ ที่มีโอกาสสัมผัสความโสภาของจิตใจหมู่มวลมิตร  และลุ่มน้ำลำคลอง รอบกาย ที่สร้างบรรยากาศให้ผู้เขียน

 +++อารมณ์ดีเสมอ+++

หากใครไม่เข้าใจ ว่าธรรมชาติบำบัดเป็นอย่างไร ก็ขอเชิญมาเที่ยว มาอยู่ มากิน ที่บ้านนอกของผู้เขียนสักเวลา รับรองจะลืมไม่ลง

เอ้า! ใครเป็นคนบ้านนอกบ้าง ยกมือขึ้นด้วยค่ะ