คำสอนของคนผู้ใหญ่คือห้องสมุดหรือตำราเล่มใหญ่ที่มีคุณค่ามาก

 

            บันทึกที่แล้วผมขอยืมนายแบบ “ม่อน” จากท่าน ผอ.ประจักษ์ จริงๆแล้วผมมีความคิดว่าผมจะเขียนเรื่องนี้

            ม่อน เป็นเด็กที่โชคดีมากที่ได้เกิดเป็นหลานตาประจักษ์ ซึ่งให้ความรักความอบอุ่นกับหลานได้เป็นอย่างดี ผมสังเกตุจากการที่ท่านประจักษ์ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น ในบันทึกของผู้ใดก็ตาม จะต้องมีม่อนไปปรากฏทุกที ผมมองว่า นี่คือความรัก ที่คุณตาได้มอบให้ อันนี้ผมไม่ได้กล่าวถึงความรักของพ่อแม่นะครับ

            ด้วยความที่ผมเติบโตมากับคนผู้ใหญ่ สังคมของผมมีความอบอุ่นมาก ปู่ย่าตายายผมได้สั่งสอนผมให้รู้จักเคารพให้เกียรติคนที่อาวุโสกว่า ผมถูกสอนให้เรียกญาติพี่น้องตามลำดับชั้น คนเป็นพี่ก็ต้องเรียกพี่ ผมถูกสอนไม่ให้เถียงคนผู้ใหญ่ที่ตักเตือนเรา พี่ป้าน้าอา สามารถตักเตือนและสั่งสอนผมได้ทุกคน หากผมถูกครูตีกลับมา ผมจะต้องถูกแม่ผมตีซ้ำอีกที เพราะแสดงว่าผมไม่เชื่อฟังครู 

คนผู้ใหญ่มีคุณค่ามาก หากสอนลูกหลานอย่างท่านประจักษ์ ผมมั่นใจว่าเด็กรุ่นนี้จะเป็นเด็กที่มีประสบการณ์ เพราะคนผู้ใหญ่ผ่านประสบการณ์มาก่อน ได้เรียนรู้ชีวิตทั้งล้มเหลวและสำเร็จ สิ่งเหล่านี้หากนำมาบอกกล่าวหรือสอนลูกหลาน และลูกหลานรับฟังย่อมเป็นบทเรียนชีวิต แม้ว่ายุคสมัยจะต่างกัน แต่อย่าลืมว่า อดีต ปัจจุบัน อนาคต มันต้องสอดประสานกัน มันเป็นประสบการณ์ที่คนรุ่นเราไม่ต้องลองผิดลองถูกอีกในประเด็นเดียวกัน

สาเหตุที่คนรุ่นใหม่พลาดอยู่เสมอๆนั้นเพราะว่า คนรุ่นใหม่ ไม่ใส่ใจต่อคำสอน คำเตือน ของคนผู้ใหญ่ ผมถือว่า “คำสอนของคนผู้ใหญ่คือห้องสมุดหรือตำราเล่มใหญ่ที่มีคุณค่ามาก”

ผมอยากให้คนรุ่นใหม่ได้ใส่ใจ สนใจ และนำพาต่อคำสอนของคนผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันอยากให้คนผู้ใหญ่ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีมาอย่างยาวนานให้กับลูกหลานด้วย

ผมจึงเห็นภาพความรักของตาประจักษ์ที่มีต่อหลานม่อนแล้วผมชื่นชมมาก และชื่นชมมานานแล้วครับ เห็นภาพหลานม่อนในอิริยาบถต่างๆ ผมว่าเขาคงซึมซับแบบจากแม่แบบที่มีประสบการณ์

อย่ามองข้ามประสบการณ์คนผู้ใหญ่ ท่านเหล่านั้นคือนักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนได้ ผลที่เป็นจริง คือผลการทดลองในการดำเนินชีวิต ไงละครับท่าน