การใช้กฎหมายและกระบวนการต่างๆ เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาและลงโทษเรื่องการลอกเลียนผลงานวิจัยต้องมีการใช้ อย่างรอบคอบ เพราะจะทำให้การพัฒนาของประเทศที่กำลังพัฒนานั้นทำได้ยาก
      อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความหมิ่นเหม่ต่อการถูกกล่าวหาว่า “ลอกเลียน” คือในบทที่ 3 ซึ่งเป็นกระบวนการหรือระเบียบวิธีที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งกระบวนการทางวิจัยนั้นมีจำนวนจำกัด การจะใช้วิธีการใดๆ ที่นอกเหนือไปจากแบบแผนของระเบียบวิธีวิจัยที่มีอยู่แล้วมักจะไม่ได้รับความ เชื่อถือ ฐานการคิดของระเบียบวิธีวิจัยนั้นเป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น แบบแผน กระบวนการ วิธีการ หรือ ที่เรียกรวม ๆว่า Research Design รวมทั้งแนวคิดของการทำวิจัย หรือ Research Paradigm จะเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันได้เพราะความมีจำนวนจำกัดที่ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการต้องมีการควบคุมอย่างเคร่งครัดและชัดเจน จึงจะทำให้ผลงานนั้นเป็นที่เชื่อถือ และถ้าจะเกี่ยวข้องกับการลอกผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้ว เมื่อมีการใช้กระบวนการทางวิจัยเหมือนกัน มีปัจจัยที่เป็นข้อมูลนำสู่กระบวนการเหมือนกัน ผลลัพธ์ย่อมเหมือนกัน จึงทำให้เกิดการกล่าวอ้างว่าเป็นการลอกผลงานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งความจริงแล้วการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการวิจัยนั้นไม่จำกัดไว้ให้เฉพาะ บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น ทุกคนมีสิทธิที่จะใช้กระบวนการวิจัยในการแสวงหาความรู้ และค้นพบความรู้นั้นได้ และที่สำคัญการค้นหาความรู้บางเรื่องบางอย่างเพื่อหาคำตอบนั้นมีเพียงวิธีการเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ได้คำตอบมา รวมทั้งการค้นคว้าหรือพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย 

                                      โดย รศ.ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ : http://www.thairath.co.th/content/edu/39132