ข่าวมหาวิทยาลัย UC Berkeley ได้รับการจัดอันดับสูงสุดด้านคุณค่าต่อสังคม ที่นี่ ทำให้ผมเขียนบันทึกนี้
นี่คือวิธีจัดอันดับมหาวิทยาลัยแนวใหม่ ที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน คือจัดตามคุณค่าที่มีต่อสังคม ผมปิ๊งทันที ว่ามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ควรถูกวัดแบบนี้ด้วย หรือพูดใหม่ว่า สังคมไทยควรวัดระดับความดีเด่นของสถาบันอุดมศึกษา แนววัดที่คุณค่าที่ให้แก่สังคม แบบที่ นสพ. Washington Monthly ดำเนินการวัด
Washington Monthly ใช้ตัวชี้วัด ๓ หมวด
• คะแนนด้านส่งเสริมการเลื่อนฐานะทางสังคม (Social mobility score)
• คะแนนด้านบริการสังคม (Community Service score)
• คะแนนด้านวิจัย (research score)
รายละเอียดของแต่ละกลุ่มตัวชี้วัดอ่านได้จากเว็บไซต์ของ Washington Monthly ที่นี่
Washington Monthly บอกชัดเจนว่า ระบบจัดอันดับของเขาแตกต่างจากระบบจัดอันดับระบบอื่นๆ ในขณะที่ระบบอื่นๆ ตั้งคำถามว่ามหาวิทยาลัยให้อะไรแก่คุณ แต่ระบบของ Washington Monthly ถามว่า มหาวิทยาลัยให้อะไรแก่ประเทศ
ผมอยากให้มีการจัดทำ university ranking แนวนี้ในสังคมไทย โดยที่ตัวชี้วัดที่ใช้ไม่จำเป็นต้องเหมือนของ Washington Monthly ผมคิดว่า การจัดอันดับแนวนี้ จะเป็นวิธีจัดการส่งเสริม “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของมหาวิทยาลัย ที่เป็นรูปธรรม
ขอบคุณ
ขอขอบคุณ ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ และ อ. ดร. รุ่งภัทร เริงพิชญา แห่งคณะศิลปศาสตร์ ม. มหิดล ที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้
วิจารณ์ พานิช
๔ ต.ค. ๕๒
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ เป็นตัวชี้วัดจัดอันดับมหาวิทยาลัยวิจัยที่ชัดเจนมากค่ะ
โดยเฉพาะประโยคในข่าวที่กล่าวว่า "contribution to the public good in three broad categories: social mobility (recruiting and graduating low-income students), research (producing cutting-edge scholarship and PhDs), and service (encouraging students to give something back to their country)."
และเสริมจากการอ่าน A Theory of the Theory of Public Goods ทั้งสามแนวทางด้านบนช่วยเสริมมหาวิทยาลัยให้เป็น public goods คือ nonexcludable goods & jointness in consumption ค่ะ
เพียงแค่เรา "เริ่ม" คุยกันเรื่อง impact หรือ outcome mapping ของการศึกษาในเชิง "outcomes" ก็เป็นกระบวนการที่น่าสนใจและน่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในตัวมันเอง โดยยังไม่ทันได้ KPI เลยด้วยซ้ำไปนะครับ
สิ่งที่ได้ (outcome) นำไปบูรณาการกับการจัดหลักสูตรที่ส่งผลต่อ outcome ที่พึงปราถนา (ของสังคม ไม่ใช่ของสถานะขององค์กร) ก็จะนำไปสู่ "การศึกษาเพื่อมนุษยชาติที่แท้" ขึ้นได้เลยทีเดียว