ตอนที่ ๑
 
          วันที่ ๔ พ.ย. ๕๒ ที่ปรึกษา รมต. วิทย์ จะระดมความคิดกันว่า ทำอย่างไร งบประมาณวิจัยของประเทศจึงจะเพิ่มจาก 0.25% GDP  ไปเป็น 1% GDP   ท่านหัวหน้าทีมที่ปรึกษา ดร. สันทัด โรจนสุนทร มอบหมายให้ผมคิดการบ้านไปล่วงหน้า     ผมจึงทำการบ้านเอาส่ง บล็อก ก่อน    เพื่อขอความเห็นจากแฟนานุแฟนด้วย
 
 ขยับที่ demand-side  มากกว่าที่ supply-side   หมายความว่า หาทางส่งเสริมให้เพิ่มการลงทุนวิจัยโดยฝ่ายผู้ใช้ผลงานวิจัยให้มากขึ้น    มากกว่าการลงทุนโดยให้เงินสนับสนุนที่ฝ่ายผู้สร้างผลงานวิจัย

  กำหนดให้ mega project ต้องมีเงิน 0.5 – 1 % เป็นเงินวิจัยเพื่อสร้างความรู้ ให้มีผลระยะยาวต่ออุตสาหกรรมหรือกิจการนั้น    รวมทั้งการสร้างนักวิจัยสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการ 

  ลงเงินที่การวิจัย และในขณะเดียวกัน มีการสร้างคน (นักวิจัย) สร้างวัฒนธรรมวิจัยที่มีคุณภาพ    คือต้องระมัดระวังไม่ให้เงินวิจัยล้นคน    อันจะนำไปสู่สภาพที่งานวิจัยด้อยคุณภาพ

  สื่อสารสร้างความเข้าใจในสังคมวงกว้าง ให้เห็นคุณค่าของการลงทุนวิจัย     ให้เห็นว่าเป็น investment  ไม่ใช่เป็น expense

  หาทางทำให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงบประมาณทุกระดับ   และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา  เข้าใจว่างบประมาณแผ่นดินด้านการวิจัยเป็น investment เพื่อความเข้มแข้งของประเทศในระยะยาว    ไม่ใช่เป็น expense ที่มองผลระยะสั้น  

  กวดขัน ไม่ให้มีการนำเงินวิจัยไปถลุงเล่น    หรือเอาไปจัดสรรแบบชุ่ยๆ     ซึ่งจะทำให้ผู้คนไม่เห็นคุณค่าของการลงทุนวิจัย

  จัดการเงินทุนวิจัยอย่างระมัดระวัง   จัดงบประมาณแผ่นดินด้านการวิจัยผ่านหน่วยจัดการงานวิจัยตามผลงาน    ไม่ใช่จัดตามความเป็นพวกพ้อง 

  เงินลงทุนวิจัยภาครัฐ เน้นที่ ๓ อย่าง  (๑) การวิจัยพื้นฐาน  (๒) การสร้างคน (นักวิจัย)  (๓) การจัดการงานวิจัย 
 
  เงินวิจัยเพื่อนำผลไปใช้ประโยชน์ต้องเน้นให้ผู้ใช้เป็นผู้ลงทุน

  อื่นๆ (โปรดแนะนำ)
 

วิจารณ์ พานิช
๑๑ ต.ค. ๕๒