สวัสดีครับ
ผมไม่มีผลงานวิจัยอะไรดีเด่นพอที่จะ comment ในฐานะผู้ทำวิจัย แต่ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะครูอุดมศึกษาคนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น "demand side"
ผมคิดว่าเป็นเรื่องของ "วัฒนธรรมการแก้ปัญหา" ของคนไทย
งานวิจัยก็คือการตั้งคำถาม_หาคำตอบ ที่มีหลักการ เหตุผล และการคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยง ที่ลึกซึ้ง เป็นขั้นเป็นตอน เป็นบูรณาการของฐานความคิด เข้ากับฐานกายและฐานอารมณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นทั้งความรู้ ทักษะ และเจตนคติ
rote learning ที่เกิดจากการทำซ้ำ ท่องซ้ำ อาจจะทำให้เกิดความชำนาญ ความจำ แต่นั่นยังไม่ได้เพาะบ่ม "ฉันทะ" ในการคิดใคร่ครวญ และผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฒนธรรมของสังคม เป็นมหภาค ที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนหลายฝ่าย เป็นเรื่องใหญ่พอที่จะใช้ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ของอาจารย์ประเวศมาเป็นเครื่องยนต์กลไกได้เลยทีเดียว
จากประสบการณ์ส่วนตัวในการสอน ซึ่งอาจจะ generalize ได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่กระบวนการคิดนั้นเราไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไหร่เลย ทั้งๆที่ขนาดใน field medicine ที่การท่องจำอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะต้่องใช้ clinical judgement ด้วยนั้น แต่กระแสแห่งการทำงานตาม map, guidelines และ pre-set answers นั้นรุนแรงมาก การอ่าน journals แทนที่จะอ่านแบบ critical analysis ก็ยังอ่านแบบหาข้อสรุปที่ conclusion, summary ไม่ค่อยชอบอ่านตรง intro และ methodology
การสอน evidence-based ผิดๆ ที่มี judgmental attitude และอคติต่อ evidence-based level 5 คือ personal experiences นั้น ทำให้คนไม่อยู่กับ "ปัจจุบัน" ไม่สังเกต สังกา เป็นอุปสรรคต่อ R2R2R หรือ routine to research อย่างยิ่ง และ judgemental attitude นี้มีอยู่ในทุกวงการ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว จะเรียกเป็น culture ก็ได้ แต่เป็น culture เชิงลบ
การแก้ปัญหาโดยใช้กฏ ระเบียบ ข้อบังคับ ก็เหมือนกัน จะ empower health promotion ก็ออกกฏหมายใส่หมวกกันน็อค จะให้นักเรียนเข้าห้องเรียนก็บังคับเซ็นชื่อ หักคะแนน จะให้คนทำงานในที่ทุรกันดาลก็อัดฉีดเงินแต่ในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นที่ "เนรเทศ" หรือทำโทษคนทำงานไม่ดีจากที่อื่นให้ไปอยู่ในที่นั้นๆ มันมี sense ของการ "ตัดสิน value" ที่ผิดอยู่เต็มไปหมด
แต่ไม่เป็นไร และไม่ได้ทำอะไร
ตรงนี้ที่เป็นอุปสรรคแห่งการเกิด "คำถาม (วิจัย)" ที่ดีและการวิจัยที่มี impact ต่อชีวิตจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ต่อตำแหน่งทางวิชาการของผู้ทำวิจัยเท่านั้น
สื่อมวลชนสนทนากันด้วยภาษาที่เต็มไปด้วยฝ่าย ด้วยการตัดสิน โดยใช้อารมณ์ การทำงานจริงๆที่ไม่มีความชัดเจน หรือวางบนเหตุผล อาทิ การแต่งตั้งตำแหน่งนายตำรวจ เราก็ยังไม่สามารถทำให้เห็นได้ว่ามาจาก meritocratic หรือวางอยู่บนหลักการอะไร เป็นอะไรที่อึมครึม เต็มไปด้วยการพยักเพยิด wing-wing ขยิบหูขยิบตา นี่เป็นบรรยากาศที่ไม่ส่งเสริมการทำงานด้วยหลักการ แต่เป็นการส่งเสริมการทำงานที่เน้นพรรคพวก ผลประโยชน์
ที่กฏออกมากี่ฉบับๆ ก็จะไม่แก้อะไร
ผมจึงคิดว่าสมุฎฐานของเรื่องนี้ อาจจะลึกกว่า KPI บางประการจะแก้ไขได้ในตอนนี้ครับ
ด้วยความเคารพ