ทำอย่างไร งบประมาณวิจัยของประเทศจึงจะเพิ่มจาก 0.25% GDP ไปเป็น 1% GDP  ด้วยนี่เป็นโจทย์สำหรับระดับนโยบาย ผมว่าโจทย์นี้ไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร ประเด็นที่สำคัญที่จะมีน้ำหนักต่อการให้ระดับนโยบายเพิ่มเพดานงบวิจัยน่าจะอยู่ที่ว่า  เราให้ข้อมูลที่solidได้ไหมว่า "งานวิจัยส่วนใหญ่มีผลเกิดimpactต่อเศรษฐกิจและสังคมได้จริงวัดค่าวัดผลได้" ผลการลงทุนของรัฐในงบวิจัยหนึ่งส่วนสามารถวัดได้ว่ามีผลทำให้ GDP เพิ่มกี่ส่วนในแง่S&T หรือตัวชี้วัดอื่นๆที่เป็น intangible สำหรับศาสตร์อื่นๆ หรืออย่างน้อยให้ประเมินออกมาให้ได้ว่า กี่%ที่เป็น research for the sake of research หรือวิจัยเพื่อแก้ปัญหา(ในศาสตร์นั้นๆ)ที่ผู้วิจัยติดใจเอง หรือเคยชิน หรือไล่กวดชิงความเป็นผู้นำของศาสตร์นั้นๆที่ตัวเคยทำตอนเรียนเมืองนอก หรือทำป.โทเอกในเมืองไทยก็ตาม โดยไม่ได้มีส่วนถูกปรับใช้ต่อบ้านเราเลย หรือไม่เกิดผลที่ตอบปัญหาของประเทศเราเลย  ถ้าเราไม่มีข้อมูลตรงนี้ วงการวิชาการคงตอบประเทศชาติไม่ได้หรอกครับว่า กี่%ของGDPที่ว่าเหมาะสม   ผมมีนิทานเรื่องหนึ่งที่พอจะสะท้อนภาพตัวตนและอุปทานที่แรงและเห็นยากของ Proud Researcher คนหนึ่งมาเล่าให้ฟัง

ดังนี้ครับ // มีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่ก่อนไปเรียนนอกได้ทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่านและมีผลงานตีพิมพ์ทั้งในและนอกประเทศหลายเรื่อง ทั้งนี้ตั้งแต่ก่อนไปเรียนโทและเอก เขามีความภูมิใจมากและตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นศาสตราจารย์ที่มีอายุน้อยที่สุดของสาขา ตอนไปเรียนโทเอกยิ่งได้ไปอยู่ในlab.ที่กำลังทำงานวิจัยในแนวที่กำลังฮิตของสาขา เขายิ่งทุ่มเททำงานวิจัย อีกทั้งด้วยไปจากประเทศกำลังพัฒนาจึงพยายามสร้างตัวเองให้มีความลุ่มลึกในวิชาการอย่างใฝ่รู้ แบบว่าเองรู้แค่ไหนข้าก็รู้ได้ไม่แพ้เอง เขาได้มีส่วนพัฒนาแนวการวิจัยและมีส่วนในการตั้งโจทย์ที่อาจารย์ที่ปรึกษายอมรับ หลังจบงานส่งเล่มวิทยานิพนธ์ หัวหน้าภาควิชาทราบก็ได้บอกprofessorของเขาว่าให้พาเขาไปพบที่ห้อง ท่านจะเปิดแชมเปญเลี้ยงฉลองให้ ในขณะที่คุยกันไปมา หัวหน้าภาคฯซึ่งเป็นauthorityที่เด่นคนหนึ่งของสาขาวิชาการนั้นๆในโลก ได้ถามเขาว่า เขาจะกลับไปจะทำอะไรที่เมืองไทย ชายหนุ่มก็ตอบไปอย่างสมความภาคภูมิที่ได้สั่งสมวิชาการและเรียนรู้เทคนิคการวิจัยที่เป็นแนวหน้าของโลกว่า "ผมจะกลับไปทำงานวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำนมของวัวนมในเมืองไทยให้ให้นมสูงขึ้น" หัวหน้าภาคฯส่ายหัวเค่นเสียงออกทางจมูก(แบบผู้ดีอังกฤษ)แล้วพูดว่า คุณไม่เห็นจะต้องไปวิจงวิจัยอะไรเลยถ้าต้องการเพิ่มน้ำนมวัวในบ้านคุณ แค่ให้วัวมันได้กินตามความต้องการ(ตามความต้องการโภชนะ ซึ่งเป็นความรู้ที่เราสอนเด็กป.ตรี)ก็นมเพิ่มแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นนั่งตลึง และเกิดตกผลึกทางความคิดขึ้นมากับตัวเองว่า ยิ่งเรียน ยิ่งรู้ ตีนยิ่งไม่ติดดิน วัวทั้งประเทศอยู่ในสภาพให้ผลผลิตภายใต้สภาพmalnutrition แค่bottom lineของการผลิตเรายังทำให้เกิดไม่ได้เลย จากวันนั้นโลกทรรศน์ของหนุ่มคนนี้ก็เลยเปลี่ยนไป ปลดอุปทานในศาสตร์ออกได้ และใช้เวลาครึ่งชีวิตในการฝึกทำในระดับฟาร์มกับมือ และนำความรู้ที่มีไปสอนอบรมชาวบ้านให้เลี้ยงวัวให้ถูกต้อง นั่นคือ"ให้มันกินให้พอกับความต้องการ อย่าปล่อยให้วัวผอมหลังคลอด"  เพราะประสบกับตัวเขาเอง จึงเข้าใจเพื่อนนักวิชาการบางคนที่ตกเป็นเยื่อเป็นทาษของอุปทานหมายมั่นในศาสตร์ตามประสพการณ์และความเคยชินของแต่ละคนอย่างไม่รู้เท่าทัน และเขาก็ไม่ไปทะเลาะหรือเถียงเชิงlogicกับใครเพราะเขารู้ว่าประสพการณ์ตรงที่ได้รับ อธิบายยากด้วยlogicที่ใช้กันอยู่ // จากตัวอย่างเด็กหนุ่มคนนี้ผมว่าเรามีงานวิจัยที่ไม่เป็นประโยชน์หรืออ้างได้ว่าเกิดองค์ความรู้ แต่อาจเป็นองค์ความรู้ที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย และหรือได้ตีพิมพ์ในวารสารเด่นๆที่มี impact factor สูงๆแต่ไม่เกิด impact ต่อเศรษฐกิจและสังคมเลยอยู่มาก และเราเองก็เหมือนจะรู้ๆกันอยู่ว่างานวิจัยของเราส่วนใหญ่อยู่หิ้ง ถึงจะพยายามหาทางโปรโมทกันให้เกิดการเอามาใช้ ตีปี๊บกันไปมา สุดท้ายก็หลอกตัวเองกันทั้งนั้น เพราะมันไม่เป็นเหตุปัจจัยกัน สุดท้าย แล้วเราจะดึงความจริงตรงนี้ออกมาให้กำหนดรู้ให้เห็นชัดๆได้อย่างไร นี่เป็นโจทย์ข้อที่หนึ่งที่ต้องการคำตอบ แล้วจึงจะได้มีจุดเริ่มต้นในการบริหารหรือทำให้ทุนวิจัยที่จะจัดให้แต่ละโครงการ เป็นงานวิจัยที่ตอบปัญหาชาติหรือต้องมีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริงจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามอีกหนึ่ง ดังนั้นจะให้งบวิจัยของชาติเป็นกี่%ของGDPจึงใช่เรื่องสำคัญครับ อีกทั้งหลังจากใช้เงินกู้ที่ว่าเอามาแก้วิกฤตหมดแล้ว เราก็จะหน้าเขียวกันถ้วนหน้าครับ เพราะงบประมาณ โดยเฉพาะงบวิจัย มีแต่จะลดลงครับ ยิ่งหาคำอธิบายฝ่ายการเมืองไม่ได้ ว่างบวิจัยมีผลต่อการเพิ่มหรือขยายตัวทางเศรษฐกิจตรงไหนอย่างไร เผลอๆเขาตัด รูดลงโดยไม่ดู%หรอกครับ /เคารพและนับถือ ดำรง