วันนี้ ไปสะสางเรื่องเล่าแล้วได้มุมเรียนรู้เพิ่มอีก จากเรื่องเล่าที่ร.พ.ถลางนำเสนอ เป็นเรื่องก่อนหน้าที่จะมีการบริการตรวจเท้าซึ่งมีบางมุมที่ให้ข้อสะกิดใจให้นำไปใช้พัฒนาคุณภาพการดูแลเบาหวานของชาวเรากันได้

น้องศิริลักษณ์ ณ ถลางเล่าเบื้องหลังให้ฟังว่า ร.พ.ถลางมีคนไข้เบาหวานมาใช้บริการอยู่ลำดับต้นๆ เรียกเป็นมือวางใน 5 อันดับแรกว่างั้นเหอะ ทำงานไป ทำงานกันมา คนไข้เบาหวานเพิ่มขึ้นทุกๆปี ปีหนึ่งก็ราวๆร้อยกว่าสองร้อยราย
การตรวจเท้าเบาหวานที่เล่าให้ัฟังในเรื่องก่อนหน้าเพิ่งเริ่มลงมือทำได้ราวๆปีเศษ
ตอนเริ่มลงมือทำก็พบว่า คนไข้ที่มีเท้าผิดปกติ มีคนที่ประสาทความรู้สึกส่วนปลายแย่ไปแล้วเกือบสิบคน แล้วก็ยังมีส่วนหนึ่งเจอแผลที่เท้าด้วย ขนาดว่าได้ส่งไปพบคุณหมอตั้งแต่พบแผล ก็ยังมีคนไข้โดนตัดเท้า่เข้าไปเกือบครึ่งของคนมีแผลเชียวนะ
เรื่องราวที่พบเมื่อย้อนดูก็พบว่า อัตราตัดเท้าสูงมากเชียว ทำให้หวนคิดว่าน่าจะมีจุดอ่อนอยู่ตรงไหนสักเรื่องที่ไม่ได้ปรับปรุง ควักล้วงและค้นหาสาเหตุแล้วพบว่าุมาจากระบบที่ไม่ได้กำหนดข้อตกลงว่าให้ตรวจเท้าเมื่อไรอย่างไร ทีมงานจึงไม่รู้และไม่ได้ช่วยกันตรวจให้

ที่มีการตรวจก็ตรวจบ้าง ไม่ตรวจบ้าง ไม่ต่อเนื่องอย่างที่ควร แล้วยังขาดอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการตรวจ
ทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อรู้สาเหตุกันแล้ว หลังจากได้ลงมือจนมีความต่อเนื่อง ทีมงานก็พบว่าไม่มีคนไข้ถูกตัดขาอีก แถมภูมิใจอีกด้วยที่ช่่วยคนไข้คนหนึ่งซึ่งเกือบโดนตัดนิ้วเท้า ไม่ให้ต้องเสียนิ้วเท้าและไม่เป็นแผลเลยจนบัดนี้ โดยญาติร่วมดูแลจนแผลหายไปสิ้นด้วยความสมัครใจ
ชวนฝึกเรียนรู้ อ่านแล้วสะกิดอะไรบ้าง ลองถอดบทเรียนของตัวเองดูนะคะ
12 ตค.2552
สวัสดีค่ะพี่หมอเจ๊
อยากตรวจเท้าด้วยตัวเองเป็นบ้างจังค่ะ
คงต้องฝึกนานเลยเนอะ....
ขอบคุณค่ะ
เรื่องเท้าเป็นจุดอ่อนจริงๆอย่างที่คุณหมอว่า เทคนิคการสอนที่จูงใจให้ผู้ป่วยสนใจตรวจเท้าตนเองทุกวันเป็นประเด็นที่เต้าเจี้ยวให้น้ำหนักมากที่สุด เพราะการตรวจเท้าแบบละเอียดต้องใช้เวลานาน ต้องทำควบคู่กันไปค่ะ
แวะมาเติมเต็มความรู้ ความเข้าใจเรื่องเบาหวานค่ะ
วันที่ 13 พย.รพ.สมุทรสาครจะจัดมหกรรมเบาหวาน
พี่มีโอกาสคุยโต๊ะกลม
จึงได้ทราบว่าที่รพ.มีคนรู้จักน้องหมอเจ๊ด้วย
ได้แนะนำให้เข้ามาอ่านบันทึกของน้องหมอเจ๊
เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์
ในการทำงานเบาหวาน
ทุกคนที่ไม่รู้จักก็ตื่นเต้น
ที่มีคุณหมอใช้KM.
ในการทำงานด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ