ผมเข้าใจว่ารากศัพท์ “ภาษ” น่าจะแปลว่าการพูด ไม่ได้แปลว่า เขียน ไวยากรณ์ การเขียน และ ไวยากรณ์น่าจะมาทีหลัง หลังจากพูดเป็นแล้ว

จากประสบการณ์ตรงของผม ทั้งส่วนตัว และการทำงาน พบว่าคนไทยมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาที่สอง โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ค่อนข้างมาก

ผมก็เคยมีปัญหาดังกล่าวสมัยมาทำงานใหม่ๆ แบบไม่กล้าพูดกับใคร เห็นฝรั่งเดินมาต้องหาทางเลี่ยงหลบมากที่สุดที่จะทำได้ เพราะพูดไม่เป็น กลัวพูดผิด 

จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง มีอาสาสมัครอเมริกันมาพักอาศัยอยู่ใกล้ๆบ้านพักที่ผมอาศัย ในมหาวิทยาลัย เขาพยายามหัดพูดภาษาไทยกับเรา เราก็เลยนึกสนุกแบบพูดไทยคำฝรั่งคำ ไม่กลัวผิด 

พอเห็นผมพูดผิดมากๆเขาก็แนะนำให้ เขาพูดผิดมากๆเราก็แนะนำให้ ถ้อยทีถ้อยอาศัย

ทำให้การพูดภาษาอังกฤษของผมพัฒนาไปรวดเร็วกว่าที่เคยเรียนมาทั้งระดับประถม มัธยม ปริญญาตรี และ โท

ที่ทำให้ผมกล้าและมั่นใจที่จะไปสอบเข้าเรียนปริญญาเอก

ที่จริงก่อนหน้านี้ ผมเคยเรียนภาษาอังกฤษมาก็หลายรอบ ทั้งเรียนในชั้น เรียนพิเศษ เรียนแบบหลักสูตรเร่งรัดตอนได้ทุนเรียนปริญญาโท ก็ยังไปเรียนภาษาอังกฤษก่อน

แต่ก็ไม่มีความสามารถพอที่จะ “กล้า” พูดภาษาอังกฤษกับใคร

เมื่อมีโอกาสมาพบวิธีการเรียนที่ถูกต้อง จึงพยายามทำความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาในรุ่นลูกได้อย่างทันเหตุการณ์พอดีๆ

  • ผมสอบผ่านได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกที่ออสเตรเลีย กล้าพูด กล้า เขียน กล้าบรรยาย และกล้าที่จะถกเถียง “ปรัชญา” กับฝรั่ง โดยใช้ภาษาอังกฤษ
  • ไปเช่าบ้านร่วมกับนักเรียนฝรั่ง เพื่อที่จะมีโอกาสพูดได้บ่อยขึ้น
  • ใช้หลักการนี้ ทำตัวเป็น “คุณอำนวย” สอนภาษาอังกฤษให้ลูกชาย และลูกสาว
  • โดยเริ่มจากการพูดให้ได้ ผิดถูกไม่สำคัญ หัดฟังและโต้ตอบ แล้วจึงไปเรียนการใช้ภาษา ไวยากรณ์ และการเขียน เป็นลำดับสุดท้าย

ผลเชิงประจักษ์ก็คือ

  • ผมกล้าที่สื่อสารกับต่างชาติแบบไม่กลัวผิด ถ้ามีฝรั่งคนไหนบอกว่าผมพูดผิด หรือเขียนผิด ผมจะท้าสลับภาษาทันที โดยให้ผมพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษ เพื่อแข่งกับเขาที่พูดและเขียนโดยใช้ภาษาไทย ที่ไม่มีใครกล้ารับคำท้า และยอมมองข้ามข้อผิดพลาด แบบไม่สนใจมากนัก
  • ลูกชายผมไปสอบเข้างานที่ไหนก็ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเขาสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ วิชาการนั้นไม่เท่าไหร่ แต่ตอบคำถามทุกประเด็นได้พอๆ กับพูดภาษาไทย เขาก็ยอมแล้วครับ
  • ลูกสาวผม ปัจจุบัน จดบันทึกทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งส่วนตัวและการเรียนมหาวิทยาลัย (แม้จะฟังบรรยายเป็นภาษาไทย)
  • สามารถ อ่าน พูด เขียน ภาษาอังกฤษ ได้ดีเท่าๆ กับภาษาไทย
  • ชอบอ่านตำราภาษาอังกฤษ มากกว่าตำราที่ “ดัดจริต” แปลเป็นภาษาไทย แบบดูยังไงๆ ก็ยังมีคราบภาษาอังกฤษอยู่จนน่ารำคาญ
  • ที่ใช้ภาษาไทยก็เฉพาะทำรายงาน กับเขียนตอบข้อสอบเท่านั้น
  • ภรรยาผมที่อยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว ก็สามารถพูดจาโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษแบบ “ไม่มีปัญหา”

เรื่องนี้น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเรียนภาษาที่แท้จริง

และผมเข้าใจว่ารากศัพท์ “ภาษ” น่าจะแปลว่าการพูด

ไม่ได้แปลว่า เขียน หรือ ไวยากรณ์ อย่างที่เราเน้นเรียนกัน

ารเขียน และ ไวยากรณ์น่าจะมาทีหลัง (และควรสอนทีหลัง) หลังจากพูดได้แล้ว

เพราะ เมื่อพูดได้แล้ว อย่างอื่นก็ตามมาเอง ในทุกภาษา (จากข้อสังเกตที่คนไทยทุกคนพูดไทยได้ โดยอาจจะเขียนหรืออ่านไม่ได้ ก็ได้)

ทีนี้ในระบบการเรียนการสอน

เราสอนกันแบบ “ย้อนศร” การพัฒนาการทางสมอง และการเรียนรู้ด้านภาษาของคน

ที่ทำให้ผู้เรียนอย่างผม กลายเป็นคน “อ่อนภาษา”

ไปอย่างไม่น่าจะมีใครเชื่อ

และกล้าพูดว่า "เป็นวิชาเดียวที่ผมสอบตกในระดับปริญญาตรี"

ทั้งๆที่วิชาอื่นๆ ผมได้คะแนนสูงเกือบทั้งหมด จนมีสิทธิ์สมัครทุนเรียนปริญญาโทของทบวงมหาวิทยาลัย (ที่มีตำแหน่ง "อาจารย์" ให้เลือกไปลง พร้อมๆกับทุนการศึกษา)

และ เมื่อผมกลับมาคิดถึงการเรียนภาษาไทยของผม และคนไทยทุกคน

ผมก็ไม่เห็นแม่คนไหนสอนให้ลูกเขียนให้ได้เสียก่อน รู้ไวยากรณ์เสียก่อนที่จะหัดพูดภาษาไทย

และไม่มีแม่คนไหนที่ “บังคับสอน” ให้เด็กท่องว่า "อักษรกลางของไทยมีเก้าตัว" ก่อนที่หัดพูดภาษาไทยคำแรก (แบบที่ถูกบังคับให้ท่องในภาษาอังกฤษ)

เพราะนั่นคือ ธรรมชาติที่แท้จริงของการเรียนภาษา

  • ที่น่าจะแปลว่า “การเรียนพูด”
  • การเขียนน่าจะเป็นการบันทึกคำพูด ที่ตามมาหลังจากพูดได้แล้ว
  • ที่อาจต้องไปเรียนไวยากรณ์
  • ที่ช่วยให้การเขียนมีหลักการ และไม่ผิดเพี้ยนไปตามสำเนียงและวิธีการพูดของแต่ละคน

นี่คือหลักการเรียนภาษาที่ผมเข้าใจ และพัฒนาผลเชิงประจักษ์ในครอบครัวผม

และผมว่า ยังไม่สาย ที่เราจะมาทำความเข้าใจปัญหาการเรียนการสอนภาษาในสถาบันการศึกษาทุกระดับ

โดยปรับกระบวนการให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ประหยัดมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีผลการเรียนที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

ไม่ต้องมาอึดอัดกับการ “ใช้ภาษาที่สอง” ไม่ได้ (จะเป็นภาษาใดก็แล้วแต่)

จนทำงานไม่ได้ การติดต่อสื่อสารผิดพลาด จนอาจเป็นขีดจำกัดในการทำงาน และเกิดความเสียหายกับการทำงาน และการดำรงชีวิตประจำวัน

น่าจะดีกว่าไหมครับ