วันนี้ได้เห็นชื่อบันทึก แนะนำหนังสืออ่านฟรี บนห้องสมุดออนไลน์ ของท่าน Prof. Vicharn Panich ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาว่า ถ้ามีใครมาแนะนำ หรือบอกใครต่อใครว่า ถ้าจะหาอ่านความรู้ดี ๆ ใหม่ ๆ สด ๆ แนะนำให้มาอ่านฟรีที่ Gotoknow...
ถ้าหาก Gotoknow ได้รับการยอมรับในวงวิชาการไทยและทั่วโลกอย่างนั้นก็คงจะดีเน๊อะ
ทำไมหนอ ทั้ง ๆ ที่ความรู้ใน G2K นี้ ใหม่กว่า สดกว่าความรู้จากหนังสือหรือตำรา รวมทั้งเป็นความรู้ที่สามารถสื่อสารแบบสองทาง (Two way communication) คือ สามารถโต้ตอบกับผู้เขียนได้ ไม่เข้าใจอะไรก็ถามได้ หรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติมนอกจากที่เขียนลงไว้ก็ถามได้ แล้วทำไม G2K ถึงดูว่าจะสู้ "หนังสือ..." ไม่ได้หว่า...
หรือว่าไม่ "ขลังค์" พอ อ่านหนังสือ ถือหนังสือแล้วดูขลังค์ ดู "ศักดิ์สิทธิ์"
หรือว่าไม่ "เสียตังค์" แล้วมันดูไม่ดี...
นักเขียนใน G2K หลาย ๆ คนก็เลยต้องเปลี่ยนจากความรู้สดในนี้ นำไปตากให้แห้งไว้ใน "หน้ากระดาษ"...
สงสัยว่าอยู่ในกระดาษคง "เท่ห์" กว่าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
หรือเป็น "รสนิยม" ของ "หนอนหนังสือ..."
ความรู้ต้องอยู่ในหนังสือเท่านั้น จะมาอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างนี้ไม่ได้ มันไม่ "น่าเชื่อถือ..."
มันก็แปลกดีที่ G2K เป็นช่องทางสร้างนักเขียน เขียนเก่งมาก ๆ ดีมาก ๆ ก็กลายเป็นนักเขียน "เขียนหนังสือ..."
หรือว่าเขียนในนี้แล้วไม่ได้ "ตังค์..." ก็เลยต้องไปพิมพ์หนังสือเพื่อหา "ตังค์..."
อื้มมมม เป็นเพราะอะไรน๊อ???
หรือว่านักเขียนไม่ได้ "คุณภาพ" แต่ละท่าน แต่ละคนก็มีชื่อเสียงโด่ง "ดัง" กันท่านนั้น ประสบการณ์คับแก้ว ดังนั้นเรื่อง "คุณภาพ" ไม่ต้องพูดถึง...
เอ่... น่าจะเป็นเรื่อง "ค่านิยม"
เราถูกปลูกฝังให้ "อ่านหนังสือ" กันมาตั้งแต่เด็ก อะไรอะไรก็คงต้อง "อ่านหนังสือ" มั๊ง...?
เป็นโจทย์ที่น่าสนใจทีเดียว ระหว่างความรู้สดใม่ ไฉไลใน G2K แห่งนี้ กับความรู้แห้ง ๆ ที่ถูกตีให้แบนผ่านหน้ากระดาษ ทำไมคนเราถึงชอบความรู้แห้ง ๆ มากกว่า...
หรือว่า ความรู้ในนี้เอาไปสอบ เอาไปแลกใบ "ปริญญา" ไม่ได้ เพราะวงการวิชาการไทยเขา "ไม่ยอมรับ..." (สงสัยจะยังไม่ผ่านการเซ็นเซอร์จากนักวิชาการแว่นหนา ๆ...)
อื้ม อันนี้ก็น่านะจริง ความรู้ในนี้มัน "ใหม่เกินไป" มันใหม่เกินตำราที่เขาสอนกันในมหาวิทยาลัย ถ้าใครอ่านไปเดี๋ยวจะ "เก่งเกินครู..."
ครูยังสอนในหนังสืออยู่ เราดันไป "ทะลึ่ง" รู้มากกว่าครูเดี๋ยวจะ "สอบตก" เอาง่าย ๆ...
เด็ก ๆ รุ่นใหม่ก็เลยไปเล่น Hi5 ดีกว่า
อ่านอะไรจากในนี้ไปใคร ๆ เขาก็ไม่ยอมรับ
อ่าน "หนังสือ" ที่อาจารย์สอนก็พอแล้ว
Internet มีไว้เล่นเอ็ม (Msn) ใช้ Hi5 ก็พอแล้ว
"เรียนเท่าที่สอน และสอนเท่าที่เรียน..."
คิดไปคิดมาก็ "คิดไม่ออก" ไม่รู้เป็นเพราะว่าเหตุผลกลใด ทำไมความรู้ใหม่ ๆ ถึงสู้ความรู้เก่า ๆ ไม่ได้...?

นมัสการพระคุณเจ้า
อาจจะเป็นที่ลักษณะของตัวสื่อก็ได้นะครับ
"หนังสือ" นอนอ่าน พกพา ราคาถูก
"G2K" ทำงานอยู่หน้าจอคอมฯ ทุกขนาด นอนอ่านได้ แต่แพงกว่า (PDA Phone)
เรียกง่าย ๆ ว่า G2K มันนอนอ่านลำบาก ด้วยเหตุปัจจัยอื่น ๆ ครับ
กราบขอบพระคุณท่านที่ตั้งประเด็นไว้ครับ
เจริญพร
ขอร่วมแลกเปลี่ยนหน่อยนะครับ
ทันที่ที่เห็นชื่อเรื่องบันทึกนี้ ก็รีบเข้าดู
ไม่เสียเที่ยวครับ ประเด็นเฉียบ แหลมคม เป็นข้อสังเกตุที่ไม่ธรรมดา
ถ้าถามคำถามนี้กับผม ผมจะตอบอย่างไร ผมคิดว่าจะตอบอย่างนี้ครับ
ความรู้ และตำรา เป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ที่เข้าถึงยาก
ในยุคสมัยแรก ๆ ที่มีหนังสือ มีตำรา จำได้ไหมครับว่าส่วนใหญ่เป็นตำราในทางศาสนา ผู้เข้าถึงคือนักบวช
ตัวหนังสือและตำราจึงอยู่ในรั้ววัดซะเป็นส่วนใหญ่ (ทั้งวัดไทย ฝรั่งและแขก)
กระทั่ง ตัวหนังสือและตำราย้ายออกมานอกวัด ย้ายมาสู่นักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่ก็มิได้ย้ายออกมาสู่ชาวบ้านร้านรวง หนังสือหนังหา ตำรับตำรา ก็ยังเป็นของสูงอยู่ดี
พัฒนาเรื่อยมาถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับตำราค่อนข้างมาก เป็นภารกิจหนึ่งของอาจารย์ที่จะต้องผลิตตำรา
เคยอ่านตำราวิชาการไหมครับ ผมเคยอ่าน อ่านแล้วหลับ ยาก ไม่เข้าใจ ซับซ้อน เข้าถึงยาก ตำราอย่างนี้นี่แหละที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการ
แน่นอน ตำราต้องทำให้ยากเข้าไว้แม้เรื่องง่าย ๆ มิเช่นนั้นไม่ขลัง
ผู้ที่จะไต่เต้าทำผลงานต้องอ้างอิงตำรายาก ๆ ขลัง ๆ เหล่านั้น
อ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม มิได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ เพราะแหกขนบไม่อ้างตำราสตึ ๆ เหล่านั้น
โลกเปลี่ยนไป แต่ไม่มั่นใจว่ามหาวิทยาลัยตามทันหรือไม่
แต่ที่แน่ ๆ ยังยึดตำราที่เป็นหนังสือครับ
เพื่อนผมคนหนึ่งอ้างอิงความรู้จากในโลกไซเบอร์ แต่มิได้การยอมรับ ทำไม่ได้... ต้องหนังสือตำราเท่านั้น
แม้ว่าตำรานั้นจะแต่งมาหลายทศวรรษแล้ว
ผมสรุปของผมอย่างนี้ครับ ความรู้/วิชาการ/ตำรา ต้องขลัง มิเช่นนั้นผู้คนจะเข้าถึงได้หมด แล้วมหาวิทยาลัยจะอยู่ตรงไหน
อาจเป็นเพราะวัยรุ่นสมัยนี้เขาไม่รู้จัก G2K หรือเปล่า จึงทำให้ไม่มีวัยรุ่นเข้ามาอ่าน ถ้ามีการเผยแพร่ไปตามสถานศึกษา(เพราะคนเขียน/อ่านบล๊อกเหล่านี้ส่วนมากเป็นอจ.ทั้งนั้น) โดยให้อจ.เหล่านี้เป็นผู้ประสานงานหรือแนะนำ จะไม่ดีกว่าหรือคะ เพราะอจ.น่าจะเป็นคนแนะนำได้ดีที่สุด อีกเรื่องอาจเป็นเพราะเป็นวิชาการมากเกินไปหรือเปล่าเด็กๆเลยกลัวไม่กล้า/ไม่อยากเข้ามาอ่าน สู้เข้าไปบล๊อกอื่นๆที่พูดอะไรก็ได้แบบไม่มีสาระ ถ้าทำให้อ่านแล้วไม่เครียด/ไม่เป็นวิชาการมากไป อาจจะมีเด็กๆเข้ามาอ่านมากกว่านี้ก็ได้
ปล.ตอบแบบคนไม่เข้าใจนะคะเพราะที่เข้ามาในบล๊อกนี้ได้ก็มีคนแนะนำไม่งั้นก็ไม่ทราบว่ามีบล๊อกแบบนี้
อาจจะขึ้นกับสไตล์นะครับ
สำหรับผมชอบทั้งแห้ง และ สดครับ
คำตอบของท่านอาจารย์ Wasawat Deemarn น่าสนใจ เพราะว่าเราก็อ่าน G2K จากโทรศัพท์ลำบากเหมือนกัน...
ช่วงนี้เดินทางบ่อย ไปโน่น ไปนี่ นั่งรถอยู่ก็เอาโทรศัพท์เปิด G2K ดู กว่าจะเปิดได้ "นาน" เชียว ไม่ใช่เวปเขาไม่ดีนะ โทรศัพท์เรามัน "ช้า..."
ก็พอดูได้ โหลดได้ทีละหน้า ทีละหน้า ไม่เหมือนดูในคอมพิวเตอร์ เปิดหน้าโน้น หน้านี้ไว้ อ่านหน้านี้เสร็จ หน้าโน้นก็โหลดเสร็จพอดี...
ถ้าจะทำให้ G2K นอนอ่านได้จะทำอย่างไรน๊า สงสัยงานจะเข้า "มะปรางเปรี้ยว" อีกแล้ว(แต่ก็คงไม่ต้องทำหน้าจอเอียง ๆ หรอกเน๊อะ)
คนที่จะเข้ามาอ่านในคอมพิวเตอร์นี้ต้อง "ตั้งใจ" เข้ามาอ่านจริง ๆ กว่าจะตั้งใจได้ก็ใช้เวลานาน อุปสรรคเยอะ
ต้องว่าง ๆ ต้องมีเวลามาก ๆ ต้อง "คุ้ม" ค่าในการเข้ามา
ปกติแล้วคอมพิวเตอร์ที่มีอินเทอร์เนทส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ทำงานเสียด้วย
ถ้ากลับบ้านแล้ว ก็ต้องให้เวลากับครอบครัว ต้อง "นอน" คุยกับลูก จะมานั่ง "โจ้" อยู่หน้าคอมฯ เดี๋ยวครอบครัวก็จะไม่ "อบอุ่น..."
ตอนเช้าก็ก่อนออกจากบ้าน พ่อบ้านก็อ่านหนังสือพิมพ์ แม่บ้านก็อ่านนิตยสาร ใครที่ไหนเล่าจะมาเปิดคอมฯ อ่าน Gotoknow...
พักเที่ยงไปทานข้าว ร้านอาหารก็มีแต่หนังสือแฟชั่น ร้านอาหารที่ไหนเล่าจะเอาคอมพิวเตอร์มาเปิดให้เราใช้
นั่งรถไป นั่งรถมาก็เห็นแต่ป้ายโฆษณาใช้เบ้อเร่อ อ่านไปอ่านมาก็เพลิน ๆ ดีเหมือนกัน
ทำงานทั้งวันก็หัวปั่น เพราะว่านายจ้างเขาก็ใช้เราอย่าง "คุ้มค่า..." กลับบ้านมาก็หลับเป็นตาย...
เวลาเข้าห้องน้ำเหรอ น่าดีจะดี เพราะเห็นหลาย ๆ คนชอบหยิบหนังสือเข้าไปอ่านในห้องน้ำ
สงสัยจะเป็นอย่างที่ท่าน Phornphon กล่าวไว้ ว่า "ไลฟ์สไตล์" กับ G2K นั้นไม่ค่อยเข้ากัน
แต่ทว่า... นักเรียน นักศึกษา หรือคนที่ขวนขวายหาความรู้นี้ ทำมั๊ยยังไป "งม" อยู่กับหนังสืออย่างที่ท่าน หนานเกียรติ กล่าว
อะไร อะไร ก็จะให้ไปอ่านแต่หนังสือ สงสัยว่าอาจารย์จะชอบ "สอนหนังสือ" กันแน่ ๆ เลย
หนังสือนั้นต้องใช้เงินแลกมา แล้วถ้าเขียนหนังสือ เขียนตำราก็จะได้มาซึ่ง "เงิน..."
สงสัยจะเป็นเรื่อง Supply chain mangement (ห่วงโซ่อุปทาน) ของบริษัทหนังสือเป็นแน่แท้ ที่มาปั่นป่วน "จริต" ของนักวิชาการด้านการศึกษาในเมืองไทย หรือว่าท่านอาจารย์ทั้งหลายนั้น "งมงาย" กันไปเอง...
จะว่าท่านอาจารย์ทั้งหลายก็ไม่ได้เน๊อะ ก็อาจารย์ของอาจารย์เขาสอน เขาถ่ายทอดกันมาอย่างนั้น
เห็นทำวิจัยกันหัวฟู ก็ยุ่งกันแต่เรื่องอ้างอิงกันเนี่ยแหละ
นักศึกษาบางคนแก้บรรณานุกรมแล้ว แก้บรรณานุกรมอีก แก้แล้ว แก้อีกอยู่อย่างนั้น
มหาวิทยาลัยนี้ใช้แบบโน้น มหาวิทยาลัยโน้นใช้แบบนี้
อาจารย์มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่จบมาคนละที่กันก็เรียนกันมาคนละอย่าง มาหาคนนี้ก็ว่าผิด ไปหาคนโน้นก็ว่าถูก สงสัยวงการวิชาการไทยจะเจริญอย่างโชติช่วงชัชวาล ถ้าหากนักศึกษาแตกฉานด้าน "บรรณานุกรม..."
ในรั้ววัดนี่มีหนังสือเป็นตู้ เป็นตู้เลยครับท่าน หนานเกียรติ แค่เห็นตู้หนังสืออย่างเดียวก็ "หนัก" ใจแย่แล้ว
ยิ่งเดี๋ยวนี้คนเข้าใจว่า "ธรรมทาน" ได้อานิสงส์มาก ก็ถวายหนังสือกันใหญ่เลย ถวายพระไตรปิฎกกันเป็นตู้ ๆ เลย (ไม่รู้ว่าคนถวายได้อ่านหรือเปล่า"
พระเห็นหนังสือพระไตรปิฎกแล้วก็ "มึน" ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอ่านตรงไหน อ่านไปอ่านมาก็มึนอีก "ไม่เข้าใจ" สงสัยว่าจะต้องเก็บไว้ใน "ตู้" ให้เรียบร้อย "เหมือนเดิม..."
ไปกล่าวพาดพิงถึงตู้พระไตรปิฎก เดี๋ยวท่าน พระมหาแล ขำสุข(อาสโย) จะว่าเอา
คือตัวผมเองเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาครับ คือเห็นพระไตรปิฎกที่ไรไม่รู้จะอ่านตรงไหนครับ เพราะอ่านไม่รู้เรื่องครับ (ท่านมหาฯ โปรดชี้แนะ...)
เคยได้ซีดีพระไตรปิฎกฉบับธรรมทานมา ก็ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย เพราะอยากรู้เรื่องอะไรก็ Search เข้ามาหา แต่ก็อ่านได้เฉพาะเรื่องที่ "อยาก" จะอ่าน อยากจะหา หาง่ายดี หาปุ๊บ ได้คำตอบปั๊บ (ต้องอนุโมทนาบุญกับผู้จัดสร้าง จัดทำไว้ ณ ที่ดีด้วย...)
วัยรุ่นสมัยนี้เหรอท่าน มรรคา เขาน่าจะสนใจ Hi5 มากกว่า G2K
จะว่าเป็นวิชาการไปอย่างนั้นเหรอ อื้ม ถ้าเป็นวิชาการจริง นักวิชาการต้องยอมรับสิ คราวนี้นักวิชาการในมหาวิทยาลัยก็ไม่ยอมรับ วัยรุ่นก็ไม่สนใจ แล้วจะไปทางไหนดีล่ะที่นี้...
จะให้เป็นลูกครึ่ง ลูกเสี้ยวอยู่อย่างนี้ก็ไม่ไหวเน๊อะ หรือสงสัยจะต้องจัด "โปรโมชั่น" เข้าไปในสถานศึกษา...
เด็ก ๆ จะสนใจมั๊ยน๊า...?
อาจารย์เองยังไม่ค่อยสนใจกันเลย
เมื่อก่อนเคยชวนเพื่อนมาก็หาย
เห็นอาจารย์ทั้งหลายเข้ามาเดือนสองเดือนก็ "เงียบ..."
ไม่เหมือนกับ Hi5 เน๊อะ อาจารย์นี่เข้าไป "สนทนา" กับอย่างครึกครื้นเชียว (Hi5 มีอะไรดีหว่า...?)
จะให้คนรู้จัก G2K นี้เหรอ... จะใช้กลยุทธอะไรดี จะทำแบบหนังกับดาราสมัยนี้ก็ไม่ได้ เพราะเขาชอบใช้เรื่อง "หึ่ง ๆ" มาสร้างกระแส
ข่าวชั่วลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์
ความรู้ชั่ว ๆ ลงฟรี ความรู้ดี ๆ เสียตังค์
เฮ้อ เขียนไป เขียนมาก็เข้าคอนเซป คือ ต้องเสียตังค์ไปซื้อ "หนังสือ" อยู่ดี
หนังสือนั้นเหมาะกับ "หิ้ง" นักวิชาการไทยก็ชอบ "ขึ้นหิ้ง" เหมือนกัน
หนังสือกับนักวิชาการจึงเหมาะสมกันอย่างกับ "กิ่งทองใบหยก..."
สงสัยว่าความรู้ในเมืองไทยจะจำกัดวงอยู่แค่สองช่องทางแค่นั้น คือ หนังสือและ "การอบรม..."
ถ้าเป็นช่องทางอื่นที่มีความรู้ ได้ความรู้มานอกจากการอ่านหนังสือ และการเดินทางไปร่วมอบรม ประชุม สัมมนาแล้ว นักวิชาการ "ไทย ไทย" คงจะไม่ยอมรับ
น่าเสียดายเน๊อะ แหล่งเรียนรู้ดี ๆ ที่ถูกปิดกั้น
เฮ้อ คิดแล้วก็เสียดาย เด็กไทยรุ่นใหม่ ก็ถูกตีวงอยู่แค่หนังสือ
คิดแล้วก็เสียดาย ที่ผู้ใหญ่ต้องจากบ้าน ทิ้งครัว ต้องตีตั๋วเดินทางมา "สัมมนา..."
เอ้า ลองดูกันไปเรื่อย ๆ
ถ้าพวกเราทุ่มเทกันจริง ๆ G2K จะไม่ "ขึ้นหิ้ง" บ้างก็รู้ไป...
ตกลงขึ้นหิ้งนี่มันดีหรือไม่ดีหว่า...?
หรือว่าจะปล่อยให้หนังสือเขา "แห้ง" จนขึ้นหิ้งไป
แล้ว G2K ก็สดใสอยู่ใน "ตลาด..."
ตลาดสด อะไร อะไรก็ใหม่ ๆ
ปล่อยให้หนังสือนั้นมีไว้อยู่ใน "ห้างสรรพสินค้า"
ปล่อยให้คนรวยเขาอ่านหนังสือไป ปล่อย G2K นี้ไว้เป็นช่องทางของนักวิชาการจน ๆ
ใครไม่มีตังค์มากก็เสียสละเวลาเข้ามาหาความรู้ในนี้
ไม่มีตังค์ซื้อหนังสือ ไม่มีตังค์ซื้อตู้ ซื้อ "หิ้ง" ไว้เก็บหนังสือ ก็เอาเวลามาฝึกปรือ เขียนและอ่านบันทักต่าง ๆ ใน G2K นี้
ค่าเข้าอบรมคอร์สต่าง ๆ ก็แพง ค่าวิทยากรก็แพง ค่าโรงแรมก็แพง ค่าอาหารก็แพง มาอยู่ใน G2K ที่เป็นเหมือน 7-11 ดีกว่าเพราะเปิดตลอด 24 ชั่วโมงและส่งตรงถึงบ้านคุณ (แต่ไม่มีขนมจีบซาลาเปาขายนะ...)
ว่าง ๆ ก็เข้ามาอ่าน (แต่อย่าเบียดบังเวลางานมาอ่านล่ะ เดี๋ยวเจ้านายจะว่าเอา)
มีความรู้อะไรใหม่ ๆ ก็เสียสละเข้ามาบันทึก เข้ามาเขียน เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้...
เอ้า ปล่อยหนังสืออยู่ส่วนเขา แล้ว G2K อยู่ส่วนเราดีกว่าเน๊อะ
Converse all star ทางใคร ทางมัน...
ขอแสดงความคิดเห็นค่ะ เห็นหัวข้อน่าสนใจดี...
จริงๆ ไม่ว่าจะหนังสือหรือว่า G2K ก็ดีทั้งนั้น (ถ้ารู้จักเลือกอ่าน)โดยส่วนตัวแล้วดาวชอบอ่านทั้งสองอย่าง แต่อ่านหนังสือในคอมพ์นานๆ แล้วปวดตา...สู้อ่านหนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตาไม่ได้ อ่านได้นานกว่า เพราะว่าตาแพ้แสงค่ะ
ในเรื่องตำรับตำราวิชาการที่เค้าใช้อ้างอิงกันในสถานศึกษา คิดว่าอาจารย์นิยมอ้างอิงจากตำราเพราะมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ค่ะ แม้ว่าความรู้จะช้าไปบ้าง บางทีก็หลายสิบปี เนื่องจากใช้เวลาในการ approve เยอะ (เพื่อทำให้น่าเชื่อถือ) แต่ยอมรับว่าตำรับตำรานั้น อ่านค่อนข้างยากเจ้าค่ะ...ไม่สนุกเหมือน G2K เพราะใช้ภาษาง่าย ในแง่หนึ่งการใช้ความรู้ใน G2K เพื่ออ้างอิงนั้น บางส่วนมาจากบันทึกที่มาจากความเห็นส่วนตัวผสมเข้าไปด้วย ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง เพราะการทำรายงานต้องอ้างอิงแหล่งที่มา อย่างไรก็ตาม เดี๋ยวนี้เด็กๆ เค้าก็ใช้แหล่งความรู้ในโลกอินเตอร์เน็ตในการทำรายงานหาข้อมูลเจ้าค่ะ แต่ว่าจะต้องเลือกเว็บไซต์ที่เป็นที่น่าเชื่อถือสักหน่อย เพราะในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น ข้อมูลมีมากมายจนบางครั้งยากที่จะแยกว่าอันไหนเป็นข้อมูลจริงหรือข้อมูลเท็จ
ท่านสุญญตาทราบได้อย่างไรคะว่า วัยรุ่นไม่อ่าน G2K ? แล้วการเล่น hi5 ไม่ดีตรงไหน? ถ้าหากเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ ใช้อย่างมีสติ ย่อมไม่เสียหาย ดาวว่าทั้งสองอย่างนี้นำมาเปรียบเทียบกันแล้วก็แล้วแต่มุมมองและวัยของแต่ละคน จะให้เด็กมัธยมมานั่งเสวนาเรื่องวิชาการ เรื่องการงานอาชีพ ใน G2K ก็เห็นจะไม่ใช่วัยของเค้า เพราะเค้ายังไม่มีประสบการณ์ ในระยะหลังๆ ก็มีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ใช้ G2K นะคะ...แล้วก็มีบันทึกเรื่องราวๆ ดีๆ ในอีกแง่มุมให้ได้ศึกษา ให้ได้อ่านกัน
อื้ม ดูไปดูมาก็พอจะเริ่มรู้ว่าคนเรามี "เหตุผล" เยอะจัง โดยเฉพาะเห็นผลเรื่อง "ความสบาย..."
เอ่ คอมพิวเตอร์รุ่นถนอมสายตาเดี๋ยวนี้เขาพอมีบ้างไหมน๊อ...?
ความน่าเชื่อถือเหรอ...? ยิ่งนานยิ่งน่าเชื่อถือ อื้ม อันนี้น่าคิด
การ aprrove นี้เขาทำกันอย่างไรบ้างน๊อ หนังสือถึงดูน่าเชื่อถือจัง...?
คนเขียนหนังสือกับคนเขียนบันทึกนี่สงสัยว่าจะเป็นคนละคนกัน หรือไม่ก็น่าจะเป็นคนละ "มาตรฐาน" กัน...
ก็ต้องย้อนกลับไปที่ความคิดเห็นของท่าน "หนานเกียรติ" ที่ว่าอะไร ๆ ที่ "ยาก ๆ" แล้วจะดู "ขลังค์" ต้องยากด้วยแล้วก็ต้อง "นาน..." ด้วย
การตรวจนาน ๆ ทำให้ดูดี มี "มาตรฐาน"
เวลาตรวจนี่ สมมติว่าเขาใช้เวลาตรวจหกเดือน แล้วเขานั่งตรวจงานเราอย่างเดียวทั้งหกเดือน คือ 180 วัน หรือ 4,320 ชั่วโมง หรือ 259,200 นาที หรือเปล่าน๊อ ถ้าเขาใช้เวลา approve กันเต็มที่ขนาดนี้ ก็ต้องยอม "ซูฮก" ให้หนังสือเขา เพราะว่าเขา "ทุ่มเท" กันจริง ๆ
บันทึกใน G2K นี้ ใช้เวลา Approve น้อย เขียนเสร็จตรวจนิดหน่อย ห้านาที สิบนาที เขียนแล้วก็บันทึกเลย
คิดได้ครั้งนั้น พอมีผู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็เปลี่ยนได้ แก้ไขได้ เพราะเป็นการเพิ่ม เสริม เติมแต่งให้กันละกัน
แต่หนังสือนั้น "แตะต้อง" ไม่ได้ เพราะเขาใช้เวลา Approve มานานแล้ว ตรวจอย่างพิถี พิถัน ละเอียดรอบคอบที่สุดแล้ว...
ความคิดเห็นส่วนตัวที่สอดแทรกเข้าไปนั้น ถ้าใน G2K เขาก็เรียกว่าอย่างนั้นคือ "ความคิดเห็นส่วนตัว"
แต่ถ้าในหนังสือเขาจะใช้คำว่า "ประสบการณ์ของผู้เขียน..." (แล้วมันต่างกันอย่างไงหว่า...?)
เด็ก ๆ ใช้ Internet ในการหาข้อมูลเพื่อทำรายงาน... อันนี้จริง เพราะง่ายกว่าหนังสือ ถ้าไปหาหนังสือก็ต้องเอากลับมาพิมพ์ใหม่ แต่ถ้าใช้ Internet ก็ copy&past ได้เลย เปลี่ยน Font นิดหน่อย เติมโน่นนิด นี่หน่อย print เข้าเล่มสวย ๆ อ้างอิงดี ๆ ก็ได้คะแนน "เต็ม" เลย...
ในอินเทอร์เนทนั้นยากที่จะแยกว่าอันไหนเป็นข้อมูลจริง ข้อมูลเท็จ "ถูกต้อง ถูกต้อง" เพราะอะไรต่ออะไรมันเยอะแยะไปหมด เยอะจนไม่มีคนมา approve แต่ทว่า หนังสือเขา approve แล้ว ดังนั้นหนังสือเป็นข้อมูลจริงทั้งหมดไม่มีเท็จ...?
เราทราบได้อย่างไรว่าวัยรุ่นไม่อ่าน G2K เอ่ อันนี้ไม่ทราบนะเพราะว่าเราไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว...!
หรือว่าจะทราบดี เพราะ G2K นั้นเป็นบล็อกสำหรับ "คนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้"
ส่วนเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นนั้นเขาก็จะต้องเข้าไปที่ Learner.in.th
หรือถ้าเด็ก ๆ ทำงานแล้วจะเข้ามาใน G2K นี้ก็ได้ อันนี้ถ้าคุณดาวทราบก็เมตตาแจ้งให้เราทราบด้วยนะ...
แล้วการเล่น Hi5 ไม่ดีตรงไหน...?
ไม่ดีตรงไหนหว่า "เสียเวลา" มั๊ง
เพราะว่าชีวิตนี้ในวันหนึ่ง เราก็มี 24 ชั่วโมงแค่นี้ เวลาในชีวิตมีไม่มาก ก็เลยต้องเลือกใช้ เลือกทำงาน เลือกเล่นอะไร อะไรที่ "ดี" ที่สุด เรียงไปตามลำดับ
ถ้าจะให้เลือก Hi5 ว่าดีที่สุด เราก็เลือกไม่ได้ เพราะว่าเข้ามาเขียนงานใน G2K มีประโยชน์มากกว่าเน๊อะ...
"ใช้อย่างมีสติ ย่อมไม่เสียหาย" ประเด็นนี้น่าสนใจ
เพราะว่าเราทำอะไรอะไร ก็ต้องมี "สติ" ถ้าไม่มีสติก็ทำไม่ได้
อ่านหนังสือ ทำงาน กินเหล้า สูบบุหรี่ เราก็ต้องทำอย่างตั้งใจ ทำอย่างมีสติทั้งนั้น...?
"จะให้เด็กมัธยมมานั่งเสาวเรื่องวิชาการนั้นมิใช่วัยของเค้า" แล้ววัยของเค้า เค้าต้องคุยอะไรกันหว่า...?
สงสัยเราจะแก่ก่อนวัยแฮะ เพราะตอนเราเรียน เราก็เริ่มคุยเรื่องวิชาการแล้ว หาอาชีพเสริมนอกเวลา ช่วยวิ่งหาซื้อของให้แม่ แล้วก็ "ตุเลง ตุเลง" ขี่มอเตอร์ไซด์กลับไปให้แม่ที่บ้าน (ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร)
อื้ม น่าจะจริง เพราะกลับบ้านเราก็ไม่ได้คุยเรื่องวิชาการกับแม่ กลับไปถึงก็ช่วยจัดของ ทำความสะอาดตู้วางของ แต่ตอนนั้นไม่มี Hi5 ก็เลยไม่ได้เข้ามาเล่น ประกอบกับที่บ้านฐานะไม่ดี ก็เลยไม่มีเวลาเล่น Internet ได้แต่ช่วยแม่ขายของ ดูแลท่านบ้าง หลังจากที่ท่านดูแลเรามานาน...
ใครๆก็ดูจะชอบความสะดวกสบาย
ตัวเองก็ชอบ แต่บางครั้งสบายแล้วทุกข์ก็ไม่รู้จะร้องเพลงอะไร
ชอบอ่านในคอมเพราะมันขยายตัวหนังสือได้ หนังสืออ่านก็ดี แต่ขยายไม่ได้
เดี๋ยวนี้น้ำเยอะเนื้อน้อย กว่าจะจับประเด็นได้ท่านทั้งหลายก็เติมรสชาติ เติมน้ำให้หลงว่ายนาน
ไอ้เรามันด้อยปัญญา กว่าจะรู้ตัวจับประเด็นได้ว่าท่านพูดถึงอะไร ก็อ่านจบเล่มแล้ว ก็เบื่อๆ สู้หาอ่านไอ้ที่อยากรู้ อยากเอาไปใช้ในเน็ตจะดีกว่า เอาเนื้อๆหน่อยเวลาน้อย เสียอย่างเดียวในเน็ตเอาไปแอบอ้างไม่ได้ ท่านผู้รู้ท่านไม่ยอมรับ
งานที่อุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจทำมา ทดลองแล้วทดลองอีก ไม่รู้กี่รอบ ผู้รู้ท่านอ่านแล้วท่านก็ว่าใครรับรองนี่ แล้วคิดเองไม่หาอ้างอิงใครเลยหรือ
อ้าว...ก็ไม่ได้ลอกใครนี่คะ ตอบทันควัน ท่านก็ว่าไม่ได้ ๆๆๆๆ ต้องไปหามาว่ามีใครเขาคิดมาก่อนแล้วบ้าง เอาเขามาอ้าง โฮ..เราอ่านแทบตาแฉะก็ไม่เห็นใครเขาเขียนให้อ้างอิง นี่นะเบื่ออัตตาตัวเองก็หนาพอยังมาเจออัตตาระดับประเทศอีก ก็อย่าไปยุ่งกับมันเลย ทำไปเขียนไป บันทึกไป จะขวบปีแล้วดูท่าจะล้มเหลวเพราะไอ้ที่คิดเองนี่เขาบอกว่าดี สร้างสรรค์ดี ไม่เหมือนใคร ยังไม่มีใครทำนะ แต่อยากให้หาอ่านจากต่างประเทศ นี่ซิความรู้เราแค่หางอึ่งก็ไม่เทียบ ให้หาอ่านจากต่างประเทศมีแน่ อ้างไปเลย แล้วเมื่อไหร่เราจะแปลเสร็จ ยุ่งยากนักก็วางมันเสียเลย ใครจะพิสูจน์ไม่พิสูจน์ก็เรื่องของเขา เรื่องของเราคือทำ ทำอย่าให้เดือดร้อนใคร ทำให้คนอื่นสุข ทำให้ใจสบาย ออกจะดูเห็นแก่ตัว แต่ก็ต้องเห็นหละ....ว่าให้ใจสบาย กายสบาย แข็งแรงจะได้ช่วยคนอื่นแบบไม่ทุเรศ
ขอบคุณค่ะ
ชีวิตเรา ความรู้เราที่ต้องนำไปฝากไว้ให้คนอื่นเขาตัดสินก็ "เศร้า" อย่างนี้แหละเน๊อะ...
คนเราเดี๋ยวนี้ถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่าไม่ดี
ใครทำดี แต่ดีเกินเขาก็กลายเป็นข้ามหน้า ข้ามตา
พอทำไม่ดีเขาก็ด่าหาว่า "โง่..."
ตกลงว่า ถ้าชีวิตเราต้องฝากไว้ให้คนอื่นตัดสินว่าดีหรือไม่ดีก็ต้องอยู่ที่ "อารมณ์" ของเขา
ถ้าอารมณ์เขาดี เขาก็อาจจะมองเราดี
แต่ถ้าอารมณ์เขาไม่ดี เราก็ไม่มีทางที่จะดีได้
ฝากชีวิตเราไว้ในมือเราดีกว่าเน๊อะ
ดีหรือไม่ดีก็ให้มันอยู่ที่เรา เราทำกรรม กรรมของเรา...