ตามที่ได้เล่าไว้ในบันทึกที่ ๔๐๐. ว่าวันที่ ๕-๖ ตุลาคม ๒๕๕๒  เรียนรู้เรื่อง"ชุมชนของเรา" เกี่ยวกับความสำคัญและประวัติความเป็นมาของชุมชน  ผู้นำชุมชน   วิถีชีวิต  คติชน  ภูมิปัญญา วัฒนธรรมประเพณี  แนวโน้มและความเปลี่ยนแปลง  กลุ่มนักเรียนเสนอข้อมูลและร่วมกันวางแผนการเรียนรู้ และวันนี้วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ นักเรียนไปเรียนรู้จริงจากภูมิปัญญาในชุมชนของนักเรียนตามสาระสำคัญที่กำหนดไว้ 

            นักเรียนแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม  กลุ่มนักเรียนอนุบาลปีที่ ๑ และ ๒  กลุ่มนักเรียนช่วงชั้นที่ ๑ กลุ่มนักเรียนช่วงชั้นที่ ๒ และกลุ่มนักเรียนช่วงชั้นที่ ๓ โดยจัดฐานการเรียนรู้ให้ ๖ ฐาน  ได้แก่ฐานความเป็นมาของซำรู้  วิถีชีวิตดั้งเดิม วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ และฐานภูมิปัญญา  ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า

            พ.ศ. ๒๕๑๒ นายศรีมอญ  ยศตระโคตร ได้ย้ายถิ่นฐานมาจากอำเภอนครไทย  มาอยู่ที่บ้านซำลู่   ชาวบ้านรักและศรัทธาจึงแต่งตั้งให้นายศรีมอญ   ยศตระโคตรเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  ขณะนั้นมีนายจีน เหลาทอนเป็นผู้ใหญ่บ้านแก่งหว้า ตำบลหนองกะท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

           พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้ตั้งหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ  แยกออกจากตำบลหนองกะท้าว  มาเป็นหมู่บ้านซำลู่  หมู่ที่ ๑๐ ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และมีนายศรีมอญ ยศตระโคตรเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก  เมื่อเดือนมิถุนายน ๑๕๑๓  

           สมัยนั้นหมู่บ้านซำลู่  เต็มไปด้วยป่ารกทึบ  มีสัตว์ป่ามากมาย ผู้คนจึงนิยมล่าสัตว์ป่าเพื่อมาเป็นอาหาร  วันหนึ่งคณะพรานป่าออกล่าสัตว์และได้ติดตามรอยเท้าของสัตว์ชนิดหนึ่ง  จนกระทั่งถึงบริเวณที่สัตว์ป่าฝูงนั้นหยุดกินน้ำที่ซำ (หนองน้ำ/แอ่งน้ำ) จึงสามารถแกะรอยเท้านั้นได้และรู้ว่าเป็นรอยเท้าของเมย (กวาง) จึงเป็นที่มาของ "ซำรู้" ผู้ใหญ่ศรีมอญและชาวบ้านจึงมีความเห็นว่าควรเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านจากซำลู่เป็นซำรู้ 

          ต่อจากซำที่รู้ว่าสัตว์ที่ติดตามมานั้นคือเมย  ตามนิสัยของพรานจึงออกติดตามอีกเรื่อยไปจนกระทั่งถึงบริเวณแห่งหนึ่งเป็นลำห้วย  อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านซำลู่  ปรากฏว่ารอยเท้าของเมยนั้นหายไป  ไม่สามารถติดตามต่อไปได้  ลำห้วยแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า "ห้วยละเมย" 

           ลำห้วยที่ไหลมาจากแก่งหว้า  อ้อมหมู่บ้านซำรู้  ทำให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำในลำห้วยเป็นประโยชน์ในการอุปโภค บริโภคโดยการทำประปาภูเขา  นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งทำมาหากินจากสัตว์และพืชน้ำตามธรรมชาติและฤดูกาล   ผู้คนและเด็กในหมู่บ้านนิยมไปอาบและพักผ่อนหย่อนใจ  ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้เด็ก ๆ ฟังว่าทิดเต่ามีอาชีพต้มเหล้าป่า  และมักจะไปต้มเหล้าป่าที่ท่าน้ำท้ายหมู่บ้าน  และเป็นลมบ้าหมูเสียชีวิตที่ท่าน้ำจึงเรียกท่านั้นว่า "ท่าทิดเต่า"  เด็กรุ่นปัจจุบันรักท่าทิดเต่ามากเพราะเป็นที่สำหรับเล่นน้ำ 

         ล่องตามลำธารไปทางทิศใต้และอ้อมไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน  เมื่อเวลาน้ำขึ้นจะเป็นลำธารที่กว้างใหญ่  ไหลแรงจึงเรียกว่าแก่ง  เมื่อน้ำลดจะเป็นลานหินกว้างใหญ่สำหรับผู้คนและชาวบ้านไปพักผ่อนหย่อนใจคลายร้อน  รอบ ๆ ริมลำธารจะเต็มไปด้วยต้นบอน  และบอนชนิดนี้จะเป็นที่นิยมของชาวบ้านในการนำมาแกงเพราะมีรสหวาน  บริเวณนั้นจึงเรียกว่า "แก่งบอนหวาน" 

        เด็ก ๆ รวมทั้งครูสนุกสนานและตื่นเต้นกับตำนานเรื่องเล่า  เกี่ยวกับหมู่บ้าน  ที่สำคัญผู้เฒ่าผู้แก่และภูมิปัญญามีความสุขในการถ่ายทอดเรื่องราวและเล่าให้ลูกหลานฟังอย่างตั้งใจ

             กิจกรรมครั้งนี้  ครูเป็นเพียงผู้ร่วมเรียนรู้  นักเรียนเป็นผู้จัดกิจกรรมและออกแบบการเรียนรู้  เมื่อกลับมาถึงโรงเรียนตามกำหนดเวลา  นักเรียนแต่ละกลุ่มนั่งล้อมวงเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์  โดยการนำเสนอทีละกลุ่ม  และเตรียมวางแผนออกไปเรียนรู้ในวันพรุ่งนี้อีกต่อไป