ความทุกข์นั้นเป็น "ความจริง" ของชีวิต
ถ้ายังอวดฉลาดอยู่ก็เท่ากับเป็นการปฏิเสธความทุกข์ของชีวิต
คนฉลาด ๆ เขาไม่ยอมรับหรอกว่าชีวิตนี้นั้นคือ "ความทุกข์"
เมื่อทุกข์นั้น เขาก็จะใช้สมองที่เขาคิดว่าฉลาดนั้นไปหาโน่น หานี่ ไปเบียดเบียนคนโน้น ไปเบียดเบียนสิ่งนี้เพื่อหาสิ่งที่จะคลายจากความทุกข์ของเขาไปชั่วขณะ...

สังคมของเราถึงต้องโกลาหลอยู่อย่างนี้
ป่าไม้ ธรรมชาติ ถึงต้องเสียหายอยู่อย่างนี้
ก็เนื่องด้วยเพราะคนที่สมมติตนว่าฉลาด เมื่อเจอความทุกข์แล้วก็ไม่ยอมรับ ไม่ยอมปรับตัวเข้าหาความทุกข์
เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ตนหนีจากความทุกข์

แต่หนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น เพราะความทุกข์คือความจริง ความทุกข์นั้นคือ "สัจธรรม"
คนยิ่งหนีทุกข์ก็ยิ่งเจอทุกข์ คนหนีความโง่ก็ยิ่งโง่อยู่อย่างนั้น

หากปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ก็จงเรียนเพื่อให้รู้จัก "ความทุกข์"
หากปรารถนาที่จะพ้นจากความโง่ก็จงเรียนเพื่อให้รู้จาก "ความโง่"

เมื่อเรารู้จักสัจธรรมแห่งความทุกข์ เมื่อทุกข์ต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วเราก็จะไม่ทุกข์
เมื่อเรารู้จักสัจธรรมแห่งความโง่ เมื่อความโง่ต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วเราก็จะไม่โง่...

แต่ตัวเรานั้นยังทุกข์อยู่ไหม...?
ทุกข์อยู่ แต่เราไม่เอาความทุกข์นั้นมาเป็น "อารมณ์..."
กายเขาก็ทุกข์อยู่อย่างนั้น กายทุกข์แต่จิตไม่ทุกข์

แต่ตัวเรานั้นยังโง่อยู่ไหม...?
โง่อยู่ แต่เราไม่เอาความโง่นั้นมาปิดกั้นการเรียนรู้
ชีวิตนี้เราก็ยังต้องโง่อยู่อย่างนั้น แต่ชีวิตหนึ่ง ชีวิตหน้า เราก็จะมีโอกาสที่จะพ้นเสียซึ่งจาก "ความโง่..."

ความโง่แห่งการเกิด
ความโง่แห่งการยึดติด
ความโง่ที่ปฏิเสธ "สัจธรรม..."
(ที่มาจากบันทึก ชมรมนักปั่นสัญจร ครั้งที่ ๒...)

คนเราเกิดมาเพื่อต้องเจอกับความทุกข์

เปิดหน้า เปิดตาเพื่อรับรู้ที่มาของเหตุให้เกิดทุกข์

ไหนดูซิว่า ทุกข์นั้นหน้าตามันเป็นอย่างไร...?

ทุกข์อยู่ก็รู้อยู่ว่าทุกข์ โง่อยู่ก็รู้อยู่ว่าโง่

เมื่อรู้แล้ว ยอมรับแล้ว จะได้ตั้งต้นเตือนจิต เตือนใจตนให้แก้ไข

เมื่อใดยอมรับ เมื่อนั้นก็เท่ากับการ "เปิดใจ"

เปิดใจไว้เพื่อเรียนรู้ที่จะแก้ไข เปิดอก เปิดใจไว้จิตนี้จึงเรียนรู้ได้ซึ่ง "สัจธรรม..."