ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งท่านได้ช่วยชี้แนะให้ผมทราบว่า ความคิดและความเข้าใจของเรานั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างระดับต่างๆ ที่ทำให้เรามองเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆรอบตัวเราได้ในระดับ ในทิศทาง และระยะทางที่แตกต่างกัน
ที่มีตั้งแต่ระดับที่
- แสงสะท้อนรำไรในเวลากลางคืนเดือนมืด เมฆคลุมฟ้า
- แสงดาววันที่ฟ้าโปร่ง
- แสงเดือนในระดับต่างๆของข้างขึ้นข้างแรม
- แสงเทียนขนาดต่างๆ
- แสงจากกองไฟระดับต่างๆ
- แสงไฟฉาย ตามขนาด
- แสงไฟฟ้าแบบต่างๆจนถึงสปอตไลท์
- แสงอาทิตย์ในเวลาต่างๆของกลางวัน
บางอย่างที่แม้จะดูมืดมิดสำหรับความรู้สึกของคนทั่วไป หรือคนที่ไม่ชินกับระดับแสงขนาดนั้น ก็จะว่าไม่มีแสงพอที่จะทำอะไร แต่สิ่งมีชีวิตที่ชินกับระบบนั้น ก็ยังใช้แสงอันน้อยนิดนั้นเป็นประโยชน์ได้ นอกจากนี้ระดับแสงเหล่านี้ ก็ยังเป็นที่มาของสัตว์ที่ผลิตแสงเพื่อการนำทางหรือการสื่อสารกันแบบหิ่งห้อยเป็นต้น ที่ไม่ต้องรอแสงจากภายนอกก็ได้
ในแต่ละประเภทก็จะมีระดับที่แดกต่างไปอีกพอสมควรทีเดียว
ทำให้ผมได้เกิดจินตนาการของระดับความคิดของคน การชี้นำ และการนำเสนอ ที่ให้คุณให้โทษกับการพัฒนา การใช้ทรัพยากร และการพัฒนาการทางความรู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วนี้ เรามีแนวโน้มที่จะเน้นประสิทธิภาพของการทำงาน และการใช้ทรัพยากรมากจนทำให้เราหลงลืมประสิทธิผลที่น่าจะเกิดขึ้นจริงในสังคม
การดำเนินงานแบบโปร่งใสแบบแสงอาทิตย์ คนทั่วไปได้ประโยชน์นั้นน่าจะหายาก เพราะต้องใช้ทรัพยากรมาก สิ้นเปลืองมาก และคนทำได้ประโยชน์โดยตรงน้อย มีแต่องค์กรการกุศลเท่านั้นที่จะทำแบบนั้น
แบบแสงไฟ และกองไฟ ก็ถือว่า ไม่เน้น และไม่มีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน ใครทำงานแบบนั้นถือว่า ไร้ประสิทธิภาพ ขอโครงการ หรือวางแผนพัฒนาก็มักไม่ได้รับความเห็นชอบ
ดังนั้นงานที่สังคมปัจจุบันยอมรับกันทั่วไปก็คือ แบบไฟฉายและแบบสปอตไลท์
ประเด็นนี้ผมถือว่ามีอัตราเสี่ยงค่อนข้างสูง ถ้าไปฉายส่องผิดทาง
เราจะเน้นไปในทางที่ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เมื่อเขาส่องไปทางนั้น คนส่วนใหญ่ก็เห็นอยู่แค่นั้น และเห็นชอบไปตามนั้น
โดยเฉพาะในการทำงานแบบ
- เฉพาะด้าน
- สายเดี่ยว
- วิชาการเชิงลึก
ที่มักมีคนทำงานเฉพาะด้าน เฉพาะสาขาประจำอยู่ ที่อาจไม่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงของสังคม แต่ด้วยความสามารถส่วนตัว มักทำให้การนำเสนอ “ฟังดูดี” ทุกคนฟังดูคล้อยตามไปหมด
แต่แล้วก็พากันหลงทางไปกับความคิดของผู้ทรงความสามารถนั้นๆ โดยไม่รู้ตัว
คนที่พอจะมองเห็นบ้างก็อาจไม่มีพลังพอที่จะไปคัดง้างพลังกลุ่ม หรือความสามารถเฉพาะตัวดังกล่าว ทำให้ยังคงหลงทางกันทั้งกระบวน
แบบเดียวกับรางรถไฟนำไปไหน ตู้รถไฟก็วิ่งไปทางนั้น
กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสาย เมื่อหัวรถไฟตกเหวแล้ว ตู้รถไฟก็คงจะตามลงไป และหวังว่าจะมีบางตู้ที่หลุดรอดไม่หล่นตามลงไปด้วย
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมากในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน
ที่จริงเราก็ยังมีสังคมอีกส่วนหนึ่งที่ยังปลอดภัยจากปัญหานี้โดยการไม่วิ่งตามกระแส ไม่เพ้อฝัน แต่อยู่กับความเป็นจริง เช่นในกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน ที่ยังคงทำตัวแบบแสงหิ่งห้อย ไม่สว่างมาก แต่ก็เป็นหลักให้กับสังคมไทยมาตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ไทย
การพัฒนา “ศาสตร์ของการพัฒนา” ใดๆ ก็เป็นแค่กระแสที่คนกลุ่มนี้รับฟัง แต่จะไม่นำมาเป็นเครื่องชี้นำ หรือวิ่งตามกระแส
เพราะมีบทเรียนมากมายที่การวิ่งตามกระแสทำให้เกิดความล้มเหลวของการพัฒนา
ดังนั้นสิ่งที่ผมมองเห็นในวันนี้ก็คือ การชี้นำออกนอกทางของนักวิชาการสายเดี่ยว เชิงลึก เฉพาะด้าน ที่กำลังทำให้ประเทศและสังคมหลงทาง
แบบเดียวกับไฟฉายที่ส่องผิดที่(ตามความคิดของกลุ่มวิชาการเชิงลึกสายเดี่ยว) ก็อาจจะทำให้คนที่มองตามเดินตาม เดินอย่างผิดทางแน่นอน
และถ้านำกรอบแนวคิดมาใช้ในการพัฒนาการศึกษาแล้วด้วย การผิดทางนี้จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒-๓ ชั่วคนในการแก้ไขเลยทีเดียว
การหลงทางนี้อาจจะทำให้เสียเวลามากขนาดนั้นเลยครับ
ผมคงจะไม่ได้อยู่ดูการแก้ไขข้อผิดพลาดนี้แน่นอน แต่หวังว่าชาติหน้าจะมามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่คนรุ่นนี้ได้สร้างไว้ครับ
ข้อเสนอแนะวันนี้มีสองระดับครับ
คือ
- ระดับสังคมที่ไม่ควรปล่อยให้นักวิชาการสายเดี่ยวเชิงลึกมีบทบาทโดดเด่นจนเกินไป ควรมีระบบตรวจสอบ “ประสิทธิผล” เพิ่มเติมจาก “ประสิทธิภาพ” ที่มีอยู่แล้ว
- ระดับปัจเจก ที่ควรพัฒนาความรู้ ความคิดเชิงระบบ จากการจัดการความรู้แบบเชื่อมโยงกับความเป็นจริง
ทั้งสองอย่างนี้คงจะพอแก้ปัญหาได้บ้างครับ
ชาวบ้าน จะเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สั่งสมมานาน และปฏิบัติจนเห็นผล จึงจะนำมาเล่าให้คนรุ่นหลังฟังและไม่ได้ใส่คำที่เป็นอคติ ทำให้น่าเชื่อถือ
จริงอย่างอาจารย์ว่าทุกประการค่ะ..
ที่จริงเราก็ยังมี สังคมอีกส่วนหนึ่งที่ยังปลอดภัยจากปัญหานี้ โดยการไม่วิ่งตามกระแส ไม่เพ้อฝัน แต่อยู่กับความเป็นจริง เช่นในกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน ที่ยังคงทำตัวแบบแสงหิ่งห้อย ไม่สว่างมาก แต่ก็เป็นหลักให้กับสังคมไทยมาตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ไทย
ขอบคุณครับ
สวัสดี ครับ อาจารย์
ชื่นชม ความคิดของอาจารย์ อย่างมากมาย
หากวันไหน อาจารย์ พอมีเวลา
อยากให้ อาจารย์ แวะมาที่นี่จังเลย ครับ
http://gotoknow.org/blog/sangsri/303415
จะเป็นพระคุณ อย่างยิ่ง
เอาบุญมาฝากค่ะอาจารย์...
เป็นพระคุณสุดซึ้งครับ
หัวข้อตรงใจ รายละเอียดมีปรัชญา ประวัติน่าสนใจมีส่วนใกล้เคียงกัน คือ ลูกเกษตรกร แต่อาจารย์เยี่ยมยอดกว่า..ขอคารวะ เรียนตรงจุดและใช้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ...เพิ่งอ่านครั้งแรกและคิดจะติดตามท่านต่อไป.
คงต้องมองโลกในแง่ดี แล้วค่อย ๆ หาวิธีแก้ แนวทางก็พอจะมีอยู่แล้วอย่างปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง หใ้นำมาใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคนด้วยแล้ว ผมว่าน่าจะเป็นแสงส่งอนำทางได้อย่างดี ของดีอยู่ใหล้มักมองไม่เห็น ขนตามันบัง นะครับ ชอบมองแบบมี วิสัยทัศน์ มองไปให้ไกล แต่เดินไปไม่เป็น ครับ
...หิ่งห้อยตัวน้อย..ที่มีแสง..ในตัว..ก็เห็นได้ยาก..ในเมืองไม่มีให้เห็นแน่นอน..ไฟฉายส่องทาง..ใครเป็นผู้ส่อง..เวลานี้ปัดๆเป๋น่ากังวล.ความหวังริบหรี่ดุจแสงหิ่งห้อย....หิ่งห้อยได้เห็นในป่าที่ปลูก..สองสามตัวเมื่อปีที่แล้ว...ยังหวังว่าปีหน้าคงจะได้เห็นอีก...ความหวังนี้คงเป็นดังแสงหิ่งห้อย.....(สองระดับที่ว่าหากไม่มีผู้สนใจนำพา..และจะต้องรอชาติหน้าอย่างว่า).....
ขอบคุณครับ
ผมว่าหิ่งห้อยไม่เคยพาใครหลงทาง
แต่ไฟฉายที่ส่องผิดทาง ทำให้คนเดินชนตอมามากต่อมากแล้วครับ
นี่ประสบการณ์ตรงครับ
เห็นด้วยกับบทความของอาจารย์ครับ มีหลายอย่างที่เป็นเช่นอาจารย์พูดถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการการศึกษาบ้านเราที่วิ่งตามกระแสการศึกษาของโลกตะวันตก
บังเอิญแวะเข้ามาอ่านครับ....