สิ่งที่ผมมองเห็นในวันนี้ก็คือ การชี้นำออกนอกทางของนักวิชาการสายเดี่ยว เชิงลึก เฉพาะด้าน ที่กำลังทำให้ประเทศและสังคมหลงทาง

 ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งท่านได้ช่วยชี้แนะให้ผมทราบว่า ความคิดและความเข้าใจของเรานั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างระดับต่างๆ ที่ทำให้เรามองเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆรอบตัวเราได้ในระดับ ในทิศทาง และระยะทางที่แตกต่างกัน

ที่มีตั้งแต่ระดับที่

  1. แสงสะท้อนรำไรในเวลากลางคืนเดือนมืด เมฆคลุมฟ้า  
  2. แสงดาววันที่ฟ้าโปร่ง
  3. แสงเดือนในระดับต่างๆของข้างขึ้นข้างแรม
  4. แสงเทียนขนาดต่างๆ
  5. แสงจากกองไฟระดับต่างๆ
  6. แสงไฟฉาย ตามขนาด
  7. แสงไฟฟ้าแบบต่างๆจนถึงสปอตไลท์
  8. แสงอาทิตย์ในเวลาต่างๆของกลางวัน

บางอย่างที่แม้จะดูมืดมิดสำหรับความรู้สึกของคนทั่วไป หรือคนที่ไม่ชินกับระดับแสงขนาดนั้น ก็จะว่าไม่มีแสงพอที่จะทำอะไร แต่สิ่งมีชีวิตที่ชินกับระบบนั้น ก็ยังใช้แสงอันน้อยนิดนั้นเป็นประโยชน์ได้ นอกจากนี้ระดับแสงเหล่านี้ ก็ยังเป็นที่มาของสัตว์ที่ผลิตแสงเพื่อการนำทางหรือการสื่อสารกันแบบหิ่งห้อยเป็นต้น ที่ไม่ต้องรอแสงจากภายนอกก็ได้

ในแต่ละประเภทก็จะมีระดับที่แดกต่างไปอีกพอสมควรทีเดียว

ทำให้ผมได้เกิดจินตนาการของระดับความคิดของคน การชี้นำ และการนำเสนอ ที่ให้คุณให้โทษกับการพัฒนา การใช้ทรัพยากร และการพัฒนาการทางความรู้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วนี้ เรามีแนวโน้มที่จะเน้นประสิทธิภาพของการทำงาน และการใช้ทรัพยากรมากจนทำให้เราหลงลืมประสิทธิผลที่น่าจะเกิดขึ้นจริงในสังคม

การดำเนินงานแบบโปร่งใสแบบแสงอาทิตย์ คนทั่วไปได้ประโยชน์นั้นน่าจะหายาก เพราะต้องใช้ทรัพยากรมาก สิ้นเปลืองมาก และคนทำได้ประโยชน์โดยตรงน้อย มีแต่องค์กรการกุศลเท่านั้นที่จะทำแบบนั้น

แบบแสงไฟ และกองไฟ ก็ถือว่า ไม่เน้น และไม่มีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน ใครทำงานแบบนั้นถือว่า ไร้ประสิทธิภาพ ขอโครงการ หรือวางแผนพัฒนาก็มักไม่ได้รับความเห็นชอบ

ดังนั้นงานที่สังคมปัจจุบันยอมรับกันทั่วไปก็คือ แบบไฟฉายและแบบสปอตไลท์

ประเด็นนี้ผมถือว่ามีอัตราเสี่ยงค่อนข้างสูง ถ้าไปฉายส่องผิดทาง

เราจะเน้นไปในทางที่ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เมื่อเขาส่องไปทางนั้น คนส่วนใหญ่ก็เห็นอยู่แค่นั้น และเห็นชอบไปตามนั้น

โดยเฉพาะในการทำงานแบบ

  • เฉพาะด้าน
  • สายเดี่ยว
  • วิชาการเชิงลึก

ที่มักมีคนทำงานเฉพาะด้าน เฉพาะสาขาประจำอยู่ ที่อาจไม่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงของสังคม แต่ด้วยความสามารถส่วนตัว มักทำให้การนำเสนอ “ฟังดูดี” ทุกคนฟังดูคล้อยตามไปหมด

แต่แล้วก็พากันหลงทางไปกับความคิดของผู้ทรงความสามารถนั้นๆ โดยไม่รู้ตัว

คนที่พอจะมองเห็นบ้างก็อาจไม่มีพลังพอที่จะไปคัดง้างพลังกลุ่ม หรือความสามารถเฉพาะตัวดังกล่าว ทำให้ยังคงหลงทางกันทั้งกระบวน

แบบเดียวกับรางรถไฟนำไปไหน ตู้รถไฟก็วิ่งไปทางนั้น

กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสาย เมื่อหัวรถไฟตกเหวแล้ว ตู้รถไฟก็คงจะตามลงไป และหวังว่าจะมีบางตู้ที่หลุดรอดไม่หล่นตามลงไปด้วย

นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมากในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ที่จริงเราก็ยังมีสังคมอีกส่วนหนึ่งที่ยังปลอดภัยจากปัญหานี้โดยการไม่วิ่งตามกระแส ไม่เพ้อฝัน แต่อยู่กับความเป็นจริง เช่นในกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน ที่ยังคงทำตัวแบบแสงหิ่งห้อย ไม่สว่างมาก แต่ก็เป็นหลักให้กับสังคมไทยมาตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ไทย

การพัฒนา “ศาสตร์ของการพัฒนา” ใดๆ ก็เป็นแค่กระแสที่คนกลุ่มนี้รับฟัง แต่จะไม่นำมาเป็นเครื่องชี้นำ หรือวิ่งตามกระแส

เพราะมีบทเรียนมากมายที่การวิ่งตามกระแสทำให้เกิดความล้มเหลวของการพัฒนา

ดังนั้นสิ่งที่ผมมองเห็นในวันนี้ก็คือ การชี้นำออกนอกทางของนักวิชาการสายเดี่ยว เชิงลึก เฉพาะด้าน ที่กำลังทำให้ประเทศและสังคมหลงทาง

แบบเดียวกับไฟฉายที่ส่องผิดที่(ตามความคิดของกลุ่มวิชาการเชิงลึกสายเดี่ยว) ก็อาจจะทำให้คนที่มองตามเดินตาม เดินอย่างผิดทางแน่นอน

และถ้านำกรอบแนวคิดมาใช้ในการพัฒนาการศึกษาแล้วด้วย การผิดทางนี้จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒-๓ ชั่วคนในการแก้ไขเลยทีเดียว

การหลงทางนี้อาจจะทำให้เสียเวลามากขนาดนั้นเลยครับ

ผมคงจะไม่ได้อยู่ดูการแก้ไขข้อผิดพลาดนี้แน่นอน แต่หวังว่าชาติหน้าจะมามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่คนรุ่นนี้ได้สร้างไว้ครับ

ข้อเสนอแนะวันนี้มีสองระดับครับ

คือ

  • ระดับสังคมที่ไม่ควรปล่อยให้นักวิชาการสายเดี่ยวเชิงลึกมีบทบาทโดดเด่นจนเกินไป ควรมีระบบตรวจสอบ “ประสิทธิผล” เพิ่มเติมจาก “ประสิทธิภาพ” ที่มีอยู่แล้ว
  • ระดับปัจเจก ที่ควรพัฒนาความรู้ ความคิดเชิงระบบ จากการจัดการความรู้แบบเชื่อมโยงกับความเป็นจริง

ทั้งสองอย่างนี้คงจะพอแก้ปัญหาได้บ้างครับ