ครูเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญยิ่ง เป็นผู้ให้การอบรมสั่งสอนและให้ความรู้แก่เยาวชนของชาติ เพื่อชี้แนะแนวทางให้เยาวชนของชาติเป็นคนดี มีความรู้ เพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันพบว่าโรงเรียนในหลายแห่งทั่วประเทศยังขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นผลกระทบต่อคุณภาพด้านการจัดการเรียนการสอน
                จากผลการวิจัยของ รศ.ดร. ชนิตา รักษ์พลเมือง  ภาควิชานโยบายการจัดการและการเป็นผู้นำทางการศึกษา  คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน”  สรุปได้ว่า การขาดแคลนครูเป็นสภาวะวิกฤติ ไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่เกิดขึ้นกับทั่วโลก โดยเฉพาะครูในสาขาวิทยาศาสตร์และสาขาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน และปัญหาการขาดแคลนครูทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพเกี่ยวโยงกับคุณภาพการเรียนการสอนด้วย   โดยปัจจุบันประเทศไทยมีข้าราชการครูในสายงานสอน 396,507 คน แต่มีความต้องการครูมากถึง 478,186 คน จึงจะสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสาเหตุของปัญหานั้นเกิดจากปัญหานโยบายของรัฐและระดับท้องถิ่น การปฏิรูปหลักสูตรทำให้เกิดรายวิชาใหม่ ส่งผลให้ขาดแคลนครูผู้สอน ประกอบกับนโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐ และคืนอัตราทดแทนผู้เกษียณอายุตามโครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ทำให้ครูลาออกเป็นจำนวนมาก รวมถึงสาเหตุความไม่สัมพันธ์กันระหว่างการผลิตและการใช้ครู ปัญหาวิกฤติศรัทธาวิชาชีพครู และภาพลักษณ์ของอาชีพครูซึ่งมีค่าตอบแทนน้อย มีสวัสดิการไม่เพียงพอ ทำให้ครูขาดขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพ
                นอกจากนี้ รศ.ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง และคณะได้มีการกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู คือ

                1. โครงการครุทายาท คัดเลือกคนเก่ง คนดี เข้าเรียนครู โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการโครงการครุทายาทมาตั้งแต่ปี 2530 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูทั้งในระดับการศึกษาเฉพาะพื้นที่ และเฉพาะสาขาวิชา

                2. โครงการพิเศษเพื่อบริหารจัดการการปฏิรูปการฝึกหัดครู พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา (สปค.) เช่นโครงการสำหรับครูประจำการ การผลิตครูใหม่ และโครงการสำหรับผู้ใช้ครู โดยจัดคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนมัธยมศึกษาของภาครัฐและเอกชน ใน 4 สาขาวิชาหลัก คือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

                3. นโยบายและมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูไทยในศตวรรษที่ 21 โดยการสร้างความเชื่อมั่นในวิชาชีพครู ประกันคุณภาพครู และมาตรฐานการสร้างความยั่งยืนในการปฏิรูปวิชาชีพครู

                4. แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปครูและบุคลาการทางการศึกษา (2547-2556) ของ ศธ. ครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูศรัทธาต่อวิชาชีพครู พัฒนาศักยภาพครู และการผลิตครูแนวใหม่

                5. การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูของ สพฐ. โดยเรียกบรรจุครูจากบัญชีการสอบที่มีอยู่ บรรจุครูอัตราจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปและบรรจุครูที่มีคุณวุฒิขึ้น และให้เรียนวิชาทางการศึกษาเพิ่มเติม
                แต่ ศ.ดร.ศิริชัย   กาญจนวาสี คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทายาลัย ได้เสนอแผนผลิตครูในท้องถิ่นไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยแผนดังกล่าวเริ่มจากการสำรวจความต้องการครูสาขาต่างๆของแต่ละพื้นที่ และให้ดึงเด็กที่มีผลการเรียนดี มีความภาคภูมิใจอยากเป็นครู ให้ทุนเพื่อเรียนต่อในสาขาที่ขาดแคลน โดยมีข้อกำหนดเมื่อเรียนจบต้องเป็นครูในภูมิลำเนาของตนเอง และหากเริ่มดำเนินการตามแผนนี้ น่าจะเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมภายใน 5-10 ปีนี้ ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องทำหน้าที่ผลิตครู ควรทำหน้าที่เป็นแกนนำเครือข่ายภูมิภาคในการอบรมครู จัดหลักสูตรในการผลิตครู รูปแบบการเรียนการสอน การจัดทำสื่อ เป็นต้น เพื่อพัฒนาครูในทุกๆด้าน โดยเชื่อว่าหากมีการอบรมครูที่มีอยู่ไปพร้อมๆกับการผลิตครูที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นก็จะสามารถแก้ไขปัญหาทางด้านคุณภาพการศึกษาได้  และได้มีการวางแผนผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยได้มีการเสนอข่าวแผนการผลิตครูพันธ์ใหม่ จำนวน 35,100 อัตรา ใน 3 รูปแบบ คือ

                1.หลักสูตรครู 5 ปี

                2.หลักสูตร 4+1 หรือให้ผู้เรียนในสาขาวิชาขาดแคลนมาเรียนวิชาชีพครู 1 ปี

                3. บรรจุผู้ที่เรียนอยู่ในคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์อยู่แล้ว เป็นครูในพื้นที่ขาดแคลนครู โดยคาดว่าจะเริ่มบรรจุครูพันธ์ใหม่เป็นข้าราชการครูได้ตั้งแต่ปี 2554-2562 ซึ่งครูพันธ์ใหม่นี้จะเข้าไปชดเชยครูที่จะเกษียณอายุราชการได้กว่า 50 % โดยคัดเลือกนิสิต นักศึกษาในคณะครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ที่กำลังศึกษาอยู่และมีคุณสมบัติครบเข้าโครงการ จำแนกเป็น นักศึกษาชั้นปี 1 จำนวน 10,000 คน เริ่มต้นตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 รับ 1,000 คน ปีการศึกษา 2553-2554 รับปีละ 1,200 คน และปีการศึกษา 2555-2557 รับปีละ 2,200 คน ส่วนที่เหลืออีก 6,000 คน จะรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เข้าโครงการในปีการศึกษา 2552 จำนวน 2,000 คน และตั้งแต่ปีการศึกษา 2553-2556 ปีละ 1,000 คน ทั้งนี้จะมีคณะกรรมการคัดเลือกทั้งหลักสูตรที่นักศึกษากำลังศึกษาอยู่ ประกอบกับคะแนนเฉลี่ยสะสม ประวัติ ความตั้งใจเป็นครู และความรักถิ่นฐาน โดยโครงการนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณ เพียงแค่หาอัตรารองรับ เป็นการแก้ไขจุดอ่อนของโครงการครุทายาทที่เมื่อจบการศึกษาแล้วไม่มีอัตราบรรจุ
                จากผลการวิจัยของ รศ.ดร.ชนิตา รักษ์พลเมืองและ  ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี สรุปได้ว่าสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การปฏิรูปหลักสูตรทำให้เกิดรายวิชาใหม่ ส่งผลให้ขาดแคลนครูผู้สอน ประกอบกับนโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐ และคืนอัตราทดแทนผู้เกษียณอายุตามโครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ทำให้ครูลาออกเป็นจำนวนมาก รวมถึงสาเหตุความไม่สัมพันธ์กันระหว่างการผลิตและการใช้ครู ปัญหาวิกฤติศรัทธาวิชาชีพครู และภาพลักษณ์ของอาชีพครูซึ่งมีค่าตอบแทนน้อย มีสวัสดิการไม่เพียงพอ ทำให้ครูขาดขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพ  ส่วนแนวทางการแก้ปัญหานั้นได้มีการจัดตั้งโครงการต่างๆ เช่นโครงการครุทายาท  โครงการพิเศษเพื่อบริหารจัดการการปฏิรูปการฝึกหัดครู พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา (สปค.)  เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูทั้งในระดับการศึกษาเฉพาะพื้นที่ และเฉพาะสาขาวิชา   มีการเสนอ นโยบายและมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูไทยในศตวรรษที่  21โดยการสร้างความเชื่อมั่นในวิชาชีพครู
การประกันคุณภาพครู และมาตรฐานการสร้างความยั่งยืนในการปฏิรูปวิชาชีพครูและแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปครูและบุคลาการทางการศึกษา (2547-2556) ของ ศธ. ครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูศรัทธาต่อวิชาชีพครู พัฒนาศักยภาพครู และการผลิตครูแนวใหม่หลักสูตรครู 5 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการเห็นถึงความสำคัญในปัญหานี้และมีการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

 

อ้างอิงจาก

ส่วนส่งเสริมและพัฒนาวิจัย  สำนักบริหารวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ม.ป.ป.). สภาวะการขาดแคลนครู                                                  สาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหา. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน, 2552, จาก                http://www.research.chula.ac.th/cu_online/2550/vol_16_1.htm

OK nation. (ม.ป.ป.). หลักสูตรครู 5 ปีจะสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนครู และแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาได้มากแค่ไหน. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน, 2552, จาก http://www.oknation.net/blog/SNU/2009/09/10/entry-1