รู้สึกว่า คืนนี้เป็นคืนที่นอกจากจันทร์จะสวยงามแล้ว ผมยังทำงานได้ก้าวหน้าค่อนข้างน่าพอใจครับ อย่างน้่อยก็เสร็จไปแล้วหนึ่งชิ้น (จากเป้าหมายว่า คืนนี้ให้ได้สักสอนชิ้น ซึ่งยังไม่ได้พูดถึงวิทยานิพนธ์นะครับ) กำลังจะเริ่มงานชิ้นที่สองครับ แต่ขอพักสมองแป๊บหนึ่งก่อน เลยมาเขียนบันทึกในบล็อกดีกว่า มีประเด็นที่อยากเขียนเยอะครับ แต่ขอเอา สักประเด็นมาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ
เมื่ือวานในการนำเสนอโครงการวิจัย มีผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งที่รับผิดชอบงานความ (ไม่) มั่นคงในพื้นที่สามจังหวัดให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงไปกับการดำเนินการของภาครัฐในพื้นที่ แต่ท่านพูดไม่เยอะครับ จั่วหัวไว้แล้วก็หยุดพูด เพราะพูดต่อจากนี้ไปไม่ได้ อันเนื่องจากเป็นความลับ ฮือ ที่อยากเอามาเขียนเล่า ก็เพราะคืนนี้กลับมาจากปัตตานีค่อนข้างจะมืดค่ำสักหน่อยหนึ่งครับ คือ สองทุ่ม ฮาฮา (สำหรับสามจังหวัดมันดึกมากแล้ว) ภรรยาผมให้ข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้เวลาประมาณนี้ ถนนจะเงียบมาก แต่ระยะนี้รถเยอะครับ คนก็พลุกพล่านข้างถนน อาจจะเป็นไปได้ว่า เหตุการณ์มันเริ่มจะสงบลงเยอะแล้วหรือเปล่า? คำพูดนี้เลยนึกไปถึงสถิติที่สำรวจเอาจากเว็บไซด์ต่างๆ ซึ่งก็ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า เหตุการณ์มันดูดีขึ้น แต่ก็มีเหตุการณ์หนักๆ เกิดขึ้นบ้าง เช่นที่มัสยิดไอย์ปาแย หรือที่ล่าสุดคือยิงทหารพรานที่ยะลา หลังจากออกจากมัสยิด (หรืออะไรทำนองนี้)
ถ้าเราติดตามข่าว ผมว่าหลายครั้งหลายคราที่พอเกิดเหตุการณ์แล้ว รัฐจะบอกว่า ทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์ ซึ่งนั่นก็หมายถึงความพยายามของเจ้าหน้าที่ที่จะบอกว่า การข่าวของรัฐดีขึ้นแล้ว คุมสถานการณ์อยู่แล้ว เพียงแต่บางครั้งคำว่า รู้แล้ว อาจจะยังไปไม่ถึงการป้องกัน หรือการรุกกลับเท่านั้นเอง (ซึ่งในมุมผม แค่ป้องกันได้ก็เก่งแล้ว) คำถามเล่นๆ คือ สองเหตุการณ์ที่ผมยกมาข้างต้น การข่าวของรัฐเป็นเช่นไร? ต่างกันหรือเปล่า แฮ ผมไม่รู้ครับ และก็ไม่อยากรู้เท่าไร รู้สึกจะเสี่ยงเกินไปถ้าจะไปรู้เรื่องพวกนี้ ฮิฮิ
แต่ที่รับรู้จากในห้องประชุมคือ เรื่องของบันไดเจ็ดขั้นของขบวนการนั้น ทางหน่วยงานรัฐรู้ก่อนตั้งแต่ปี 46 แล้วครับ (เหตุการณ์เกิดในปี 47) แต่ในขณะที่ข้อเสนอนักวิชาส่วนใหญ่ต่อการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในพื้นที่มักจะอิงไปที่แผนบันไดเจ็ดขั้น หน่วยงานรัฐในพื้นที่กลับไม่สนใจบันไดเจ็ดขั้นไปแล้วครับ ฮือ เอาเป็นว่าในมุมผม ในปี 47 หรือ 48 เคยมีคน(เป็นคนที่ฟังเขาเล่ามาอีกทีหนึ่ง) มาเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับเป้าหมายของเจ็ดขั้นนี้ครับว่า คนในขบวนการมั่นใจว่าเขาทำสำเร็จแน่นอน แต่จนถึงตอนนี้ผมก็คิดเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐครับว่า เขาน่าจะเลิกแผนนี้ไปแล้ว เพราะมันรู้กันทั่วโลกแล้ว
เมื่อหลายเดือนก่อน อ่านหนังสือปฏิบัติการลับดับไฟใต้ และเมื่อวานฟังประเด็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในห้องประชุมอีกท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ดูแลด้านความมั่นคง แต่นำเสนอลักษณะสำคัญของคนในขบวนการซึ่งจะแสดงออกมาในพื้นที่สาธารณะ ฮาฮา (ขอหัวเราะก่อน) ปรากฏว่า ลักษณะที่ว่านั่นไม่รู้บังเอิญหรือเปล่า มันดันมาตรงกับสิ่งที่ผมเรียกร้องในพื้นที่สาธารณะเหมือนกัน (เริ่มจะหัวเราะไม่ออก) แล้วก็เลยนึกต่อไปถึงการสนทนากับชาวบ้านคนหนึ่งของผม เขาบอกผมว่า เขาอยากทำแบบนี้แบบนั้นในชุมชน ผมก็ตอบไปว่า ก็ทำไมไม่เสนอในที่่ประชุมกับหน่วยงานรัฐละ เห็นมีโอกาสเข้าร่วมประชุมตลอดมา เขาตอบผมว่า เสนอเรื่องนี้ไม่ได้หรอก ใครพูดเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่จะจัดเข้าพวกขบวนการทันที ซึ่งจะเป็นปัญหากับผม เนื่องจากขบวนการก็ไม่รับผมเข้าเป็นพวกอยู่แล้ว ระแวงผมอยู่ด้วย ขืนรัฐระแวงด้วย ผมก็ยิ่งลำบากไปใหญ่
การประชุมเมื่อวานทำให้ผมชัดเจนขึ้นในการจัดกลุ่มคนของหน่วยงานรัฐครับว่า ชาวบ้านเขารับรู้เรื่องนี้ได้ดี (กว่าผมที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไร แต่พูดเยอะ ฮือ เอาเป็นว่า ก็เหมือนกันนักวิชาการอีกหลายคนแล้วกัน) และจากท่าทีของรัฐต่อหลายกรณีจากที่ผมประมวลได้ บางทีวิธีการคิดและตัดสินของคนของรัฐแบบนี้ อาจจะทำให้ความต้องการในการแสดงออกของประชาชนถูกจำกัดไปโดยปริยายครับ ความจริงผมว่า ต้องมองที่ว่า ใครเอาไปขยายผลเพื่อสร้างเป็นเงื่อนไข มากกว่าจะมองว่า ใครเป็นคนเสนอในพื้นที่สาธารณะ แต่นั่นแหละครับ บทบาทแรกอาจจะยังเป็นความลำบากในการตามหาของรัฐ แต่อย่างหลังหาง่ายมาก เหมือนหาบ้านผมแหละครับ ฮา
หากมองในแง่ร้าย บางทีท่าทีของรัฐแบบนี้อาจจะกระตุ้นให้ชาวบ้านไปคุยกับอีกฝั่งหนึ่งมากขึ้นหรือเปล่า