เมื่อสักประมาณยี่สิบนาทีที่ผ่านมาเราเพิ่งเดินทางกลับมาจาก "วังน้ำเขียว" เราออกเดินทางจากที่นั่นประมาณสามทุ่ม มาถึงที่นี่ก็เกือบ ๆ ห้าทุ่มครึ่ง
วันนี้เรากลับมาดึกเลยเพราะว่าต้องรอ "ปวารณาออกพรรษา" เดินทางดึก ๆ แบบนี้เหนื่อยเหมือนกันแต่คนที่เหนื่อยกว่าเรานั้นคือ "เฮียหมู..."
เฮียหมู เป็นคนที่ "ปวารณา" กับเราไว้ว่าพรรษานี้ท่านจะพาเรากลับไป "แสตมป์วีซ่า" ในทุกสัปดาห์ที่วังน้ำเขียว

พรรษานี้เราอธิษฐานเข้าพรรษาที่วังน้ำเขียว แต่ด้วยภาระ หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบบ้านสุดท้ายหลังนี้จึงต้องเดินทางมาทำงานที่นี่ แต่เมื่อครบรอบ ๖ ราตรีจะต้องกลับไป "เหยียบแผ่นดิน" ที่วังน้ำเขียวสักครั้งหนึ่ง
ดังนั้นในช่วงเวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ "เฮียหมู" จะต้องขับรถมารับเราเพื่อที่จะมาพาเราไปวังน้ำเขียว ๑ เดือนมี ๔ สัปดาห์ สามเดือนก็มี ๑๒ สัปดาห์ แต่ทว่าเฮียหมูนั้นปวารณาไว้มากกว่านั้น
นอกจากที่จะพาเราไปวังน้ำเขียวเพื่อแสตมป์วีซ่าแล้ว เวลาเราต้องการอุปกรณ์เครื่องมือช่าง เฮียหมูก็วิ่งหาซื้อมาให้ แม้นว่าหนทางจะอยู่ห่างไกล (วรจักร กับ คลองหลวง) เฮียหมูก็วิ่งไป วิ่งมานับครั้งไม่ถ้วน

ค่าของเฮียหมูก็คิดบ้าง ไม่คิดบ้าง ส่วนค่าน้ำมันนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเฮียหมูไม่เคยคิด
วันดีคืนนี้ก็ชวนไปซื้อหินที่ลำตะคลอง ซื้อหนัก ๆ ก็ชวนขับรถขึ้นไปรับช่างที่ "เชียงใหม่"
เราวิ่งไป วิ่งมากับเฮียหมูตลอดทั้งพรรษา แต่คืนนี้แล้วสินะ คืนวัน "ออกพรรษา" ก็เป็นวันสิ้นสุดของกิจกรรมสแตมป์วีซ่า โอ้ กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจริง
หลังจากวันนี้ที่เฮียหมูขับรถออกไป จิตใจเราก็หวิว ๆ เล็กน้อย
เพราะความผูกพันที่เฮียหมูทำให้เราตลอดสามถึงสี่เดือนมานั้นมีคุณค่าอย่างเหลือล้น
เรามาอยู่ที่นี่ เปรียบเสมือนคนหน้าใหม่ไร้ญาติมิตร
เราอยู่เชียงใหม่ค่อนข้างนาน (ประมาณสองปีครึ่ง) ดังนั้นเวลาทำงาน เราจะซื้อหาอะไร การไหว้วานใครนั้นจึงไม่ใช่เรื่องลำบาก
แต่เมื่อเรามาอยู่ที่นี่ เราไม่มีใคร แต่บุญกรรมที่เคยทำไว้ก็จึงได้กัลยาณมิตรที่ดีคือ "เฮียหมู"
เฮียหมูพร้อมครอบครัวช่วยวิ่งซื้อของให้เราตลอด
สัปดาห์หนึ่งเฮียหมูและลูกชายทั้งสามแวะวนเวียน เปลี่ยนหน้า เปลี่ยนตากันเข้ามาหลายครั้ง
มีครั้งหนึ่งเราจะต้องเดินทางไปทำธุระที่วังน้ำเขียวกับญาติ ๆ เฮียหมูเองก็ขับรถเอา "อาหาร" จาก "วรจักร" มาส่งเราตอนเช้าถึงที่ "วังน้อย..."
งานนี้จะไม่สำเร็จได้จริง ๆ หากขาดมิตรที่แท้จริงอย่างเฮียหมู
คำพูดใดคงจะน้อยเกินไปและไม่สามารถบ่งบอกถึง "ใจ" ที่เฮียหมูมีให้เราและศาสนาในครั้งนี้ได้

ผลบุญและกรรมอันใด ใครทำ ใครได้ สิ่งที่เฮียหมูได้ทำให้กับเราและศาสนาไว้ย่อมจักไม่สูญค่า หากถึงกาล ถึงเวลาผลบุญนั้นหนาจักเรืองรอง...
ขอบคุณมากนะ "เฮียหมู"...
อนุโมทนาสาธุเจ้าค่ะ
ขอน้อมบูชาคุณความดีที่อยู่ในใจของเฮียหมูอีกคนเจ้าค่ะ
ท่านเป็นตัวอย่างของผู้ปฏิบัติดี
ที่ทำให้จิตใจของผู้รับรู้และพบเห็นได้เบิกบาน
สาธุเจ้าค่ะ (^___^)
แสดงว่าเฮียหมูได้ บวชใจตนเองได้ หนึ่งพรรษาเชียว เฮียหมูครับ ครอง กฐินอีกสามเดือน สิครับ ขออนุโมทนา กับเฮียหมูครับ
ขอน้อมศรัทธาต่อความดีงามของเฮียหมูและครอบครัวเจ้าค่ะ...
ไม่ว่าจะเป็นท่านเอง หรือภรรยาท่านเอง.. กะปุ๋มก็ได้น้อมรับถึงความมีเมตตาอย่างยิ่ง
คุณความงามของเฮียหมูและครอบครัวนั้น หาประมาณหาที่สุดไม่ได้
ขอร่วมกราบขอบพระคุณท่านด้วยใจงามๆ เจ้าค่ะ
สาธุ...สาธุ...สาธุ
เฮียหมูโดนภรรยาทิ้ง...
วันก่อนตอนที่ท่านทั้งสองจะกลับ ตอนนั้นก็ "บังเอิญ" จะออกไปคุยกับเฮียหมูเรื่องที่เราจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้วก็ได้ไปเจอ AF1 และ AF2 (Academy foolish) ที่นั่นนั่นแหละ
วันนั้นก็บอกเฮียหมูว่า เราจะต้องรอปวารณาออกพรรษาตอนสองทุ่มก่อนกว่าจะกลับได้ก็คงสักสามทุ่ม เฮียหมูจะรอไหม...?
เฮียหมูก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการให้...
ตอนเย็น ๆ มาเจอเฮียหมู เฮียหมูก็บอกว่า "วันนี้ถูกเมียทิ้ง สบาย อาจารย์จะกลับเที่ยงคืนก็ได้...555"
ปรากฎว่าภรรยาแกกับหลานเฮียหมูส่งขึ้นรถตู้กลับไปก่อนเลย แล้วเฮียหมูก็อยู่รอรับเรากลับจากกรุงเทพฯหลังปวารณา
เรากับเฮียหมูมีอะไรก็ "ฮา" กันไปเรื่อย ไปโน่น ไปนี่จนแม่ครัวแถว ๆ นั้นบอกว่าเห็นหน้าอาตมาจะต้องเห็นหน้า "เฮียหมู" ติดกันอย่างกับปาท่องโก๋ (แต่ไม่รู้ว่าจะเหมือนกับปาท่องโก๋ เจ๊ม่วยหรือเปล่า...)
ฟังเรื่องเฮียหมูแล้วทำให้รู้สึกได้ว่าคนที่ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนยังมีอยู่จริงยิ่งทำเพื่อศาสนาแล้วไซร้ยิ่งทำให้รู้สึกดีกับเฮียหมูมากๆรู้สึกได้เลยว่าเฮียหมูไม่ท้อที่จะทำความดีทำให้คิดได้ว่าในบ้างครั้งที่คนเราท้อใจบ้างในบางเรื่อง ลองดูเฮียหมูเป็นต.ย.ที่ดีเขาทำความดีโดยไม่ย่อท้อ ขอบคุณที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้ทำตาม