เรามารู้จักกับบริษัท “ไทยคร๊าฟท์” กัน

ประเด็นการศึกษาค้นคว้า  กรณีศึกษา “ไทยคร๊าฟท์”

ความเป็นมา

                บริษัทไทยคร๊าฟท์ก่อตั้งโดยคุณอภิรักษ์  ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจหลักสูตรผู้บริหาร(Executive  MBA)  มีประสบการณ์ในการทำงานบริษัทส่งออกขนาดเล็กแห่งหนึ่งเป็นเวลา  5  ปี 

                บริษัทไทยคร๊าฟท์เป็นผู้ส่งออกสินค้าประเภทหัตถกรรมที่ทำจากผ้า  โดยใช้วิธีว่าจ้างโรงงานในภาคเหนือให้ผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อที่บริษัทได้รับจากลูกค้า   ธุรกิจของไทยคร๊าฟท์ดำเนินไปได้ด้วยดี      ด้วยคุณภาพที่ประณีตของสินค้าและการส่งมอบที่ตรงเวลาทำให้ธุรกิจของไทยคร๊าฟท์ประสบความสำเร็จ    โชคดีที่ไทยคร๊าฟท์ได้โรงงานที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงเป็นพันธมิตรธุรกิจและสินค้าบางแห่งจากโรงงานนี้ได้รับเลือกเป็นสินค้า OTOP   ปัจจุบันไทยคร๊าฟท์มีลูกค้าประจำ  5  ราย  ซึ่งทำธุรกิจต่อเนื่องเป็นเวลานาน  นอกจากลูกค้าประจำยังมีลูกค้าๆให้ความสนใจกับสินค้าของไทยคร๊าฟท์เช่นกัน     และบริษัทก็พัฒนาความสัมพันธ์เพื่อเปลี่ยนลูกค้าเหล่านี้เป็นลูกค้าประจำ แต่มักจะไม่ประสบความสำเร็จ  เนื่องจากลูกค้าขาดศักยภาพในการจำหน่ายสินค้าของไทยคร๊าฟท์ซึ่งมีคุณภาพและราคาสูงกว่าคู่แข่ง

                ผู้บริหารเน้นการบริหารแบบปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนตัดสินใจเกี่ยวกับงานประจำของตน        ให้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อพนักงานทุกคน  และพนักงานทุกคนของไทยคร๊าฟท์สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี  มีการประสานงานระหว่างหน่วยย่อยในองค์กรได้เป็นอย่างดีมีความจงรักภักดีกับองค์กรสูง

 

การกำหนดปัญหา

ปัญหาการผลิต

                คือ   การผลิตสินค้าไม่ทันตามความต้องการของลูกค้า

ปัญหาการบริหาร

                คือ   การจัดโครงสร้างองค์กรไม่เหมาะสม

ปัญหาด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์

-         บุคลากรไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน

-         บุคลากรขาดความรู้ความสามารถทางด้านภาษา

 

 

การวิเคราะห์ SWOT

การวิเคราะห์จุดแข็ง S

1. สินค้าที่ส่งออกเป็นสินค้าหัตถกรรม มีคุณภาพที่ประณีต และมีชื่อเสียง

2. ผู้บริหารมีประสบการณ์การทำงานในบริษัทส่งออกขนาดเล็กมาก่อน และจบการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจ

3. ผู้บริหารเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนตัดสินใจร่วมกัน

4. พนักงานแต่ละฝ่ายสามารถติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันได้ดี และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

 

การวิเคราะห์จุดอ่อน W

1. การติดต่อลูกค้ารายใหม่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ

2. ลูกค้าขาดศักยภาพในการจำหน่ายสินค้าของไทยคร๊าฟท์ เนื่องจากมีราคาสูง

3. รับพนักงานใหม่ที่ยังไม่มีประสบการในการทำงาน

4. ไม่มีการกำหนดกฎระเบียบของบริษัทที่ชัดเจน

5. พนักงานฝ่ายขายทักษะที่ดีในการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ

6. พนักงานในแต่ละฝ่ายมีจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับภาระงานที่เพิ่มขึ้น

7. ขาดหัวหน้างานในแต่ละฝ่าย จึงต้องรอคำสั่งจากผู้จัดการใหญ่เพียงคนเดียวทำให้การทำงานล่าช้า

 

การวิเคราะห์โอกาส O

1. บริษัทได้โรงงานที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าที่คุณภาพสูง เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ

2. สินค้าได้รับเลือกเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระดับ5ดาว ในบางแห่ง ทำให้มีชื่อเสียงพอสมควร

 

 

 

การวิเคราะห์อุปสรรค T

1. ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 100% ทำให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆในองค์กรล่าช้า

2. Order ที่ลูกค้าสั่งมีรายละเอียดค่อนข้างมาก พนักงานที่รับผิดชอบมักจะมีข้อมูลปริมาณมากให้ต้องพิจารณาเพื่อการตัดสินใจ

3. ลูกค้าขาดศักยภาพในการจำหน่ายสินค้าของไทยคร๊าฟท์ เนื่องจากมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง

 

 

การกำหนดวัตถุประสงค์

1. เพื่อให้ผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการของลูกค้า

2. เพื่อพัฒนาโครงสร้างขององค์กรได้อย่างเหมาะสม

 

สาเหตุของปัญหา

 

สาเหตุของปัญหาการผลิต

                เนื่องจากบุคลากรในฝ่ายบรรจุหีบห่อมีบุคลากรชายเพียง  2  คน  รับผิดชอบเรื่องของการบรรจุสินค้าลงกล่องและปิดผนึก    ติดต่อหน่วยงานภายนอกองค์กรเกี่ยวกับการรับส่งเอกสาร  ตัวอย่างสินค้า  ตัวอย่างวัตถุดิบ  นอกจากนี้บุคลากรในฝ่ายบรรจุหีบห่อยังต้องช่วยฝ่ายอื่นรับส่งเอกสาร  หรือติดต่อกับหน่วยงานภายนอกตามที่ได้รับการขอร้อง   และปัญหาเรื่องของการผลิตสินค้าไม่ทันตามความต้องการของลูกค้า  เนื่องด้วยปริมาณออร์เดอร์ที่เพิ่มมากขึ้น  ทำให้พนักงานในฝ่ายบรรจุหีบห่อต้องใช้เวลาในการบรรจุสินค้าลงกล่องและปิดผนึกเพิ่มมากขึ้น  ยิ่งใกล้วันที่จะต้องส่งมอบสินค้า  พนักงานจะต้องมีการทำงานล่วงเวลา  หรือต้องทำงานในวันหยุด  เพื่อให้ส่งมอบสินค้าได้ตรงตามกำหนด

 

สาเหตุของปัญหาการบริหาร

                เนื่องจากโครงสร้างองค์กรภายในของบริษัท  แบ่งพนักงานออกเป็น  3  ฝ่าย   ได้แก่

ฝ่ายขาย  รับผิดชอบเกี่ยวกับการประชุมเรื่องรายละเอียดของออร์เดอร์กับกรรมมาการผู้จัดการ   เตรียมวัตถุดิบ   จัดทำใบสั่งผลิตสินค้า   ติดต่อประสานงานกับผู้จัดการโรงงานที่รับจ้างผลิตสินค้าให้กับบริษัท   ตรวจสอบคุณภาพสินค้า   ติดต่อประสานงานกับบริษัทชิปปิ้ง   และรับชำระเงินจากลูกค้า

ฝ่ายบรรจุหีบห่อ   รับผิดชอบเรื่องของการบรรจุสินค้าลงกล่องและปิดผนึก    ติดต่อหน่วยงานภายนอกองค์กรเกี่ยวกับการรับส่งเอกสาร  ตัวอย่างสินค้า  ตัวอย่างวัตถุดิบ  นอกจากนี้บุคลากรในฝ่ายบรรจุหีบห่อยังต้องช่วยฝ่ายอื่นรับส่งเอกสาร  หรือติดต่อกับหน่วยงานภายนอกตามที่ได้รับการขอร้อง  

ฝ่ายบริหารจัดการทั่วไป   รับผิดชอบเรื่องของการชำระเงิน   จัดเงินเดือนและดูแลสวัสดิการของพนักงาน   จัดหาดูแลและซ่อมบำรุงอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงาน   จัดเตรียมเอกสารและประสานงานกับสำนักงานบัญชีภายนอกเพื่อการจัดทำบัญชีและเสียภาษีอากรของบริษัท  และรับผิดชอบงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ขององค์กร   

                จะเห็นได้ว่า การจัดโครงสร้างขององค์กรมีการแบ่งความรับผิดชอบเพียง  3  ฝ่าย  ทำให้ในแต่ละฝ่ายมีหน้าที่ความรับผิดชอบค่อนข้างมาก   และยังไม่มีการจัดหาหัวหน้างานในแต่ละฝ่าย  ทำให้การดำเนินงานเกิดความล่าช้า

 

สาเหตุของปัญหาด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์

-         บุคลากรไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน

เนื่องจากฝ่ายขาย มีพนักงาน  3  คน   ฝ่ายบรรจุหีบห่อ มีพนักงาน  2  คน   ฝ่ายบริหารจัดการทั่วไป มีพนักงาน  2  คน   รวมแล้วมีพนักงานเพียง   7  คน   ในขณะที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น    ทำให้การทำงานเกิดความล่าช้าเพราะพนักงานเท่าเดิมในขณะที่ปริมาณงานเพิ่มมากขึ้น

-         บุคลากรขาดความรู้ความสามารถทางด้านภาษา

พนักงานฝ่ายขาย  รับผิดชอบเกี่ยวกับการประชุมเรื่องรายละเอียดของออร์เดอร์กับกรรมมาการผู้จัดการ   โดยลูกค้าสั่งสินค้าและติดต่อกับทางบริษัททางอีเมล์เป็นภาษาอังกฤษ  แต่พนังงานในฝ่ายขายขังขาดทักษะที่ดีในการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษ  จึงต้องรอปรึกษากับกรรมการผู้จัดการทุกครั้ง  เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดของออร์เดอร์ก่อนที่จะนำข้อมูลไปปฏิบัติงานในขั้นตอนต่อไป  เมื่อมีลูกค้าเข้ามาติดต่อมากขึ้น  ทำให้ฝ่ายขายมีปัญหาความล่าช้าในการสื่อสารกับลูกค้า

 

การกำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหา

  1. การปรับโครงสร้างขององค์กรภายในใหม่ให้เหมาะสมกับการทำงาน  หน้าที่ความรับผิดชอบและตามความเหมาะสมขององค์กรธุรกิจของตน 
  2. การเปิดรับพนักงาน
  3. จัดการฝึกอบรมภาษาอังกฤษให้กับพนักงาน   

 

การดำเนินการแก้ไข

1. การปรับโครงสร้างขององค์กรภายในใหม่ให้เหมาะสมกับการทำงาน  หน้าที่ความรับผิดชอบและตามความเหมาะสมขององค์กร  สำหรับการกำหนดโครงสร้างองค์การโดยทั่วไป  มีพื้นฐานวิธีการขั้นตอนดังนี้        (วิภาวรรณ , 2547)

1. 1.    เริ่มต้นด้วยต้องแยกแยะแจกแจงระบุออกมาให้ได้ก่อนว่าในองค์การ  มีงานอะไรต้องทำบ้าง  ตั้งแต่เริ่มต้น  จนผลงานสำเร็จ

1.2. พิจารณาต่อไปว่างานที่เกิดขึ้นเหล่านั้น   มีงานใดเหมือนหรืองานใดต่างกันบ้าง   แล้วนำมาจัดกลุ่มงาน งานที่เหมือนกันคล้ายกันที่สามารถเชื่อมโยงอยู่ด้วยกันได้ให้จัดไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน   ส่วนงานที่ต่างกัน ไม่เกี่ยวกันก็จับไว้คนละกลุ่มกัน  ก็จะเกิดเป็นหน่วยงานแผนกงานเกิดขึ้น  ดังนั้นหากพบว่ามีงานแตกต่างกันกี่กลุ่มก็จะมีจำนวนแผนกงานหน่วยงานจำนวนเท่านั้น เราก็จะได้โครงสร้างองค์การในแนวราบเกิดขึ้น 

1.3. นำหน่วยงานที่แตกต่างในแนวราบมาพิจารณาต่อ ว่าในแต่ละหน่วยงานเหล่านั้นควรมีขั้นการบังคับบัญชากี่ขั้น  ซึ่งมีหลักในการพิจารณาคือ 

1.3.1 งานซับซ้อนมากหรือน้อย   ถ้างานซับซ้อนมาก สายการบังคับบัญชาก็ควรมีหลายชั้นเพื่อช่วยกลั่นกรองงาน  ถ้างานซับซ้อนน้อย  สายการบังคับบัญชาก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายชั้นมาก

1.3.2  ปริมาณงานมากหรือน้อย  ถ้างานปริมาณมากสายการบังคับบัญชาก็ควรมีหลายชั้นเพื่อช่วยกระจายงานและควบคุมดูแลงาน  ถ้างานปริมาณน้อยสายการบังคับบัญชาก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายชั้นมาก

1.3.3 จำนวนคนทำงานมากหรือน้อย   ถ้ามีคนจำนวนมากสายการบังคับบัญชาก็ควรมีหลายชั้นเพื่อช่วยในการดูแลควบคุมการทำงาน   ถ้าคนจำนวนน้อยก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายชั้น 

จะเห็นว่าสายการบังคับบัญชาที่เกิดขึ้นนั้นจะกลายเป็นโครงสร้างองค์การในแนวดิ่งนั่นเอง  ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าใครเป็นเจ้านายใครเป็นลูกน้อง  ใครต้องทำงานตามคำสั่งใคร  ใครจะต้องรายงานผลการทำงานต่อใครบ้าง  หรือใครจะมีอำนาจสั่งการและควบคุมใครกันบ้าง

2. การเปิดรับพนักงานใหม่  เพื่อลดภาระการทำงานของพนักงานที่มีอยู่เดิม  และเพื่อตอบสนองการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ และเป็นการผลักดันให้องค์กรเติบโตก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

การคัดเลือกพนักงานที่จะเข้ามาทำงานได้ตรงตามความต้องการขององค์การ

2.1.  หากผู้บริหารมีความคิดที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลง ให้ทันกับกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยที่ตนเองไม่ต้องเหนื่อยมาก รับฟังความคิดเห็นพนักงานและให้โอกาสในการทำงานสูง (Empowerment) แนะนำว่าควรเลือกพนักงานที่มีคุณสมบัติในข้อที่ 1

2.2. หากผู้บริหารองค์การมีความคิดที่จะให้พนักงานมาทำงานแทนส่วนที่ขาด หรือลาออกไปนั้น โดยงานนั้นเป็นงานประจำ (Routine) ควรเลือกพนักงานที่มีคุณสมบัติตามข้อที่ 2

2.3. หากผู้บริหารต้องได้ความคิดใหม่ๆ หรือคนที่สามารถควบคุมและสั่งการผู้อื่นได้ มีประสิทธิภาพในการสั่งการสูง แนะนำว่าควรเลือกพนักงานที่มีคุณสมบัติข้อที่ 3

2.4. หากองค์การนั้น ผู้บริหารหรือระดับหัวหน้า ชอบที่จะรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพียงผู้เดียว ไม่รับฟังความคิดใดๆ ของพนักงาน ให้ทำอะไร ก็ทำๆ ไปเสีย... แนะนำว่าควรเลือกพนักงานคุณสมบัติข้อที่ 4
                ซึ่งพนักงานในแต่ละข้อมีขีดความสามารถแตกต่างกันออกไป ระดับการศึกษาและความรับผิดชอบก็จะแตกต่างกันด้วย หากองค์การเกิดความผิดพลาดแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ คือ การตัดสินใจรับพนักงานเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในองค์การ สิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อสอบถามเกี่ยวกับทิศทางของการพัฒนาองค์การ ล้วนได้คำตอบในแนวทางเดียวกันว่า
              -  ต้องการพนักงานที่มีความสามารถสูง

-  มีความคิดสร้างสรรค์

-  สามารถพัฒนางานประจำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

-  มีความกระตือรือร้นในการทำงาน

-  พนักงานต้องมีความรู้สึกว่าองค์การนั้นๆ เป็นเสมือนบ้านของเขา

และในบางครั้งก็จำเป็นต้องรับพนักงานที่มีคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อ ไปพร้อมๆ กัน ขึ้นอยู่กับงานนั้นๆ ว่าต้องการใช้พนักงานแบบไหน ที่สำคัญที่สุดเมื่อรับเข้ามาแล้ว โปรดใช้งานให้เหมาะสมตามหน้าที่และตำแหน่งที่พนักงานใหม่สมัครเข้ามา อย่าใช้งานแบบจับฉ่าย... เพราะนอกจากพนักงานจะไม่มีความสุขในการทำงานแล้ว ยังเป็นการลดทอนศักยภาพส่วนตัวอย่างรุนแรง รวมถึงขวัญและกำลังใจของพนักงาน ที่ควรจะต้องถนอมไว้ Put the right man on the right job. แต่ในบางองค์การเองนั้นเข้าคติที่ว่า Put the right man on the every job.

3.  จัดการฝึกอบรมภาษาอังกฤษให้กับพนักงาน    เพราะการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องอาศัยทักษะภาษาอังกฤษของพนักงานเพื่อที่จะดำเนินงานไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทที่ต้องติดต่อกับลูกค้าในตลาดต่างประเทศ กับหน่วยงานรัฐบาลในระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น หรือ องค์กรที่จำเป็นต้องใช้ภาษาหลาย ๆ ภาษาในการติดต่อสื่อสาร เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญในตลาดงาน วางตัวของบริษัทให้แตกต่างจากคู่แข่งโดยสร้างความได้เปรียบให้สามารถทำงานได้ง่าย และมีประสิทธิภาพขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสาร  (I-love-english.com , 2009)