หลังจากได้รับหนังสือเชิญจากฝ่ายวิชาการ หน่วยการศึกษาต่อเนื่องของเเพทย์เเละประชุมวิชาการ โดยมีท่าน รศ.นพ. บุญส่ง พัจนสุนทร รองคณบดีฝ่ายวิชาการเป็นประธานกรรมการจัดประชุมวิชาการประจำปีคณะเเพทย์ ปี 2552 ให้ไปร่วมเป็นวิทยากร บรรยายในหัวข้อ"จิตอาสากับงาน palliative care ในเด็ก" ในวันที่ 16 ตุลาคม 2552 ที่จะถึงนี้ สิ่งหนึ่งที่จะต้องเตรียมก็คือ การเขียนบทความวิชาการเพื่อเผยเเพร่ในเอกสารการประชุม ซึ่งการบรรยายในวันนั้นเราจะขึ้น 3 คน มีพี่เกศคนเก่งของทีมเรา พยาบาลผู้มีจิตอาสาเต็มเปี่ยม พี่เกศคงพูดในบทบาท APNและ co- ordinator  เราทำงานร่วมกันมาตั้งเเต่ปี 2547  ส่วนน้องอาร์มนักสังคมสงเคราะห์ หนุ่มคนนี้ตัวใหญ่ ใจดี สมกับเป็นนักสังคมฯก็พูดในบทบาทของตัวเอง เเละตัวฉันเองก็เรื่องการดูแลครอบครัวสูญเสีย เเต่ทั้งหลายทั้งมวลเราประสานเป็นทีม หลอมเป็นหนึ่งเดียวที่มุ่งสู่คนไข้เด็กระยะสุดท้ายเเละครอบครัว มีท่านอาจารย์ชูศรี  คูชัยสิทธิ์ หัวหน้างานบริการพยาบาล โรงพยาบาลศรีนครินทร์ของเราเป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

               เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บทความก็ได้คลอดเป็นที่เรียบร้อย เเละเราได้รวบรวมส่งให้พี่เกศเพื่อส่งให้ฝ่ายวิชาการเเล้ว ในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ จะเป็นเรื่องจิตอาสากับการดูแลครอบครัวสูญเสียเนื้อหาของบทความมีดังนี้

          จิตอาสากับการดูแลหลังสูญเสีย (Bereavement care )

          การดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายเมื่อถึงที่สุดแล้วการสูญเสียคือสิ่งที่ตามมา เมื่อมีสูญเสีย( loss) ก็จะต้องมีคนที่ เศร้า( grief ) และคนที่เศร้าคือ พ่อแม่ ครอบครัว  เนื่องจากผู้เขียนอยู่ในพื้นที่การดูแลผู้ป่วยเด็กระยะสุดท้ายและให้การช่วยเหลือครอบครัวสูญเสียมาระยะหนึ่ง  ทำให้ทราบและเห็นถึงความทุกข์ยากของครอบครัวตลอดทั้งตัวเด็กเองเมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง  หากเด็กน้อยคนหนึ่งมีโอกาสได้กล่าวคำอำลาต่อเราทีมการดูแล ประโยคสั่งลาสุดท้ายที่เด็กน้อยคนนั้นอยากจะพูด เชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขาคงอยากบอกกับเรา พูดกับเราว่า  “เมื่อหนูจากไปช่วยเยียวยาจิตใจพ่อแม่หนูด้วย”  การดูแลจึงไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเด็กตาย  คนที่อยู่ข้างหลังต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง เวลาที่เราดูหนัง พระเอกตายหนังก็จบ เเต่ถ้าเป็นระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเมื่อคนไข้ตาย การดูแลยังไม่จบ ยังไม่สิ้นสุด การดูแลเพื่อให้พ้นผ่านระยะเศร้าโศกจากการสูญเสีย( Bereavement care) จึงเปรียบเหมือนการดูหนังตอนจบ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของ Bereavement care ก็คือ

1.      เพื่อให้ครอบครัวและคนที่อยู่ข้างหลังเข้าใจธรรมชาติของความเศร้าโศกและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น

2.       เพื่อให้ความมั่นใจเเก่ผู้เศร้าโศกว่าเป็นกระบวนการอันปกติ

3.       เพื่อให้เข้าใจอุปสรรคที่อาจพบหลังสูญเสียและวิธีการจัดการ

4.      ช่วยเหลือในการหาวิธีการเผชิญกับความเศร้าโศกได้อย่างเหมาะสม

5.        เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การยอมรับความเป็นจริง

      วิธีการให้การช่วยเหลือครอบครัวนั้นเราเริ่มต้นตั้งแต่หลังการแจ้งข่าวร้าย( breaking bad news) โดยเริ่มให้การช่วยเหลือตั้งแต่ผู้ป่วยเด็กยังไม่เสียชีวิต  เช่น การประเมินครอบครัว ความเสี่ยงต่อการปรับตัวที่ยากลำบาก( Bereavement risk assessment )  การมอบสิ่งที่เป็นความทรงจำที่ดี เช่น ภาพถ่าย วีดิโอ  สมุดบันทึก สิ่งของ  และหลังจากผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตแล้ว

       โปรแกรมการดูแลที่สามารถทำได้เลยคือการติดตามถามข่าวและให้กำลังใจครอบครัวซึ่งทำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมาย การโทรศัพท์  การนัดหมายครอบครัวสูญเสียมาทำกลุ่มพบปะลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน ( Self help  group)  การให้การช่วยเหลือครอบครัวสูญเสียเป็นงานที่ยากลำบาก  แต่หากเรามีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเขาคงไม่ยากเกินกำลัง ผู้ที่จะทำงานตรงนี้ได้ก่อนอื่นต้องรู้จักตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่  เรามีความพร้อมที่จะทำงานตรงนี้แค่ไหน มีจิตอาสาแค่ไหน และพร้อมหรือยังที่จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางและนำพาครอบครัวสูญเสียก้าวผ่านความยากลำบากที่เขากำลังเผชิญอยู่  

          ครอบครัวสูญเสียหากมองดูแล้วเขาก็คือคนป่วยคนหนึ่ง ความเจ็บปวดที่เกิดจากการสูญเสียที่สำคัญคือสูญเสียลูกผู้เป็นที่รักนั้นคงยากที่จะบรรยาย   ความทุกข์ที่เกิดจากการสูญเสียลูกนั้นมากมายแค่ไหนเจ็บปวดแค่ไหน  “สูญเสียลูกเหมือนสูญเสียแก้วตา ดวงใจ”  มีแม่ท่านหนึ่งได้เขียนบรรยายถึงความเจ็บปวดจากการที่ต้องสูญเสียลูกไว้ว่า  “คำว่าลูก ยังผูกในดวงจิต แม่เฝ้าคิดคร่ำครวญคะนึงหา โอ้ลูกน้อยแม่เฝ้าคอยเจ้ากลับมา กลับมาหาซบอกของแม่เอย”

       และอีกหลายต่อหลายครอบครัวที่ต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่แสนเจ็บปวดจากการสูญเสียลูก “คุณแม่ไปอยู่ที่หนองคาย หลังงานศพน้องคุณแม่เจ็บปวดเหลือเกิน คงไม่ มีความสูญเสียครั้งไหนจะยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้อีกแล้ว”  เมื่อทราบดังนี้จึงคิดว่าหลังการเสียชีวิตของเด็ก ทีมจะต้องเข้าไปให้การช่วยเหลือทันทีและผู้ที่จะทำงานนี้ได้ดีจะต้องมีจิตใจที่เป็นจิตอาสาเนื่องจากว่าความทุกข์โศกหลายคนไม่อยากเผชิญแม้แต่ทีมการพยาบาลเองบางครั้งเกิดความกลัว เกิดความไม่มั่นใจ หรือพยาบาลบางท่านเคยผ่านประสบการณ์การสูญเสียมาก่อนจึงเลี่ยงที่จะไม่ทำตรงนี้  คุณสมบัติของพยาบาลจิตอาสาหรือผู้สนใจที่จะมาทำงาน Bereavement care ควรจะมีดังนี้

- มีเมตตา กรุณา

- รู้จักรัก

- รู้จักให้อภัย

-  มีความเอื้ออาทร

- มีความละเอียดอ่อนเข้าถึงจิตใจของผู้อื่น

- เห็นคุณค่าเเละความหมายของทุกชีวิต

- มีสิ่งยึดเหนี่ยวเเละศรัทธาของตัวเอง

- พร้อมที่จะเป็นผู้ให้ พร้อมที่จะช่วย

- เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

      การทำงานด้วยความมีจิตอาสากับการทำงานด้วยจิตวิญญาณของคนทำงานถ้าจะพูดแล้วดูจะไม่แตกต่างกัน เพราะต่างก็คือการทำในสิ่งที่เป็นการให้ และทุ่มเทด้วยใจโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ใดใด เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความดี ความงามของใจ มีจิตใจที่รักต่อเพื่อนผู้ทุกข์ยากเสมือนหนึ่งว่าเขาเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน และความเป็นจิตอาสาจะเป็นสิ่งที่จะช่วยนำพาครอบครัวสูญเสียก้าวผ่านความเจ็บปวดและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

เอกสารอ้างอิง

นิรมล พัจนสุนทร.ความเศร้าและขบวนการผ่านพ้นความเศร้า. ขอนแก่น.เอกสารประกอบการอบรมเรื่อง Communication skill in pediatric palliative care วันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2548 ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2549: 1-6.