" เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์ " ก็จากประสบการณ์พิจารณาทุกขเวทนา คือเอาทุกขเวทนา
เป็นอารมณ์กรรมฐานตั้งอธืษฐานในใจว่า ขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระสงฆ์ พระธรรม
พระสงฆ์ แล้วก็นั่งสมาธิเพชรตั้งใจรักษาอิริยาบถ ซึ่งเป็นสภาวะที่ทุกข์ทรมาน ทนได้
ยาก ใครๆก็กลัวกันทุกคน ตามปกติคนเราต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่ตลอดเพื่อหนีจาก
ทุขเวทนา แต่ในวันนั้นก็มีกำลังใจแก่กล้า ต้องการพิสูจน์ เพื่อที่จะได้รู้จัก ความจริงอัน
ประเสริฐ คือทุกขสัจ
ปกติเรามีอุปาทานยึดมั่นในทุกขเวทนา เรามักมีความรู้สึกว่าเรามีทุกข์ เราเป็นทุกข์
ประสบการณ์เป็นของเรา เราทนทุกขเวทนาไม่ไหว ยึดมั่นถือมั่นว่าเรากับทุกเวทนา
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แต่เมื่อตั้งใจจะพิจารณาทุกเวทนาแล้ว
ทุกข์ควรกำหนดรู้
ทุกข์อยู่ที่ไหน ให้ตั้งสติ ตั้งใจมั่น กำหนดดู เข้าไปดูถึงต้นตอ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็น
สมาธิต่อทุกข์อาการของสมาธิที่จิตตั้งมั่นกับ ทุกขเวทนา คือไม่ยินดียินร้าย ไม่มี
วิภวตัณหา
เป็นจิตที่หนักแน่นกล้าหาญ จึงเกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ละ
ตัณหา วิภวตัณหา อุปาทานยึดมั่นถือมั่น ขณะที่วิภวตัณหาดับ
ทุกขเวทนาก็จะดับในขณะนั้นเห็นด้วยปัญญาว่า
เราผู้รู้ ผู้เห็นทุกขเวทนา
กับความรู้สึกทุกขเวทนาอยู่คนละฝ่ายกัน
ใจสงบเย็ยด้วยความปล่อยวาง จิตอยู่อยู่เหนือเวทนา มองดูเวทนาอยู่ห่างๆ
คล้ายกับเกิดช่องว่างระหว่างจิต กับเวทนาเราคือส่วนหนึ่ง เวทนาก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง
" รู้ " ส่วนหนึ่ง " รู้สึก " ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง มองเห็นเวททนาจริงๆ เหมือนเห็น
ด้วยตาแต่เป็นการเห็นด้วยใจว่า
ทุกขเวทนาเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้ความรู้สึกทุกข์ เห็น
ความรู้สึกทุกข์แต่ไม่ได้เป็นทุกข์ เรียกว่า
เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์จริง ๆ เลย
สาธุลองศึกษาดูนะค่ะ
สาูธุ
พระท่านว่าศึกษาคือลงมือปฏิบัติ
สวัสดีค่ะ