สรุปการสัมมนาโครงการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน
“องค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วันจันทร์ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.
ณ ห้องแกรนด์บอลล์รูมบี ชั้น ๘ โรงแรม ลี การ์เด้นท์ พลาซ่า หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
-----------------------------
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้จัดให้มีโครงการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เรื่อง “องค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๘.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องแกรนด์บอลล์รูมบี ชั้น ๘ โรงแรม ลี การ์เด้นท์ พลาซ่า หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีวิทยากรและผู้ดำเนินรายการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้
วิทยากร (ภาคเช้า)
“องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย”
๑.ศาสตราจารย์พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ
กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๒.นายสมชาย หอมลออ
กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๓.อาจารย์จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ดำเนินรายการโดย
นายวัลลภ นาคบัว
ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
วิทยากร (ภาคบ่าย)
“แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย” โดย
รองศาสตราจารย์กมลทิพย์ คติการ
ที่ปรึกษาโครงการเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย
“การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ” โดย
นางวิลาวรรณ มังคละธนะกุล
เจ้าหน้าที่การทูตชำนาญการ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
สาระสำคัญของการประชุม ดังนี้
“องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย” โดยนายวัลลภ นาคบัว ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวนำถึงโครงสร้างขององค์กรปฏิรูปกฎหมาย ตามร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ.... (ร่างที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี) ดังนี้
องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณามีสาระสำคัญหลัก ๓ ประการ คือ
๑. ต้องมีการดำเนินการที่เป็นอิสระ
๒. ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ
๓. ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
โดยการดำเนินการให้เป็นไปตามหลัก ๓ ประการข้างต้นคือ เน้นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายประกอบการดำเนินการ
ในโครงสร้างขององค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายก็จะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
๑.บททั่วไป
มีความสำคัญอยู่ที่มาตรา ๔ คือ “การปฏิรูปกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาระบบกฎหมายในเชิงสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ...” กล่าวคือ การพัฒนากฎหมายนั้นไม่เป็นเรื่องของการพิจารณาในส่วนของศาสตร์ทางด้านกฎหมายแต่เพียงด้านเดียว ควรมีด้านอื่นประกอบด้วยไม่ว่าจะเป็น ด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรม เป็นต้น
อีกประการคือ “...การมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน...”
ประการสุดท้ายคือ “...การดำเนินการบนพื้นฐานองค์ความรู้ทีได้จากการศึกษาวิจัย...” โดยส่วนที่สำคัญจุดนี้คือ การปรับปรุงกฎหมายต้องไม่เป็นเพราะความรู้สึกนึกคิด แต่ควรอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ และความเหมาะสมกับบริบทของสังคม
๒. คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
องค์ประกอบของคณะกรรมการจะมีทั้งสิ้น ๑๑ คน ประกอบไปด้วย ประธาน ๑ คนกับกรรมการอีก ๑๐ คน ซึ่งในจำนวน ๑๑ คนนี้ จะมีกรรมการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาจำนวน ๓ คน มีวาระการปฏิบัติหน้าที่ ๓ ปี และกรรมการปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มเวลาอีก ๘ คนมีวาระการปฏิบัติหน้าที่ ๖ ปี หลักคิดในการกำหนดกรรมการประเภทปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาและไม่เต็มเวลารวมถึงการกำหนดวาระการปฏิบัติหน้าที่นั้น คำนึงถึงการได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและสามารถให้การทุ่มเทงานในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้เป็นหลัก
อีกประเด็นสำคัญมากและเป็นที่ถกเถียงกันคือ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งร่างกฎหมายได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ มีทั้งสิ้น ๙ อนุมาตรา ซึ่งมีบางประเด็นที่ยังเป็นคำถาม เช่น
- มีอำนาจซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ ซึ่งในจุดนี้มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ คณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีหน้าที่ในการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีส่งมาให้ ซึ่งจะเป็นการตรวจพิจารณารายมาตรา และส่งกลับไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา แต่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะมีหน้าที่ศึกษาและทำความเห็นเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรีในกฎหมายฉบับหนึ่งหรือเรื่องเหนึ่งๆเป็นภาพรวมไม่เจาะรายมาตรา โดยการศึกษาดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้จากงานวิจัยต่างๆ
- กรณีที่มีกฎหมายถูกเสนอโดยองค์กรอื่นนอกจากฝ่ายบริหาร เช่น เสนอโดย องค์กรอิสระ ภาคประชาชน คณะกรรมการนี้จะสามารถทำความเห็นต่อกฎหมายนั้นๆได้
- หน้าที่สำคัญอีกประการคือ การสนับสนุนการเสนอร่างกฎหมายโดยภาคประชาชน ซึ่งในปัจจุบันภาคประชาชนสามารถร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายได้ แต่ยังไม่มีกลไกของรัฐหรือมีหน่วยงานใดเป็นกำลังสนับสนุนหรือส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรม คณะกรรมการชุดดังกล่าวอาจเป็นความหวังของภาคประชาชนในอนาคตได้
๓. คณะกรรมการสรรหา
๔. สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๕. ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและรัฐสภา
๖. บทเฉพาะกาล
ศาสตราจารย์พิเศษสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการปฏิรูปกฎหมายได้เปิดประเด็นเรื่อง กฎหมายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ โดยกล่าวว่า กฎหมายถือเป็นเครื่องมือหรือกลไกลประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้การปฏิรูปกฎหมายจึงต้องทิศทางไปในทางเดียวกันเพื่อเสริมกันโดยเฉพาะ เน้นการเป็นกฎหมายของประชาชน ไม่กระทบถึงสิทธิและประโยชน์ของประชาชนในภาพรวม อีกทั้งยังต้องเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน บทบัญญัติกฎหมายใดไม่เป็นดังนี้ควรมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นและให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน
กฎหมายมิใช่เครื่องมือในการมุ่งลงโทษประชาชนแต่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนร่วมกัน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญอีกประการคือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการออกกฎหมาย เกิดความเท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างผู้มีส่วนได้เสียทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
กรณีผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายหรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม จะต้องยึดถือสิ่งสำคัญ ๓ ประการในการปฏิบัติหน้าที่ คือ
๑. มีความเป็นอิสระ
๒. มีความเป็นกลาง
๓. ไม่มีอคติ
โดยเฉพาะบุคลากรในหน่วยงานของตำรวจ เป็นหน่วยงานที่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่มีความใกล้ชิดกับการบังคับใช้กฎหมายเป็นอย่างยิ่ง การปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย รักษาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง จะทำให้ประชาชนเห็นคุณค่าและเกรงต่อการฝ่าฝืนการปฏิบัติกฎหมาย ดังนั้นการปฏิรูปกฎหมายที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นคือตำรวจ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ควรได้รับการปฏิรูป
องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่จะมีจัดตั้งขึ้นในอนาคต จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคประชาชน นอกจากการมีหน้าที่ในการเสนอแนะความเห็นในการปรับปรุงกฎหมายต่างๆ จะมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือภาคประชาชนในการผลักดันกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนในการร่วมเสนอกฎหมายและองค์กรนี้จะส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดความสำเร็จ
อาจารย์จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้อภิปรายโดยให้ความสำคัญเรื่อง การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) โดยชี้ถึงวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ นำเสนอปัจจัยการนำกฎหมายไปสู่การพัฒนา ประกอบด้วย
๑. การวางแผนในการออกกฎหมาย
๒. กระบวนการปฏิรูปกฎหมายกับการพัฒนา ซึ่งมี ๓ แบบ
๒.๑ แบบปะผุ กล่าวคือ การแก้ไขปรับปรุงเป็นครั้งคราว
๒.๒ แบบกฎหมายตาม กล่าวคือ การเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม
๒.๓ แบบกฎหมายนำ กล่าวคือ การปฏิรูปเพื่อการนำการเปลี่ยนแปลงของสังคม
โดยในแนวทางที่ ๓ คือการปฏิรูปเพื่อการนำการเปลี่ยนแปลงของสังคมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการช่วยให้การปฏิรูปกระบวนการทุกอย่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทั้งกฎหมายที่ดี การบังคับใช้กฎหมายที่ดี
๓.กฎหมายกับสังคม การปฏิรูปกฎหมายฉบับใดต้องเข้าใจและนำสังคมนำการปฏิรูป เข้าใจบริบททางสังคมและพิจารณาแบบสหวิทยา
๔. วิศวกรทางสังคม กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้ต้องเป็นการรับรองและคุ้มครองประโยชน์ของมหาชน
การเรียนการสอนวิชากฎหมายในระดับอุดมศึกษามีการปรับเปลี่ยนการสอนเป็นการสอนกฎหมายเพื่อการพัฒนา ดังนั้น รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้มีองค์เพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ต้องใช้ช่องทางดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กระบวนการที่สำคัญในทางกฎหมายอีกประการคือ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีปัญหาที่สำคัญหลายประการ คือ
๑. ปัญหาการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย
๒. ปัญหาเรื่องการอำนวยความยุติธรรม การบริหารงานยุติธรรมและการให้ความรู้
๓. ปัญหาเรื่องของคนในกระบวนการยุติธรรม กับกฎหมายของกระบวนการยุติธรรม
นายสมชาย หอมลออ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้อภิปรายแนวคิดในการจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายเพื่อการหาแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมิได้เจาะจงกฎหมายเพียงแต่เรื่องหนึ่งเรื่องใด อีกทั้งยังคงต้องมีการปฏิรูปด้านแนวคิดในทางกฎหมายด้วย (ไม่ใช่ปฏิรูปเฉพาะตัวบทกฎหมาย)
การออกกฎหมายโดยรัฐ ประชาชนในฐานะผู้ถูกบังคับใช้กฎหมายต้องปฏิเสธกฎหมายที่ไม่มีความเป็นธรรม และร่วมกันสร้างหลักนิติธรรม นิติรัฐขึ้นมา โดยไม่ปล่อยให้เป็นอำนาจของฝ่ายรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งที่มาของกฎหมายทางหนึ่งก็คือหลักกฎหมายธรรมชาติ นั่นคือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนและสิทธิมนุษยชน โดยรัฐธรรมนูญของไทยทั้ง พ.ศ.๒๕๔๐ และ พ.ศ.๒๕๕๐ พยายามสร้างหลักแนวคิดดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร ดังนั้น จึงควรมีการปฏิรูปแนวคิดด้านกฎหมายที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วย
แนวคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยปัจจุบันเน้นรูปแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จก็ปล่อยให้เป็นกลไกอำนาจของรัฐดำเนินการต่อ ทั้ง นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ มีการกระจายอำนาจลงท้องถิ่น ฯลฯ โดยแนวคิดในการมีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็อยู่ในลักษณะตัวแทนเช่นกัน ดังนั้น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจึงสามารถเน้นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนได้ และการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการเสริมงานของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ดำเนินการหรือไม่สามารถดำเนินการได้เพราะไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งย่อมต้องกระทบต่อประชาชนจำนวนหนึ่ง จึงควรให้ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในกฎหมายนั้นๆได้แสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการตรากฎหมาย
ในอีกประเด็นที่มีความสำคัญคือ แนวความคิดเกี่ยวกับ Privatization ในประเทศไทย ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งมิใช่การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนอย่างแท้จริง แต่เป็นของการโอนกิจการของรัฐไปให้เอกชนเป็นเจ้าของ ซึ่งผิดหลักการการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยแรงกดดันจากภาคประชาชน บทบาทของของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายอีกประการหนึ่งคือ ต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาสังคม โดยรัฐธรรมนูญของประเทศไทยได้กำหนดให้มีองค์กรอิสระมากมายโดยมีเจตนารมณ์ให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่างๆ
ดังนั้น การมีองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายนั้น เป็นการส่งผ่านแนวคิดในเรื่องต่างๆไปยังอำนาจของรัฐ ทั้ง นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างภาคประชาชนกับภาครัฐ ให้ความรู้หรือข้อมูลสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเด็นทางกฎหมายได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งทำหน้าที่ให้เกิดกฎหมายที่เป็นธรรม ประชาชนมีส่วนร่วม เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน
การแสดงความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้
- อยากเห็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่จะมีการจัดตั้งในอนาคต ปรับปรุงหรือพัฒนากฎหมายโดยเฉพาะสิ่งที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และประชาชนเข้าใจได้ง่าย อาทิ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา หรือกระบวนการยุติธรรม และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรวจ
- ตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการการบังคับใช้กฎหมายสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กฎหมายฉบับอื่นมีการปฏิรูปได้ด้วย ซึ่งหากมีการปฏิรูประบบการทำงานของตำรวจก็สามารถส่งผลต่อการปฏิรูปกฎหมายด้านอื่นด้วย
- เนื่องจากในการบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบัน ประชาชนยังไม่มีความเคารพในกฎหมายเท่าที่ควร หลายคนพร้อมที่จะฝ่าฝืนกฎหมายหากมีโอกาสเช่น กฎหมายจราจร เป็นต้น ดังนั้น หากเป็นไปได้ ควรมีกลไกในองค์กรปฏิรูปกฎหมายที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนเคารพกฎหมาย สร้างความเชื่อและศรัทธาในกฎหมายให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งสร้างความยุติธรรมตามความเป็นจริงให้เกิดขึ้นกับประชาชน เพราะความยุติธรรมตามความเป็นจริงกับความยุติธรรมตามกฎหมาย
- สร้างพลังขององค์กรให้มีแรงผลักดันกฎหมายที่ได้ดำเนินการศึกษา เพราะหากรัฐบาลไม่สนใจกฎหมายที่องค์กรนี้เสนอไปแล้ว และในขณะเดียวกันกฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาก็มีการแก้ไขจนผิดโครงสร้างและเจตนารมณ์ในการมีกฎหมาย ก็จะส่งผลเสียแก่ประชาชนผู้ถูกบังคับใช้กฎหมายโดยรวม
- เรื่องเร่งด่วนที่ควรมีการปฏิรูป อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมพยานหลักฐาน เป็นต้น แต่อย่างไรปัญหาประการหนึ่งคือ การเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องของนักการเมืองในการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้เช่น การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายทั้งหมดต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมและตรงกับบริบทของสังคมไทย
- การให้ความรู้ประชาชนและสังคม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ควบคู่ไปกับการปรับปรุงกฎหมาย เช่น การออกกฎหมายควบคุมห้างค้าปลีกค้าส่ง เมื่อมีกฎหมายแล้วควรมีการให้ความรู้แก่ประชาชนในการเลือกบริโภคให้เหมาะสมกับความจำเป็นในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ การควบคุมปัญหาที่จะเกิดการตั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ก็ต้องมีการควบคุมเช่นกัน เช่น ปัญหามลพิษทางอากาศ ทางเสียง ขยะ การจราจร เป็นต้น
- สิทธิในการรับการบริการด้านสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ แต่ในความเป็นจริงการปฏิบัติยังไม่มีความเท่าเทียม การดำเนินการยังไม่มีความสอดคล้องกับสิทธิที่พึงได้รับ เช่น ข้าราชการมีสิทธิได้รับการผ่าตัดรักษาอาการ แต่ไม่สามารถใช้สิทธิได้ทันที ต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลก่อนแล้วจึงจะไปเบิกกับหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งการสำรองจ่ายนั้นเป็นภาระแก่ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอซึ่งก็เป็นปัญหาประการหนึ่ง แล้วประชาชนทั่วไปที่สิทธิยังไม่เทียบเท่าข้าราชการ ย่อมจะมีอุปสรรคในการใช้สิทธิในการรักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการตามสิทธิที่พึงมีและกำหนดไว้ในกฎหมาย
- การให้อำนาจของผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการใช้ดุลพินิจเป็นปัญหาประการสำคัญ ทำให้ประชาชนได้รับสิทธิที่ไม่เท่าเทียมและไม่ครอบคลุมทุกส่วน ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกคนมีสิทธิตามกฎหมาย
“แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.กมลทิพย์ คติการ ที่ปรึกษาโครงการเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย
สืบเนื่องจากโครงการเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยที่ได้มีการจัดเวทีทั้งหมด 10 ครั้ง โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆในกระบวนการยุติธรรมในหัวข้อ ดังนี้
1. คิด สร้าง สานต่อ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสู่สังคมนิติธรรม”
2. หลักนิติธรรมกับสังคมไทย: คุณค่า ความหมาย และการนำไปใช้
3. การสร้างและพัฒนา “ฅน” ยุติธรรม
4. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม
5. การคุ้มครอง “เหยื่อ” ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
6. การคุ้มครองสิทธินักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน”
7. กระบวนการยุติธรรมกับกรณีอุ้มหาย ซ้อม ทรมาน และฆ่านอกระบบกฎหมาย
8. ยุติธรรมทางเลือกกับการเข้าถึงความยุติธรรมในสังคมไทย
9. บทบาทกระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้
10. การบูรณาการแนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย
เมื่อสังเคราะห์ความคิดที่ได้จากเวที จึงสรุปบทเรียนได้ ดังนี้
1. ระบบกฎหมายของไทยยังมีปัญหา
- กระบวนการออกกฎหมายและการนำกฎหมายไปบังคับใช้
2. กระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหาวิกฤต จำเป็นต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
- ด้านอำนวยความยุติธรรม
- ด้านการบริหารงานยุติธรรม
- การจัดการความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
3. มีปัญหา “ฅน” กับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสู่สังคมนิติธรรม
1. การพัฒนาหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมและสังคม
2. การพัฒนา “คน” ในกระบวนการยุติธรรม
3. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน
4.การคุ้มครองและเสริมพลัง “เหยื่อ” ในกระบวนการยุติธรรม
5. การปฏิรูปกฎหมายเพื่อมุ่งสู่สังคมนิติธรรม
6. การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อมุ่งสู่สังคมนิติธรรม
7.การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
ความเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนา
- รัฐควรให้การสนับสนุนด้านการงบประมาณในการศึกษาเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน การเข้าใจ การเข้าถึงและการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นรูปธรรม และสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมให้มากที่สุด ส่งเสริมการศึกษาเรื่องดังกล่าวในสถาบันการศึกษา
- มาตรฐานการใช้บังคับกฎหมายต่อประชาชนและเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังมีความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ชาวบ้านยังไม่รู้ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตน ทำให้บางครั้งขาดโอกาสหรือถูกเอาเปรียบ
“การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ” โดยนางวิลาวรรณ มังคละธนะกุล ในฐานะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
กฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและการจัดทำหนังสือสัญญา ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า “ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ทีได้ประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป”
โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๙๐ ต้องการให้รัฐสภาและรัฐบาล องค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐร่วมกันในการทำหนังสือสัญญาที่มีความสำคัญของประเทศ ประกอบด้วยการกำหนดกรอบการเจราและการจัดทำหนังสือสัญญา และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำหนังสือสัญญา เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มมาตรการเยียวยาแก้ไขผู้เสียหายเมื่อมีผู้ได้รับผลกระทบ โดยกำหนดให้รัฐต้องแก้ไขเยียวยาอย่างเหมาะสมและภายในเวลาอันสมควร
หนังสือสัญญามีหลายประเภท อาทิ หนังสือสัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทย หนังสือสัญญาที่ต้องออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติมารองรับ หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรือผูกพันงบประมาณของประเทศ
ความหมายของหนังสือสัญญาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้น คือ ความตกลงต้องที่มีการทำขึ้นระหว่างรัฐ หรือระหว่างรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์การะหว่างประเทศด้วยกัน ซึ่งความตกลงนั้นต้องทำเป็นหนังสือซึ่งสองฝ่ายที่เรียกว่าคู่เจรจา มีเจตนาก่อให้เกิดพันธะผูกพันทางกฎหมายและอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ
คณะอนุกรรมการฯได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษและดำเนินการศึกษาหนังสือสัญญากลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย
ประเภทที่ ๑ หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง
ประเภทที่ ๒ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
ประเภทที่ ๓ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ลักษณะสำคัญของหนังสือสัญญาทั้ง ๓ ประเภท
๑. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งหนังสือสัญญากลุ่มนี้หมายถึง
๑.๑ มีผลผูกพันด้านทรัพย์สินทางปัญญามากไปกว่าที่ประเทศไทยผูกพันไว้ภายใต้ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าขององค์การการค้าโลก หรือมีผลขัดแย้งต่อพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเทศไทยได้เป็นภาคี
๑.๒ มีผลผูกพันด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลขัดแข้งต่อพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยเป็นภาคี
๑.๓ มีผลผูกพันด้านแรงงานที่ขัดแย้งพันธกรณีของประเทศไทยที่มีภายใต้ความตกลงขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ
๑.๔ มีผลผูกพันที่ก่อให้เกิดพันธกรณีที่ขัดแย้งกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การระหว่างสหประชาชาติ
๑.๕ มีลักษณะอย่างอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมีประกาศกำหนดตามข้อเสนอของคณะกรรมการ
๒. หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ หนังสือสัญญากลุ่มนี้หมายถึง
๒.๑ มีผลผูกพันด้านการสินค้าและบริการมากไปกว่าที่ประเทศไทยมีพันธกรณีภายใต้ความตกลงกับองค์การการค้าโลก
๒.๒ มีผลผูกพันด้านการลงทุนมากไปกว่าที่ประเทศไทยผูกพันไว้ภายใต้ความตกลงเรื่องมาตรการการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการค้าขององค์การการค้าโลก หรือมีความแตกต่างหรือขัดแย้งกับบทบัญญัติที่มีอยู่ในกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของประเทศไทย ทั้งการลงทุนระยะสั้นและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
๒.๓ มีลักษณะอย่างอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศกำหนดตามข้อตกลงของคณะกรรมการ
๓. หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
หนังสือสัญญากลุ่มนี้หมายถึง หนังสือสัญญาที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้แต่ไม่รวมหนังสือสัญญากู้เงินหรือค้ำประกันเงินกู้ที่เป็นสัญญาทางแพ่ง
๓.๑ มีผลผูกพันงบประมาณของประเทศซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
๓.๒ มีผลผูกพันงบประมาณของประเทศในจำนวนเกินกว่าอัตราเฉลี่ยของงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินที่เพิ่มขึ้นย้อนหลังไปได้ ๕ ปีรวมกัน
๓.๓ มีลักษณะอย่างอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศกำหนดตามข้อตกลงของคณะกรรมการ
การกำหนดขั้นตอนและการจัดทำหนังสือสัญญา
ในการทำหนังสือสัญญา คู่เจรจาต้องมีอำนาจการการเจรจาหรือทำความตกลงกับคู่สัญญา กล่าวคือ จะต้องมีการจัดทำกรอบเจรจา ซึ่งกรอบเจรจาคือ อำนาจการการทำความตกลงกับคู่สัญญา โดยกรอบการเจรจาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา หากไม่รับความเห็นชอบ ตัวแทนของรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถไปทำความเจราจาตกลงได้ การจัดทำกรอบเจราจามีประโยชน์ในด้านที่รัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนจะได้ทราบวัตถุประสงค์และแนวทางในการเจรจา และช่วยพิจารณาประเด็นต่างๆเพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรอง ในการจัดทำกรอบการจรจานั้นต้องอาศัยข้อมูลมากมาย ทั้งผลการศึกษาวิจัยและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และเมื่อภายหลังมีการนำกรอบเจราจาที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาไปดำเนินการเจรจาและทำความตกลง ก่อนที่จะมีการลงนามผูกพัน รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับรายละเอียดของความตกลงนั้นเสียก่อน
การมีส่วนร่วมของประชาชน การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (Public Hearing)
ในการดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้นมี ๒ ขั้นตอน กล่าวคือ
๑. ก่อนเสนอกรอบการเจรจาและระหว่าการเจรจาทำหนังสือสัญญา การจัดการดังกล่าวเป็นดุลพินิจของหน่วยงานว่าเห็นสมควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่อย่างไร
๒. ก่อนจะมีการลงนามในหนังสือสัญญาใด (ก่อนการแสดงเจตนา) ต้องดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยหลักในการรับผิดชอบ โดยการดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ “...การออกกฎที่มีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงก่อนมีการดำเนินการ” ซึ่งจุดสำคัญในการดำเนินการคือ โปร่งใส เป็นธรรม และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
-----------------------------
มีข้อมูลมากเลยนะครับ ดีใจที่ได้รู้จักครับ...
เช่นเดียวกันครับอาจารย์