สรุปโครงการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน ประจำปี ๒๕๕๒
โดย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ร่วมกับ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
วันพุธที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๒
เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ห้องทับทิม ๑ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า ถนนศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-----------------------------
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้จัดการสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายแก่ประชาชน“องค์กรปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
เมื่อวันพุธที่ ๑๙สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องประชุม ห้องทับทิม ๑
โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า ถนนศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีวิทยากรและผู้ดำเนินรายการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้
วิทยากร (ภาคเช้า):
“องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย”
๑. นายสมชาย หอมลออ
กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๒. นายปรีดา เตียสุวรรณ์
กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๓. อาจารย์จิตรดารมณ์ รัตนวุฒิ
คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
ดำเนินรายการโดย
นายอัครพงษ์ เวชยานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
วิทยากร (ภาคบ่าย)
“แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย”
- รองศาสตราจารย์อัจฉราพรรณ จรัสวัฒน์
อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
“การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง” โดย
- นายอดุลย์ ยุววิทยาพานิชย์
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมายการพาณิชย์ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
อนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค
สาระของการประชุม มีดังนี้
“องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐: คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย”
นายสมชาย หอมลออ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ตัวกฎหมายที่จะจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายต้องมีการรับฟังความเห็นของประชาชน แม้จะเข้ารัฐสภาแล้ว เราก็ต้องรับฟังความเห็นเพื่อเป็นข้อเสนอแนะแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด
การมีส่วนร่วมกับกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าจะมีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลก็พิสูจน์ได้ว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทนยังไม่สมบูรณ์ จึงควรมีการส่งเสริมในเรื่องประชาธิปไตยแบบโดยตรง ในเมื่อที่ผ่านมาเราปฏิเสธสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่เราเลือกจึงน่าจะมีการวางกรอบให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาด้วย เช่น มีการรับฟังความเห็นของประชาชน
มีการตรวจสอบหรือการร้องเรียนผู้ที่เป็นตัวแทนของเรา
การเสนอกฎหมายโดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างกฎหมายขึ้นไป แม้ประชาชนจะมีช่องทางผ่านสภาได้ แต่กระบวนการในการที่จะเปิดโอกาส
โดยระดมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะสาขากฎหมาย ซึ่งมาตรา ๘๑ (๑) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ประการนี้
มาตรา ๘๑ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๓) จัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระ เพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย
การผลักดันกฎหมายเข้าสู่ระบบในการตรากฎหมาย มีกฎหมายมากมายหลายฉบับทีไม่มีลักษณะที่เป็นบูรณาการ ซึ่งไทยไม่มีแผนในการจัดทำกฎหมาย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดนี้ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมามีความหวังในการที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ โดยมีศาสตราจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นนี้มี ๒ องค์กรคือ องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายและองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ร่าง พ.ร.บ. คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. .... มี ๔ หมวด ดังนี้
หมวด ๑ กล่าวถึงคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
หมวด ๒ กล่าวถึงคณะกรรมการสรรหา
หมวด ๓ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
หมวด ๔ ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและรัฐสภา
มาตรา ๔ กล่าวถึงหลักการที่เป็นหัวใจของการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อการพัฒนาระบบกฎหมายในเชิงสหวิทยาการอย่างเป็นระบบ เป็นธรรม เสมอภาค และมีเสรีภาค โดยครอบคลุมทั้งหลักการ วิธีการดำเนินการ ที่รัฐต้องยึดถือปฏิบัติด้วย เช่น ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีมากขึ้นซึ่งมีผลต่อชีวิตประจำวันและเกี่ยวกับภาครัฐและภาคเอกชนด้วย ดังนั้นการตรากฎหมายในเรื่องปัจจุบันจึงต้องตามให้ทัน
มาตรา ๖ เป็นเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งการทำงานของคณะกรรมการค่อนข้างหนัก มีทั้งหมด ๑๑ ท่าน โดยมีกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา
จำนวน ๓ คน
มาตรา ๗ กรรมการต้องมีผลงานในด้านต่างๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หรือด้านอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อการปฏิรูปกฎหมาย
มาตรา ๘ คุณสมบัติของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่สำคัญจะต้องไม่อิงการเมือง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและเป็นกลาง
มาตรา ๙ คณะกรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ต้องไม่ประกอบธุรกิจที่เสื่อมเสีย
มาตรา ๑๐ กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาต้องไม่ปฏิบัติงานอย่างอื่นที่เป็น
งานประจำ
มาตรา ๑๕ คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในขอบเขตอำนาจที่คณะกรรมการชุดนี้จะทำได้เพราะลำพังคณะกรรมการอย่างเดียวจะริเริ่มหรือดูกฎหมายทุกฉบับเป็นการยากจึงต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการในการช่วยดูแลกฎหมายในด้านต่างๆ
มาตรา ๑๘ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
มาตรา ๑๙ กระบวนการในการสรรหาคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
มาตรา ๒๓ มีเลขานุการเป็นหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
มาตรา ๓๒ ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ประจำปี แสดงรายละเอียดแผนงานและผลการปฏิบัติหน้าที่
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้เอาความรู้ทางวิชาการประกอบกับเจตจำนงของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อผลักดันรัฐบาลในการรับฟังความเห็นของประชาชนในกฎหมายต่างๆ และเมื่อประชาชนต้องการเสนอหรือแก้ไขกฎหมายใดๆ ประชาชนไม่มีพี่เลี้ยงในการร่างกฎหมายซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้จัดทำบันทึกความเห็นของร่างพระราชบัญญัติเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนแล้ว
นายปรีดา เตียสุวรรณ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ไม่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาก เพียงแต่มีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อเอาไปพัฒนากฎหมาย ประชาชนจะมีความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการตัดสินในเรื่องที่มีความสำคัญกับชีวิตของพวกเขา เนื่องจากอำนาจอยู่ที่ประชาชนโดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะเอาความเห็นของประชาชนเป็นข้อเสนอแนะเพื่อเป็นพลังในการเป็นข้อมูลข่าวสารและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศด้วย
หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คือ เสนอแนะข้อคิดเห็นต่อรัฐบาล
ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไม่มีส่วนได้เสียอย่างใดๆ เกี่ยวกับการเมือง โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอภาพรวมกฎหมายของประเทศ มีการดำเนินงานอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายได้มากขึ้น รวมถึงให้รัฐธรรมนูญเข้าถึงประชาชนได้อย่างมากที่สุด
หลักแล้วอำนาจอยู่ที่ประชาชน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเอาความคิดเห็นของประชาชนเป็นข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นพลังในการเป็นข้อมูลข่าวสารแก่ประเทศต่อไป คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นองค์กรในทางวิชาการ ศึกษา เสนอแนะในการจัดทำกฎหมาย รัฐบาลจะทำหรือไม่อย่างไร ประชาชนต้องทำการตรวจสอบเอง
อาจารย์จิตรดารมณ์ รัตนวุฒิ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สุราษฎร์ธานี
ความเห็นเกี่ยวกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะเป็นองค์กรที่จะบูรณาการด้านกฎหมายให้เท่าเทียมและเป็นธรรมได้ เพื่อการพัฒนากฎหมายอย่างเป็นระบบ
มาตรา ๑๘ เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในสามด้าน เกี่ยวกับ
๑) มาตรา ๑๘ (๑) (๒) เรื่องเจ้าภาพหลักในการปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย ที่ยังมีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเสนอความเห็นที่ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าจะใช้ช่องทางไหนในการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้บ้าง
๒) การเป็นตัวกลางระหว่างประชาชนและรัฐ ซึ่งทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไม่มีมาตรการ ไม่มีเครื่องมือ ทำให้การทำงานหวังผลได้ยาก
๓) มาตรา ๑๘ (๖) เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาแก่ประชาชน เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
- กฎหมายฉบับปัจจุบันมีปัญหาในการบังคับใช้ เพราะบางฉบับเป็นกฎหมายเก่า เช่น อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครองส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคมีอำนาจซับซ้อนในการทำงาน เพราะตอนร่างกฎหมายให้อำนาจแก่ส่วนกลางอย่างเดียว พอมีองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ การปฏิบัติงานจึงดำเนินไปได้ยาก
- ปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถซึ่งอยู่ในส่วนภูมิภาค แต่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีแต่ในส่วนกลาง ทำให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในส่วนท้องถิ่นมาสามารถเสนอกฎหมายได้
- ไม่มีเครื่องมือในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทำให้พันธกิจที่วางไว้อาจจะไม่บรรลุผลได้ในบางกรณี
- จะทำอย่างไรให้การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมมีส่วนร่วมในสังคม เช่น ความรับผิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายต้องไม่ละเลยจารีตประเพณีของไทย ไม่ใช่เอาของต่างประเทศมาใช้อย่างเดียว
- ทำอย่างไรให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้มีการหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งควรมีบทลงโทษที่สาสมถ้ามีการกระทำที่ไม่สุจริตเกิดขึ้น
- องค์กรชุมชนต่างๆ มีกระบวนการสมานฉันท์มีผลดีมาก ควรมีการจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชน
- กฎหมายเกี่ยวกับนักการเมือง ควรมีมาตรฐานในทางจริยธรรมสูงกว่าบุคคลทั่วไป
- คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นตัวประสานและให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ เพื่อส่งผลให้บรรลุตามวัตถุประสงค์
ประเด็นข้อเสนอจากผู้เข้าร่วมสัมมนา
- มาตรา ๘ วรรคสี่ คุณสมบัติของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเรื่องสำคัญ คืออำนาจของประชาชน เราใช้อำนาจส่งผ่านผู้แทนโดยประชาชนเพราะประชาชนเป็นอำนาจในการปกครอง
การมี มาตรา ๘ วรรคสี่ การเลือกตั้งต้องผ่านการคิดวิเคราะห์ ต้องสังกัดพรรคการเมือง เมื่อเราปิดกั้นไม่ให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งความเป็นจริงการดำเนินงานต้องมีการประสานงานกับพรรคการเมือง การมีเงื่อนไขดังกล่าวอาจจะเกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน จึงไม่เห็นด้วยกับการไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ควรเขียนกฎระเบียบไม่ให้โน้มเอียงในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ การพนันมีวัฒนาการหลายรูปแบบ
ควรเปิดให้เล่นเลยรายได้จะได้เข้ารัฐ
- พระราชบัญญัติสถานบริการ มีการแก้หลายครั้งแล้วแต่ไม่ตรงจุด อย่าสร้างข้อบังคับที่จุกจิกจู้จี้มากจนเกินไป การที่กฎหมายละเอียดถี่ยิบทำให้การปฏิบัติตามเป็นไปได้ยาก
- ควรมีการแก้กฎหมายแรงงานต่างด้าว เนื่องจากแรงงานไทยตกงาน มีแต่แรงงานต่างด้าว เช่น พม่า มอญ เข้ามารับจ้างทำงาน จึงควรมีการคุ้มครองแรงงานไทยในโรงงานหรืออาชีพต่างๆ ให้กับคนไทย
- พระราชบัญญัติโรงแรม มีเงื่อนไขต่างๆมากมาย เมื่อสร้างมาแล้วจะทำอย่างไรให้ออกใบอนุญาตได้
- คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีอำนาจหน้าที่ที่กว้างมาก ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจในอำนาจหน้าที่ได้ หรือคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นองค์กรทางด้านวิชาการ
- อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหรือไม่ เช่น กฤษฎีกา หรือส่วนกฎหมายของหน่วยงานรัฐต่างๆ
- คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีหน้าที่เสนอกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีอย่างเดียว แต่ถ้าจะเสนอกฎหมายต่อรัฐสภาจะเป็นการเกินอำนาจหน้าที่หรือไม่
- เปลี่ยนเป็นองค์กรพัฒนากฎหมายได้หรือไม่ และอยากให้เป็นองค์กรที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วย เช่น การจดสิทธิบัตรในเรื่องต่างๆ
รองศาสตราจารย์อัจฉราพรรณ จรัสวัฒน์
อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
“แนวคิดและวิธีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย”
การพัฒนากระบวนการยุติธรรมเชิงคุณค่าสู่สังคมนิติธรรม
๑) คิด สร้าง สานต่อ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสู่สังคมนิติธรรม
เป็นเรื่องปัญหาของคนประมาณ ๗๐ % ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมหรือ
นักกฎหมาย ต้องค้นหาว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร
การทำงานแยกส่วนกันระหว่างพนักงานตำรวจ ทนายความ พนักงานอัยการศาล การเชื่อมโยงการทำงานในระหว่างองค์กรจะทำอย่างไรเพื่อประสิทธิภาพที่สูงสุด
๒) หลักนิติธรรมกับสังคมไทย
Rule of Law หลักนิติธรรมคือความยุติธรรมในทางกฎหมาย จะมีความหมายอย่างไรเพื่อให้เข้าใจอย่างแท้จริง
ในบ้านเมืองเราควรมีความยุติธรรมในสังคมด้วย หลัก Love of Law เช่น ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
๓) การสร้างและพัฒนา “คน” ยุติธรรม
คนยุติธรรมในด้านสหวิชาชีพและสหวิชาการ ให้คนในชุมชนเข้ามามี
ส่วนร่วม เช่น ยุติธรรมชุมชน การสมานฉันท์ในชุมชน
คนในกระบวนการยุติธรรมต้องพัฒนาคนที่มีจิตวิญญาณของความยุติธรรมเป็นหลักและมีความเป็นมืออาชีพ ต้องมีกระบวนการสร้างจรรยาอาชีพ มีสถาบันกลางมาดูหลักสูตรร่วมกันโดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่สอนวิชานิติศาสตร์
๔) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม
มีการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้หรือเข้ามามีบทบาท เช่น เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการหรือการเข้าไปจับกลุ่มในเรื่องนั้นโดยตรง หรือถ้ามีการดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งควรให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้าร่วมรับรู้และปฏิบัติงานด้วย
๕) ยุติธรรมทางเลือก ยุติธรรมชุมชน
เมื่อมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ทางสังคมจะเข้าไปแก้ไข โดยทางชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม เพื่อให้ปริมาณคดีอาญาลดลง เมื่อมีการไกล่เกลี่ยของยุติธรรมชุมชน และประชาชนเข้าใจกฎหมายมากขึ้น
๖) การคุ้มครองสิทธินักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน
จะมีมาตรการอย่างไรเพื่อคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชน
๗) การคุ้มครอง “เหยื่อ”
การคุ้มครองเหยื่อหรือบุคคลที่เป็นพยานในคดีอาญา จะมีมาตรการอย่างไรเพื่อคุ้มครองพยานเหล่านี้ เพื่อการสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป
๘) บทบาทกระบวนการยุติธรรม
ที่ผ่านมามีความไม่เป็นธรรมและประชาชนมีความเข้าใจในเรื่องกฎหมายน้อยมากหรือไม่เข้าใจเท่าที่ควร รวมทั้งความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของประชาชนมีน้อย เช่น ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากขาดนิติวิธีที่ชัดเจนและพื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานการณ์พิเศษ ที่ต้องมีกฎหมายพิเศษออกมาควบคุม เช่น กฎอัยการศึก พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน
นายอดุลย์ ยุววิทยาพานิชย์
อนุกรรมการพัฒนากฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค
“การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย: กฎหมายว่าด้วยการค้าที่เป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค”
กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานราชการต้องเป็นกลาง ต้องรับรู้ประเด็นความเดือดร้อนของประชาชน เกี่ยวกับเรื่องการค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งเป็นรากฐานในชีวิตประจำวันของประชาชน สังคมไทยแต่ดั้งเดิมจะเป็นร้านค้าเล็กๆ ขายของค้าปลีกที่เสียภาษีให้แก่รัฐประมาณ
สี่แสนราย พอต่างประเทศเข้ามาจัดการซึ่งตอนแรกจะเข้ามาในลักษณะการรวมทุนกับประเทศไทยก่อน เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น ส่วนใหญ่ยังใช้ภาษาไทยอยู่
ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่เมื่อซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาสินค้าถูกกว่ารวมทั้งทำการขนส่งเองและมีคลังสินค้าเป็นของตนเองทำให้ค่าขนส่งต่ำ ร้านค้า
โชว์ห่วยไม่สามารถทำได้ประกอบกับมีการลด แลก แจก แถม ทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าโชว์ห่วยได้รับความเดือดร้อน
เดิมมีกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ กฎหมายโยธาธิการ เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร และกฎหมายผังเมือง เกี่ยวกับการจัดโซนว่าพื้นที่ไหนเป็นที่อยู่อาศัยหรือร้านค้า ซึ่งกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวก็ไม่ได้แก้ปัญหาของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่เท่าที่ควร
ปัจจุบันคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ส่งบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะฯ เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และทางรัฐมนตรีได้ส่งกลับให้ตรวจสอบในบางประเด็น
คณะอนุกรรมการฯ ได้มีการเชิญกลุ่มคนต่างๆ เช่น ผู้บริโภค ผู้ผลิตสินค้า ร้านค้าโชว์ห่วย ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ปัญหาของผู้ผลิต คือ การจะนำสินค้าไปวางขายที่ร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ต้องเสียค่าวางสินค้าจำนวน ๑ ล้านบาท ทำให้มีการกระทบกระทั่งของผู้ผลิตกับร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่รุนแรงมากขึ้น รวมถึงถ้าขายได้ ๑ ล้านยูนิท ต้องจ่ายให้ร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่เพิ่มด้วย อีกทั้งใบโฆษณาสินค้าที่ทางร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ผลิตเพื่อแจกจ่ายให้แก่ลูกค้าทางผู้ผลิตต้องจ่ายเองด้วย
ถ้าร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่เข้ามาทำให้ร้านโชว์ห่วยลดลง รวมทั้งสินค้าเกี่ยวกับการเกษตรต่างๆ ต้องเข้าไปขายในร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ทางร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ก็สามารถกำหนดราคาสินค้าเกษตรได้โดยไม่สนนโยบายของรัฐ ถ้าทางเกษตรกรไม่ยอมขายในราคาที่ถูกทางร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ก็จะไม่ยอมให้ขาย ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน
การค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ในชุมชนในปัจจุบันไม่ค่อยมีเพราะร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่เข้าไปเปิดกิจการในชุมชนแล้ว จึงต้องมีการควบคุมการขยายสาขา แม้ในปัจจุบันสาขาจะมีทั่วแล้วแต่ก็ยังไม่ทั้งหมด ทางภาครับจึงยังสามารถกำหนดเงื่อนไขได้อยู่ เป็นช่องทางหนึ่งที่เราจะเข้าไปดูแลได้ อาจจะมีนโยบายสอนวิธีการแข่งขันทางการค้าให้แก่ร้านโชว์ห่วย รวมถึงอาจมีการตั้งกองทุนเพื่อต่อสู้กับร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ด้วย
ร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่เห็นกว่าพื้นที่ตรงไหนขายดีก็จะไปตั้งร้านค้าแข่งด้วย ทำให้ร้านค้าโชว์ห่วยต้องปิดกิจการลงในชุมชนต่างๆ โดยมีการทุ่มเงินในการซื้อพื้นที่โดยเฉพาะตึกแถวตรงหัวมุมถนน ซึ่งปัญหาที่ตามมา คือ ปัญหาการจราจรติดขัด
“ร่างพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....” มีข้อสังเกต ดังนี้
๑) เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าปลีกค้าส่งอยู่ร่วมกันได้ ไม่มีการรังแกกัน
๒) ต้องมีการพัฒนาการค้าปลีกค้าส่งของไทย เพื่อให้สามารถต่อสู้แข่งขันกับร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ได้
“สาระสำคัญของกฎหมาย”
๑) ต้องการดูแลเฉพาะร้านค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่
๒) ยกเว้นกฎหมายไม่บังคับการขายยา น้ำมันเชื้อเพลิง หนังสือพิมพ์
๓) คณะกรรมการ จะมีรัฐมนตรีพาณิชย์เป็นประธาน
๔) อำนาจของคณะกรรมการ กำหนดนโยบายป้องกันแก้ไขปัญหาให้คำแนะนำคณะรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง
-------------------------------------