“การยื่นมือออกไปคว้าของอีกสิ่งหนึ่ง ในขณะที่ ในมือมีของอยู่แล้วชิ้นหนึ่งเป็นการเปิดประตูต้อนรับปีศาจ”

ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทั้งจากเรื่องราวที่ได้รับการบอกเล่าผ่านหู และจากเหตุการณ์ที่ได้ประสบพบด้วยตนเอง พบว่ามีปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่เป็น “เรื่องร้าย” ที่ดูเหมือนจะ “น้อยนิด” แต่ในความคิดของผมมันกลับดูเป็นเรื่องที่ “มหาศาลย” สำหรับชาวสาธารณสุขทั้งหลายโดยเฉพาะแพทย์ ทันตแพทย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนกลุ่มที่ได้รับการนับถือเป็นอันดับต้น ๆในวงการ

เรากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเงินค่าตอบแทนในการไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว ที่เราเรียกกันง่ายๆว่า  “เงินหมื่น” สำหรับแพทย์และทันตแพทย์ หรือ “เงินห้าพัน” สำหรับเภสัชกรครับ  เพราะจากการที่บังเอิญได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนอยู่ช่วงหนึ่ง ประกอบกับได้พูดคุยกับเพื่อน ๆน้อง ๆ อยู่บ่อย ๆ ทำให้ได้รู้ว่า มีหลายคนกำลังเล่นไม่ซื่อกับเงินก้อนนี้

แพทย์ประจำโรงพยาบาลชุมชนหลาย ๆ คนลักลอบมีคลินิกของตัวเองที่ต่างอำเภอ ตกเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ได้อยู่เวรก็แว่บไปเฝ้าคลินิก หรือที่หนักไปกว่า หากอำเภอที่ว่าอยู่ไม่ห่างกันนัก สักบ่าย 3 ก็แว่บออกจากที่ทำงานเพื่อไปเตรียมเปิดร้าน หรือแพทย์บางคนเป็นหมอศัลย์ก็รับเดินสายผ่าตัดตามโรงพยาบาลเอกชน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล และหลายครั้งทำเอาโรงพยาบาลต้องปั่นป่วนไปหมด เพราะแม้แต่เวลาอยู่เวรก็ยังไปทำอย่างนั้น แถมยังปิดมือถือตามไม่ได้ จนเป็นที่รับรู้และจำยอมในหมู่แพทย์รุ่นน้องว่าวันไหน “พี่” อยู่เวรน้อง ๆ เตรียมตัว stand by รอเรียกได้เลย

ทันตแพทย์บางคนอาจเริ่มต้นจากการที่มีเพื่อนขอร้องให้ลงไปอยู่คลินิกที่กรุงเทพแทนเป็นครั้งคราวเมื่อเพื่อนไม่ว่าง แต่นานๆไปก็กลายเป็นการไปหาร้านทำเป็นประจำทุกเสาร์อาทิตย์ เพราะค่าตอบแทนที่ได้รับมันคุ้มแสนจะคุ้ม เมื่อเทียบกับความเหนื่อยเล็กน้อยและค่ารถจิ๊บจ๊อยที่ต้องเสียไป (แว่วว่า อาจได้ถึงสี่ซ้าห้าพันบาทต่อวัน)

พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่พอสิ้นเดือนก็รับเงินหมื่นกันอย่างหน้าตาเฉย

เรื่องราวของเภสัชที่คล้ายกันนี้จะมีหรือไม่ผมไม่ทราบ เพราะไม่ได้คุ้นเคยอยู่กับเภสัชมากพอที่จะได้ยินได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้

ในฐานะเป็นคนสอนหนังสือ หลายปีมานี้ ช่วงปลายปีการศึกษาก่อนที่นักศึกษาจะจบออกไปทำงาน ผมและเพื่อนร่วมงานมักพยายามเปิดประเด็นเรื่องนี้พูดคุยกับพวกเค้าอยู่เสมอ คำตอบที่ได้รับน่าสนใจอย่างยิ่งจนอดไม่ได้ที่ต้องเก็บมาเล่าสู่กันฟัง

เมื่อเราถามไปว่า คิดยังไงกับการรับเงินหมื่นแล้วไปทำคลินิกเอกชนด้วย

คำตอบประเภทที่ว่า “ก็ไม่น่าจะผิดอะไรตราบใดที่ไม่ทำให้หน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่ต้องเสียหาย และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน” เป็นคำตอบที่เราได้ยินได้ฟังอยู่บ่อยครั้ง

จริง ๆ แล้วผมไม่ค่อยชอบเขียนอะไรประเภทฟันธง ตัดสินถูกผิดเท่าไร แต่กรณีแบบนี้มันชัดเจนว่าการทำเช่นนั้นเป็นการผิดสัญญา เพราะการที่จะได้รับเงินหมื่นนั้น เราต้องไปเซ็นสัญญาที่ สสจ. จะมีสัญญามาให้เราอ่าน ในสัญญานั้นระบุชัดว่า จะต้องไม่ทำงานเอกชน จึงจะได้รับเงินหมื่น แล้วเราก็ต้องจรดปากกาเซ็นชื่อเพื่อที่จะได้เงินหมื่นนั้นมา เพราะฉะนั้นถ้ารับเงินหมื่นแล้วยังไปทำเอกชนเสาร์อาทิตย์ ก็เท่ากับทำผิดต่อคำสัญญาที่ตัวเองได้ให้ไว้ เพราะฉะนั้นเรื่องมันน่าจะจบลงง่าย ๆ ตรงที่ว่า ถ้าอยากทำคลินิกก็ไม่ต้องไปเซ็นสัญญา ไม่ต้องไปโกหกเพื่อเอาเงินหลวงมาเข้ากระเป๋าทั้งที่ตนเองไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญานั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ในหนังสือเรื่อง ภิกษุกับนักปรัชญาได้มีการอ้างถึงสุภาษิตทิเบตชิ้นหนึ่ง ที่กล่าวว่า

“การยื่นมือออกไปคว้าของอีกสิ่งหนึ่ง ในขณะที่ ในมือมีของอยู่แล้วชิ้นหนึ่งเป็นการเปิดประตูต้อนรับปีศาจ”

 ผมว่าการไปทำคลินิกทั้งที่อีกมือก็รับเงินหมื่นอยู่แล้วก็เหมือนเป็นการเริ่มต้นเปิดประตูต้อนรับปีศาจ และการถามว่ามันไม่ดีอย่างไร ทำให้ใครเดือดร้อนหรือเปล่าจากการทำแบบนี้ ก็เป็นคำถามที่ไม่เห็นน่าจะต้องถามสักนิด เพราะมันเป็นคนละเรื่อง  การทำผิดต่อคำสัญญาของตัวเองก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ถ้าเราไม่ผิดต่อสัญญาอันนั้น (คือถ้าจะทำคลินิกก็ไม่ต้องรับเงินหมื่น) ประเทศชาติจะประหยัดเงินได้ 10000 บาทต่อเดือน ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถดูแลสุขภาพประชาชนธรรมดาได้ปีนึงเกือบ 10 คน

เรื่องนี้จึงไม่น่าจะตัดสินถูกผิดได้ยากอย่างที่เป็นอยู่ หรือว่าเรากำลังอยู่ในยุคของโพสต์โมเดิร์นที่เขาว่ากันว่าความดีงามถูกผิดที่จริงแท้ไม่มีอยู่จริง

ใช่หรือไม่ว่า การบ่มเพาะความคิดที่ว่า “เรื่องร้าย” ที่ “มหาศาล” เช่นนี้ เป็นเรื่อง “น้อยนิด” และไม่สลักสำคัญอะไรที่จะต้องไปจัดการ ตราบใดที่ไม่มีใครเดือดร้อนหรือโวยวาย จะกลายเป็นหน่อเชื้อที่รอคอยการเติบโตกลายเป็น “เรื่องร้าย” ที่ใหญ่โตยิ่ง ๆ ขึ้นไปในอนาคต

อาจจะดูมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อยถ้าจะตั้งสมมติฐานว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่เกี่ยวข้องอยู่ในกรณีคอร์รัปชั่นที่กลาดเกลื่อนไปทั่วบ้านทั่วเมืองในทุกวันนี้ก็ไต่เต้าขึ้นมาจากการทำ “เรื่องร้าย” ที่กลายเป็นเรื่องที่ดูเหมือน “น้อยนิด” เช่นนี้นี่แหละ