เก้าอี้ถูกปรับเอนนอนอยู่ในท่าสบาย ที่หนวดจรดปลายมีดที่พึงจะแกะออกจากกล่อง คมกริบน่าเสียวไส้

    วันนี้ส่องกระจกดูตัวเองเห็นผมเผ้ายาวรุงรัง พยามยามหวี และใช้มือสางและปัดๆ อย่างลวกๆ ก่อนจะออกจากบ้านไปประชุม นสส.(นักสื่อสารสุขภาพท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรี)ที่บริเวณศาลากลางจังหวัด เย็นวันนี้ยังไงก็ต้องไปตัดผมให้ได้ก่อนที่จะไปประชุมกับขบวนจังหวัดที่ม.ราชภัฎอีกวัน(นึกในใจ) พอเห็นผมตัวเองยาวพลันความทรงจำเมื่อครั้งอายุ 20 ปีต้นๆ ก็ผุดเข้ามา ตอนนั้นผมพักอยู่ย่านฝังแม่น้ำปิงด้านทิศตะวันออกในตัวเมืองเชียงใหม่แถวนั้นเรียกว่าสันป่าข่อย ผมมีร้านตัดผมประจำอยู่ใกล้สี่แยกสันป่าข่อย เป็นร้านค่อนข้างใหญ่มีช่างนับสิบคน ผมไม่มีช่างประจำเรียกว่าช่างคนไหนว่างก็ตัดกับคนนั้น วันนั้นผมตัดผมกับพี่หนวด เป็นชื่อที่ผมตั้งให้เองเพราะหนวดพี่แกงามเหลือเกิน ผิวขาวสูงหล่อใช้ได้ พี่หนวดตัดผมให้เสร็จแล้วเหลือขั้นตอนสุดท้ายคือโกนหนวดโกนเคราตามขั้นตอนปกติ เก้าอี้ถูกปรับเอนนอนอยู่ในท่าสบาย พี่หนวดจรดปลายมีดที่พึ่งจะแกะออกจากกล่องคมกริบน่าเสียวไส้ โกนเคราผมเสียงดังแขวกๆ พอแขวกที่สามพี่หนวดต้องหยุดชงัก เมื่อมีเสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านแล้วส่งเสียงต่อว่าต่อขานพี่หนวดของผม

"คนเราทำอะไรไว้มันต้องรู้ตัว..."เสียงหญิงคนนั้นทำลายความเงียบ

"ผมรู้...ว่าผมทำอะไรลงไป..."พี่หนวดโต้ตอบโดยที่ผมไม่รู้หรอกว่าเป็นเรื่องอะไร

"เป็นยังงี้ทุกครั้ง...พอนานเข้าก็สร้างเรื่องอีกไม่รู้จักจำ"หญิงวัยกลางคนที่ผมเริ่มจำเสียงได้แล้วว่าเป็นเจ้าของร้านนั่นเอง...พี่หนวดไม่โต้ จรดมีดโกนเคราผมต่อ จากนั้นก็เริ่มโกนที่หนวด

"ให้จำไว้นะ...ขืนทำอีกไม่ต้องอยู่ร้านนี้..."เจ้าของร้านเริ่มใหม่  พี่หนวดชะงักอีกครั้ง

"ก็ไม่เป็นไร...ผมลาออกก็ได้..."เสียงเริ่มสั่นเครือใจผมก็เริ่มสั่นและเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่แพ้กัน แต่พี่หนวดก็ยังข่มใจโกนหนวดผมต่อแม้ใบหน้าจะเครียดอย่างเห็นได้ชัด

"เออ...ไม่ต้องลาหรอก ฉันน่ะไล่แกออกอยู่แล้ว.." สิ้นเสียงเจ้าของร้านเท่านี้แหละครับเหมือนจุดไฟโยนใส่พี่หนวด เป็นเรื่องซิครับ

"เออ....ม.ไม่ต้องไล่หรอก ก.ไปแน่(ภาษาพ่อขุนราม) "เสียงดังลั่นร้าน ใบมีดก็วนเวียน อยู่แถวใบหน้าผม ผมหลับตาปี๋นึกในใจทำไมมาทะเลาะกันตอนนี้ด้วยวุ้ย เหลือหนวดที่ต้องโกนอีกแค่ข้างเดียว  ช่างคนอื่นก็ก้มหน้างุด ลูกค้ารายอื่นก็หลับตาปี๋ไม่มีใครคิดช่วยหย่าศึกให้เลยหรือเนี่ย...พ่อจ๋าแม่จ๋า..ช่วยลูกด้วยผมสะอื้นอยู่ในใจ

"ก.จะไปฟ้องนายกฯ..."(เข้าใจว่าจะเป็นนายกสมาคมช่างตัดผม)

"เออ..เชิญเลย ก.ไม่กลัว เชิญไปฟ้องเลย..."พี่หนวดเลือดเข้าตาไม่กลัวอะไรอีกแล้วแม้จะต้องตกงาน ขณะที่มีดกำลังโกนอยู่แถวๆใต้คางใกล้ๆ กับคอหอยผมพอดี โอย.ใครก็ได้ช่วยผมด้วยผมกลัว..ครั้นจะลุกก็กลัวจะเจอคมมีดที่ดักรออยู่ตรงคอหอยพอดีเฉาะเข้าให้ แค่นึกภาพก็ใจจะวายแล้วครับ...และแล้วผมเริ่มโล่งใจเหมือนกับรอดตายหวุดหวิดเมื่อเสียงก่นด่าของเจ้าของร้านเริ่มเบา และห่างออกไป ห่างออกไปเข้าใจว่าคงจะเดินออกจากร้านไป พี่หนวดโกนหนวดผมได้ต่อเนื่องไม่สดุด แต่ปากก็ทั้งด่าทั้งแช่งไม่หยุดจนเสร็จเรียบร้อย ผมจ่ายค่าตัดผมแล้วเดินออกจากร้านโดยไม่เหลียวหลัง ตัวเบาหวิวเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เป็นตายร้ายดียังไงผมก็ไม่ขอมาตัดร้านนี้อีกต่อไปในชีวิตนี้

      หนึ่งเดือนผ่านไป ผมเริ่มยาวอีก ผมหาร้านตัดผมใหม่โดยไม่มองร้านเก่าที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดแม้แต่หางตา ลาก่อนพี่หนวด แม้พี่จะทำให้ผมหล่อขนาดไหนก็จำต้องตัดใจลา ผมมองหาร้านตัดผมเล็กๆ ตั้งอยู่เชิงสะพานนครพิงค์ฝั่งตะวันออก จำได้ว่าอยู่ข้างๆ บ้านคุณลุงสุภาพ นิมมานเหมินทร์ เป็นบ้านเก่าสมัยโบราณหลังเล็กๆ มีช่างสองคน ผมเดินเข้าไป พอดีมีว่างอยู่ที่หนึ่ง พอขึ้นนั่งช่างก็จัดการเอาผ้ากันเปื้อนมาคลุมตัว ใจก็ครุ่นคิดอยู่ว่าช่างร้านนี้จะตัดดีสู้พี่หนวดได้ไหมหนอ..โดยไม่สนใจช่างตัดผมที่กำลังสาระวนอยู่กับการเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือแม้แต่น้อย พอคลุมผ้ากันเปื้อนเสร็จ ช่างก็โค้งคำนับอย่างอ่อนน้อมแล้วถามอย่างสุภาพว่า "ตัดทรงอะไรดีครับ" วินาทีนั้นผมแทบช๊อคหมดสติ เพราะใบหน้าที่ยื่นมาถามใกล้ๆ ด้วยเสียงอันนุ่มนวลนั้น คือชายหนวดงามวัยกลางคน คนๆเดียวกันกับพี่หนวดที่เกือบจะทำผมหัวใจวายตายนั่นเอง แกถูกไล่จากร้านโน้น แล้วมาทำงานอยู่ร้านนี้... 

(ปล.ใครอยู่เชียงใหม่ผ่านๆ แถวนั้นลองมองดูทีซิว่า ร้านตัดผมพี่หนวดยังอยู่รึเปล่า)