น้องสาวที่ข้าพเจ้ารู้จักอีกคนหนึ่ง มีทุกข์จากความรักเพราะการพลัดพราก และเป็นการพลัดพรากที่ไม่อาจจะกลับมาพบกันได้อีก   คนที่เธอรักเป็นมะเร็ง  และเธอได้พยายามอย่างที่สุดในการดูแล และรักษาเขาอย่างดี ด้วยเพราะว่าเธอเป็นหมอเช่นกัน   เรื่องราวของเธอนั้นยิ่งกว่านวนิยายน้ำเน่าทั้งหลาย  เพราะนี่ืคือความทุกข์โดยแท้จริง และนี่คือโลกแห่งความจริง  

เธอเล่าว่าตอนที่พบกันครั้งแรก  เขาอยู่ในฐานะคนไข้ และเธอคือผู้รักษา  ด้วยความที่เขาอายุยังน้อยและเป็นมะเร็ง  แม้จะเรียนจบมีอาชีพการงานที่ดี แต่ความเจ็บป่วย ทำให้เขาหมดหวังกับชีวิต  แถมพ่อแม่นั้นก็จากเขาไปนานแล้ว เขาจึงดูเหมือนไม่เหลือใครเลย   ตอนนั้นเขาบอกแพทย์ผู้รักษาว่า  เขาไม่ต้องการเปลี่ยนไขกระดูก ไม่ต้องการรักษาใดๆอีก และต้องการที่จะตาย   แต่เธอก็พยายามพูดคุยเกลี่ยกล่อมให้เขารับการรักษา  และด้วยความเมตตาสงสาร และการเกื้อหนุนให้กำลังใจ   คนทั้งคู่ก็กลับกลายเป็นคู่รักกัน

เธอยอมรับที่จะใช้ชีวิตที่เหลือกับใครคนหนึ่งที่เป็นมะเร็ง  และรู้อยู่เต็มอกว่าเขาอาจจะจากไปในวันหนึ่ง  เป็นการตัดสินใจที่ใครหลายๆคน ไม่อาจทำเช่นนั้นได้การที่เราบอกว่ารักใครสักคนหนึ่งอย่างมากมาย  แต่ในที่สุดเราหลายๆคน ก็มักจะรู้สึกรักตนเองเกินกว่าที่จะยอมเจ็บปวด  และไม่คิดที่จะยินยอมสูญเสียเวลาในช่วงหนึ่งของชีวิต ไปกับใครสักคนที่กำลังจะตายได้  แต่น้องสาวที่ข้าพเจ้ารู้จักคนนี้ ได้กระทำเช่นนั้น

 ช่วงเวลาที่เขาป่วยหนักและกำลังจะจากไป  นั่นคือเวลาแห่งความทุกข์อันมหาศาล  เธอทำทุกอย่างที่จะยื้อชีวิตเขาไว้   แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจอยู่กับเธอต่อไปในโลกนี้ได้

 

ในห้วงเวลานั้น คนรักของเธอก็เรียนรู้ถึงความทุกข์จากการเจ็บป่วย ความทุกข์จากกายสังขารที่กำลังแตกสลาย  และเธอก็เรียนรู้ ไปพร้อมๆ กับเขา   นานทีเดียวกว่าที่ความทุกข์ความเศร้าจะจางหาย  และในเวลานั้นเธอไม่มีใครที่จะปลอบใจดูแลแม้แต่คนเดียว 

เธอบอกว่า  บางทีเธอกับเขาคงมีเหตุให้มาได้พบกันและเป็นเช่นนี้ และอาจจะเป็นเวรกรรมแต่หนก่อน  จึงทำให้เธอต้องมาดูแลเขาในชาติภพนี้  ข้าพเจ้าเลยบอกเธอว่ามีสองสิ่งที่เป็นไปได้

1. ถ้าเขากับเราไม่มีเวรกรรมอะไรต่อกันมาก่อน แต่การที่เราได้ดูแลเขาอย่างดี ได้มอบความรักให้เขาอย่างดี และร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับเขาด้วยใจที่แท้จริง  เราก็ได้สร้างบุญกุศลอันใหญ่หลวงแล้วสำหรับชีวิตคนคนหนึ่งที่กำลังทุกข์หนักและกำลังจะตาย  

2.ถ้าเรามีเวรและกรรมกับเขามาก่อน  เราก็ได้ชดใช้เขาแล้วอย่างเต็มที่ เพราะเราได้ชดใช้เขาด้วยหัวใจ ด้วยความรัก ด้วยความเมตตา  และด้วยความเต็มใจ 

ปัจจุบันน้องสาวคนนี้เรียนรู้ที่จะอยู่ และเดินไปข้างหน้าอย่างกล้าแข็ง เธอเริ่มสนใจในการภาวนา  เธอบอกว่า ช่วงที่ชายคนรักกำลังเจ็บป่วย เขาอ่านหนังสือธรรมะและนั่งสมาธิ เธอก็ต้องนั่งภาวนาเป็นเพื่อนเขาด้วย   เขาคือผู้น้อมนำใจเธอให้มาสนใจด้านนี้ ..

 การแยกจากใครสักคนที่เรารัก ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย  สุดท้ายก็คือความเศร้าความทุกข์  แต่ช่วงหลังๆข้าพเจ้าพบว่า  บททดสอบที่ยากกว่าคือบททดสอบเรื่องการจากกันของพ่อ แม่ ลูก  เราอาจจะตัดขาดจากใครสักคน เช่นสามี หรือภรรยา ได้ แต่การตัดขาดจากสายเลือด  จากเลือดเนื้อเชื้อไข มันออกจะยากอยู่

ข้าพเจ้ารับทราบเรื่องราวโดยคร่าวๆ ของน้องพยาบาลที่รู้จักกัน  เมื่อหลายวันก่อน เธอต้องพบเจอกับสภาวะที่ต้องหย่าร้าง และลูกก็เป็นเหตุแห่งความทุกข์อันใหญ่หลวง  เพราะผู้เป็นพ่อกีดกันไม่ให้เธอพบลูก   เธอบอกว่าเป็นห่วงลูกมากเพราะเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก แต่น้อย 

ข้าพเจ้าไม่อาจทราบได้ว่า สาเหตุของการหย่าร้างคืออะไร แต่ที่แน่ๆ  กับสามีหรือคนรัก  มันอาจจะตัดขาดกันได้ง่ายๆอยู่ แต่กับลูกที่ฟูมฟักอยู่ในร่างกายเธอมาถึง เก้าเดือนนั้น  มันไม่ธรรมดาแน่  สายสัมพันธ์นี้มันไม่อาจตัดขาดได้ และไม่อาจปล่อยและวางลงได้ง่ายๆ     แม่ๆ ทั้งหลายย่อมเข้าใจความรู้สึกเช่นนั้นดี

ข้าพเจ้าเลยบอกน้องหมอที่สนิทกันว่า  ความทุกข์นี้หนักกว่าเรื่องของ สาีมีเมียน้อย  มีกิ๊ก  หรือภรรยามีชู้  และหนักยิ่งกว่าการที่คนรักมาตายจาก กัน เพราะความสืบเนื่องเกี่ยวพันกันมันชัดเจนมาก  ลูกคือสิ่งสืบเนื่องไปจากเรา  ครึ่งหนึ่งของร่างกายเขามีเราอยู่ด้วย การที่จะให้ปล่อยให้วางลง มันยากมาก  น้องพยาบาลคนนี้เธอกำลังเจอบททดสอบที่สาหัสและหนักหนาจนไม่อาจประมาณการได้

แล้วข้าพเจ้าก็ย้อนกลับมามองเห็นว่า   ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นมันยิ่งใหญ่แค่ไหน  ตอนที่น้องชายข้าพเจ้าป่วยเป็นมะเร็ง  เขาต้องฉีดเคมีบำบัด  เขาต้องฉายแสง เขาทานอะไรไม่ได้เลย  และอาเจียนอยู่ตลอดเวลา   เขามีแต่ความเจ็บปวด  เขาเล่าว่าวันหนึ่งเขามองเห็นสายตาของแม่ที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง  วันนั้นสายตาของแม่เหมือนจะบอกว่า  ถ้าเจ็บแทนได้ แม่จะขอเจ็บแทน   หรือบางทีอาจจะขอตายแทน ถ้าเป็นไปได้    ข้าพเจ้าว่าวันนั้นคงทำให้เขาประจักษ์แจ้งแก่ใจ ในความรักของแม่ และรู้ว่ามันยิ่งใหญ่มากจริงๆ   

ด้วยเพราะความรักมันมีความทุกข์เจือปน   ใครบางคนจึงกลัวความรัก และกลัวการถูกรัก หลายคนปฎิเสธที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของความรัก  และไม่ยอมมีความรักกับใคร และไม่ยอมที่จะรักใครจริงๆจัง ๆ  เพราะกลัวความเจ็บปวด  กลัวผิดหวัง  ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องราวที่เคยอ่านเจอนานมาแล้วว่า   บางสิ่งบางอย่างนั้นมีทั้งคุณและโทษ   ยาบางอย่างอาจจะรักษาโรคร้ายได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน   มีดที่ใช้ในครัว เพื่อทำอาหาร ใช้หั่นผักผลไม้  ถ้าใช้ไม่ระวังเราก็จะโดนมีดบาด และถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดและไม่ระวัง มีดทำครัวก็สามารถทำให้คนเลือดตกยางออกและถึงตายได้

ความรักก็เป็นเช่นนั้น   เมื่อมันทำให้คนที่มีความรักเป็นสุขได้  มันก็จะทำให้เกิดความทุกข์ใจได้เช่นกัน  เพราะนี่คือสิ่งธรรมดาของโลก

การที่เราปฎิเสธความรัก หรือปฎิเสธการมีความรัก เพราะกลัวความทุกข์ ก็เหมือนเราปฎิเสธที่จะกินยารักษาโรค เพราะกลัวผลข้างเคียงอะไรสักอย่าง

เราปฎิเสธจะใช้มีดทำครัวเพราะกลัวมีดจะบาด ปฎิเสธการข้ามถนนเพราะกลัวรถจะชน เราต้องการทุกอย่างที่ดีมากๆ และสมบูรณ์แบบและไม่อยากให้มีผลข้างเคียงอะไรเลย  เราต้องการมีความรักที่ไม่ต้องมีความทุกข์  ต้องการเกิดโดยที่ต้องไม่มีการตาย  ต้องการการพบกันโดยที่ต้องไม่มีการจากกันอีก   เราต้องการสิ่งเดียวและด้านเดียว  และเป็นสิ่งที่ตรงใจและถูกใจเรา เท่านั้น นั่นคือความต้องการที่หลายๆคนเป็นอยู่

ความสุขและความทุกข์นั้น มันมักจะอยู่คนละด้านของเหรียญ เหรียญหนึ่ง  การคาดหวังให้เหรียญออกหัวตลอดเวลาโดยไม่ออกก้อย  ดูจะเป็นการยากอยู่

สุดท้ายเราต้องยอมรับทั้งสองสิ่งที่จะเกิดขึ้น  เมื่อเรามีความรัก เราจึงต้องตระหนักรู้ว่า ความสุขที่มีอยู่ตอนนี้ขณะนี้  อาจจะแปรเปลี่ยนได้ทุกเวลา  ดังนั้น เวลานี้  ที่นี่ เดี๋ยวนี้  ในปัจจุบันขณะ  จงใช้เวลาอย่างดีที่สุดและมีคุณค่าอย่างที่สุดกับคนที่เรารัก การอยู่ที่นี่ตรงนี้กับใครสักคนทั้งกายและใจอย่างแท้จริง จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่เป็นจริงได้ และสัมผัสได้

 ดังนั้นในปัจจุบันขณะเราสามารถรักใครสักคนได้อย่างเต็มหัวใจ  แต่ไม่ควรยึดไม่ควรหวัง  ไม่ควรย้ำคิดไปถึงเรื่องของอดีต  และไม่ควรกังวลไปในอนาคต  และควรมีสติที่จะเรียนรู้และเตรียมใจว่า ทุกๆสิ่งแปรเปลี่ยนไปได้เสมอ ไม่ว่าจิตใจของเขาหรือแม้กระทั่งจิตใจของเราเอง

  ความรักที่แท้คือการให้โดยปราศจากเงื่อนให้  ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ และอาจจะมีความหวังเพียงประการเดียวเท่านั้นว่า  ขอให้คนที่เรารักมีความสุข  รักที่แท้ย่อมต้องมีความเมตตาต่อกัน  มีความเข้าใจกัน  เห็นคุณค่าในกันและกัน  และไม่สร้างทุกข์ให้แก่กัน ทั้งกาย วาจา ใจ

เมื่อใดก็ตามถ้าเราพบเจอความรักที่มีแต่ความทุกข์ และทั้งเราและเขาต่างขาดความเมตตาต่อกันและกันเสียแล้ว   นั่นคือเวลาที่เราควรจะปล่อยความรักนั้นไปเสีย เพราะมันไม่ใช่รักที่แท้จริง

 

 

จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งรัก

ละขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทร

อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง

แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว  

แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน  

จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง  

เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้นที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้  

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก  

เพราะว่าเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน  

และต้นโพธิ์ ต้นไทรก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้  

                                            ..คาลิล ยิบราน...