เข้ามายามดึกสงัดแล้ววันนี้...ช่วงบ่ายมีหน้าที่เป็นกรรมการคุมสอบนิสิต ม. ทักษิณถิ่นสงขลา...ซึ่งมีการคุมสอบอย่างนี้ไปตลอดทั้งสัปดาห์  ภาคเช้าบ้างภาคบ่ายบ้างบางทีก็ทำหน้าที่คุมสอบทั้งเช้าและบ่าย...

สวัสดีคะอาจารย์อยู่ที่ไหนไม่เคยเห็นนะ...เออ...ผมก็พึงเคยเห็นอาจารย์เหมือนกันนะ...ก็ได้บอกแจ้งไป...ฉันทำงานวันสุดท้ายแล้วคะ...อ้อ...คือหมดอายุราชการแล้ว...อายุ 60 ปี  ...และจะทำงานอะไรต่อละครับ...ยังไม่คิดคะ...ยังไม่มีการวางแผนใด ๆ ทั้งสิ้น...

ผมได้ฟังแล้วกลับมาคิดว่า...ทำไมสังคมไทยเรามักมีคนจำนวนมากที่ไม่ค่อยมีการวางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้า...(คิดเองนะครับอาจจะผิดก็ได้ ) 

 หลังเลิกงานเลยเริ่มเก็บหนังสือประกอบการสอนเอาเข้าหิ้งดันไปเจอกลอนแหล่นี้ที่เคยฮำเล่นสมัยเดินอยู่บนเส้นทางนักเทศน์แหล่ทำนองดังนี้...

พ่อนาคเอ๋ยฟังเฉลยสักนิด  พ่อจงตั้งจิตและตั้งใจ 

 คือผมจะกล่าวเรื่องราวพ่อนาคและแม่นาคนี้หนอพระคุณมากหลาย 

 ฟ้าสมุทรภูเขาสิ่งนั้นเล่าว่าใหญ่ชั่งไปก็ยังไม่กึ่งครึ่งพระคุณ 

 พระคุณบิดาและมารดรเลี้ยงพ่อนาคมาก่อนลำบากยากหลาย 

 แสงแดดแผดเผาเพราะเจ้านั้นใช่ไหม  ลำบากเพียงใดแม่ไม่เคยบ่นสักคำ 

 เมื่อไปไหนมาแม่มองหาไม่เห็นหน้าตรึงใจเต้นอุตส่าห์ติดตาม 

 พ่อน้อยแม่หนูแม่เลี้ยงดูเช้าค่ำ  ป้อนข้าวอาบน้ำให้ลูกน้อยกินนม 

 จะเอาลูกนอนแม่แสนอ้อนระงม  อุ้มให้ลูกกินนมหรือเจ้าก็อ้อนไม่เอา 

 บางทีปากอมหัวนมแม่อยู่  แถมมือทั้งคู่ตระกายเกา 

 ว่าทั้งข่วนทั้งตีแถมถีบด้วยฝีเท้า  กระทำเอาองค์พระมารดา 

 ความชั่วหนักเบาที่เฉาโฉด  แม่ยังไม่โกรธยังเรียกหนูจ๋า 

 พระคุณของท่านสุดพรรณนาลูกเติบโตมากันด้วยเพราะใคร 

 ถ้าพ่อแม่เขาทิ้งอันที่จริงไม่รอด  ชีพต้องม้วยมอดลงสูญหาย 

 นี่พ่อแม่รักจริงเขาจึงทิ้งเจ้าไม่ได้  ถนอมเอาไว้จนเติบโตมา 

 จะกินจะนอนแม่ยังป้อนข้าวเคี้ยว  จะเล่นจะเที่ยวแม่ยังปกปักรักษา 

 ดูแลเลี้ยงลูกทุกเวลา  เมื่อเป็นไข้โรคาของลูกเกิดมี 

 เป็นไข้ก็ชั่งเป็นซางก็ตาม  อีแดงอีดำแถมถูกภูติถูกผี 

 เรียกมิ่งเรียกขวัญ  แม่สงสารลูกนี้  รักลูกเท่าชีวีนะพ่อนาคเอย.