จากบันทึกนี้ เป็นวาสนา....  ได้เขียนบันทึกต่อเนื่องไว้แล้วที่ บทเรียนจาก ศ.ระพี สาคริก  บันทึกนี้เป็นมุมมองของ   ดร.อภิชาติ  ดำดี  ในหัวข้อ "การเกษตรไทยในยุคโลกาภิวัตน์ : เกษตรกรคลื่นลูกใหม่ใต้เบื้องพระบารมี และศักดิ์ศรีเกษตรไทย"

 

 

           สิ่งหนึ่งที่ได้จากการฟัง ดร.อภิชาติ  ดำดี ที่มาเปิดมุมมองการเกษตรไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ก็คือความสามารถของวิทยากร  ที่สามารถสร้างอารมณ์ขันให้แก่ผู้ฟังได้ตลอดเวลา  ทั้งพูด  ร้องเพลง  หรือการคัดเลือกรูปภาพประกอบการพูด  ที่ดูเพียงภาพหรือคำสั้นๆ แล้วเห็นภาพของเนื้อหาชัดเจน

           มีอยู่ไม่กี่ภาพหรือคำเพียงไม่กี่คำ  ที่นำมาเสนอในวันนั้น  ที่เราสามารถเข้าใจและสามารถนำไปใช้ในการอธิบายอะไรๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตรของบ้านเราได้เป็นอย่างดี นะครับ  ลองอ่านดูนะครับ


  • เกษตรเคยชิน - เกษตรความรู้

       ใช้ ทำให้เห็นภาพของการเกษตรบ้านเราว่าส่วนใหญ่ยังอยู่กับความคุ้นชิน  ทำตามอย่างกัน  โดยที่ไม่ค่อยได้ใช้ความรู้เท่าที่ควร  ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทำงานในภาคสนามจะพบเจอกันบ่อยมาก  ตัวอย่างเช่นหากพบเจอแมลงก็จะนึกถึงการฉีดพ่นสารเคมี-ยาฆ่าแมลงกันทันที  ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นแมลงดี-ร้าย  ถึงระยะที่ควรจะใช้สารเคมีแล้วหรือยัง เป็นต้น


  • เกษตรเชิงเดี่ยว - เกษตรผสมผสาน

       อดีต-ปัจจุบัน  เราจะยังคงพบเห็นการเกษตรเชิงเดี่ยวกันโดยทั่วไป  ซึ่งต่างก็ทราบกันดีแล้วว่า  มีปัญหามากมายตามมา  หากมีการเพิ่มเกษตรผสมผสานมากขึ้น  ก็จะทำให้ลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่างๆ ลงได้บ้าง


  • เกษตรเคมี - เกษตรอินทรีย์

       การเกษตรไม่ได้มีทางเดียวคือเกษตรเคมีเท่านั้น  ยังมีเกษตรผสมผสาน  เกษตรธรรมชาติหรือเกษตรอินทรีย์  เป็นทางเลือกของการเกษตรบ้านเรา และเป็นทางเลือก-ทางรอดอีกทางหนึ่งของการทำอาชีพการเกษตรในยุคปัจจุบันที่ปัจจัยการผลิตมีแต่จะมีราคาสูงขึ้นทุกวันๆ


  • ทางรอดประเทศไทย - อาหารกาย - อาหารใจ

       นอกจากการทำการเกษตรซึ่งผลิตอาหารเลี้ยงกายแล้ว  เกษตรกรไทยอย่าลืมอาหารใจของเราด้วยเพราะทั้งกายและใจนั้น  ล้วนต้องการอาหารเพื่อการหล่อเลี้ยงทั้งสิ้น


  • จตุคำ  "ขยัน  ซื่อสัตย์  ประหยัด  อดออม"

       เป็นการสื่อถึงหลักการทำการเกษตร และการปฏิบัติตนอยู่ในสังคม  ที่ต้องมีหลักพื้นฐาน  ที่จะทำให้เราอยู่ร่วมในสังคมนี้ได้อย่างมีความสุข  จากการที่บ้านเรานิยมองค์พ่อจตุคามฯ ก็เลยลองมาท่อง "จตุคำ" กันบ้างเผื่อเป็นหลักปฏิบัติที่พอจะส่งผลดีแก่ชีวิตเกษตรกรได้บ้าง  เพราะในเบื้องต้นใครก็คงช่วยเหลือเกษตรกรได้ไม่ดีเท่าตัวเกษตรกรเอง


      เป็นอีกมุมองหนึ่งของ ดร.อภิชาติ  ดำดี  ที่มีต่อภาคการเกษตร  ที่น่าจะเกิดประโยชน์หากนักส่งเสริมฯ หรือท่านที่สนใจที่จะนำไปปรับใช้ในการทำงานได้บ้าง

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร.ครับ

สิงห์ป่าสัก  28  ก.ย. 2552