ขอเชิญเที่ยวงานประเพณีปักธงชัย
รำหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน 2552
ณ อำเภอนครไทย
จ.พิษณุโลก
ประเพณีสำคัญซึ่งเป็นที่มาของการก่อเกิดชาติไทย ของท่านพ่อขุนบาง กลางหาว
อำเภอนครไทย
ลักษณะทางกายภาพ นครไทย เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลกที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดพิษณุโลก อยู่ห่างจากตัวจังหวัดโดยเส้นทางรถยนต์ประมาณ 97 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างละติจูด ที่ 16 47 01 ถึง 17 28 01 เหนือ และเส้นลองติจูดที่ 101 35 12 ถึง 101 51 24 ตะวันออก อำเภอนครไทย มีเนื้อที่ประมาณ 2,356 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอำเภอที่มีเนื้อที่มากที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก
อาณาเขต อำเภอนครไทยมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
ทิศเหนือ จดอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย และอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก
ทิศตะวันออก จดอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
ทิศใต้ จดอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
ทิศตะวันตก จดอำเภอชาติตระการ และอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
สภาพภูมิศาสตร์ อำเภอนครไทย มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงประกอบด้วยป่าและภูเขามีที่ราบลุ่มเป็นส่วนน้อย ที่ราบลุ่มที่สำคัญคือ ที่ราบหุบเขาอำเภอนครไทย พื้นที่โดยทั่วไปมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร โดยเฉพาะท้องที่ ตำบลนครชุม ตำบลน้ำกุ่มและตำบลบ้านแยง มีภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน
สภาพอากาศ ของอำเภอนครไทยอยู่ในเขตอิทธิพลของลมมรสุม ได้แก่ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดผ่านเข้ามา เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ทำให้อากาศช่วงนี้มีความชื้นสูงฝนตกชุก ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง นอกจากนี้ลักษณะภูมิประเทศของอำเภอนครไทยที่ส่วนเป็นป่า มีภูเขาและที่ราบสูงสลับซับซ้อน เป็นจำนวนมากก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อสภาพภูมิอากาศของอำเภอนครไทย ทำให้ฤดูร้อน อากาศ แห้งแล้ง และร้อนจัด โดยเฉพาะเดือนเมษายน เป็นเดือนที่อากาศร้อนที่สุด อุณหภูมิสูงสุด 40 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอากาศค่อนข้างหนาวเดือนมกราคมเป็นเดือนที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุด อุณหภูมิต่ำสุด ประมาณ 7 องศาเซลเซียส สำหรับฤดูฝนตกชุกในบางฤดู
การปกครอง อำเภอนครไทยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 ตำบล 145 หมู่บ้าน 1 เทศบาลและ 10 องค์การบริหารส่วนตำบล
1. เมืองนครไทย เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้า และเส้นทางการเดินทางระหว่างอาณาจักรตอนใน คือ สุโขทัย และอยุธยากับอาณาจักรลานช้างและหัวเมืองต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง โดยนครไทยมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่าน
2. เมืองนครไทยเป็นแหล่งที่มีสินค้า ซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐสุโขทัยและอยุธยา ตลอดจนเมืองอื่น ๆ คือ เกลือ และของป่า โดยเฉพาะเกลือ นครไทยมีบ่อเกลือ ซึ่งถือว่าเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญมากในการดำเนินชีวิตของคนในอดีต และปัจจุบันนี้การผลิตเกลือที่ตำบลบ่อโพธิ์ยังคงมีการผลิตกันอยู่
ในด้านประวัติศาสตร์บอกเล่า ชาวนครไทยเชื่อว่า เมืองนครไทย คือเมืองบางยางที่พ่อขุนบางกลางหาว ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงค์พระร่วงมาปกครอง เพื่อช่องสุมผู้คนและไพร่พลรวบรวมกองทัพให้เข้มแข็ง ก่อนจะไปยึดเมืองสุโขทัย จากความเชื่อดังกล่าวทำให้มีตำนานสถานที่ต่าง ๆ ของนครไทย ที่เกี่ยวข้องกับชีวประวัติของพ่อขุนบางกลางหาวแห่งกรุงสุโขทัยอยู่หลายเรื่อง
ประเพณีของชาวอำเภอนครไทย
ประเพณีปักธงชัย
ประเพณีปักธงชัย เป็นประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญของอำเภอนครไทยประเพณีหนึ่งที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน เนื่องจากชาวอำเภอนครไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อ และยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นอย่างมาก
ประเพณีปักธงชัยเป็นประเพณีที่ชาวนครไทยได้จัดทำขึ้น ในวันที่ 14 – 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของชุมชน ชาวนครไทยในอดีตที่ประกอบด้วย ชาวบ้านวัดหัวร้อง บ้านในเมือง บ้านวัดเหนือ บ้านหนองลานและหมู่บ้านใกล้เคียงจะนำธงที่ชาวบ้านร่วมกันทอไปปักที่เขาช้างล้วง ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ทอดตัวขนาดไปกับถนนสายนครไทย - ชาติตระการ ห่างจากตัวอำเภอนครไทยไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นประจำทุกปี
โดยชาวนครไทยส่วนใหญ่ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการนำธงไปปักบนยอดเขาช้างล้วงและความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีปักธง พอสรุปได้ดังนี้
1. เชื่อกันว่าการปักธงจะทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข กินดีอยู่ดี โดยมีความเชื่อว่าถ้าปีใดไม่ไปปักจะทำให้เกิดภัยพิบัติหรือเพทภัยต่าง ๆ ที่ทำให้ชาวบ้านเกิดความเดือดร้อนหรือเสียชีวิตได้ เนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น นาคราชจะมาล้างบ้านล้างเมือง, ยักษ์จะมากินคนหรือช้างจะมากินข้าวที่ชาวบ้านทำการเพาะปลูก
2. ปักธงเพื่อระลึกถึงพ่อขุนบางกลางหาว เมื่ออพยพมาอยู่ที่เมืองนครไทย (บางยาง) ครั้งแรก ได้เกิดการสู้รบกับพวกเจ้าของถิ่นเดิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ มีการต่อสู้รุกไล่กันจนถึงเทือกเขาช้างล้วง ทัพของพ่อขุนบางกลางหาวประสบชัยชนะ จึงเอาผ้าคาดเอวของพระองค์ผูกปลายผ้า ปักที่ยอดเขาช้างล้วงไว้เป็นอนุสรณ์ที่มีชัยชนะแก่ศัตรู และพระองค์ได้ส่งลูกหลานทั้งหลายไปปักธงจุดชนะศึก เพื่อรำลึกถึงชัยชนะของพระองค์ทุกปี ถ้าปีใดไม่ขึ้นไปปักก็ขอให้มีอันเป็นไป
3. ผู้ปกครองนครไทย คิดระบบการส่งข่าวสาร เนื่องจากสมัยก่อนพวกฮ่อมันจะยกพวกมารังแกชาวนครไทย จึงมีข้อตกลงกันระหว่างแม่ทัพนายกองว่า เมื่อใดเห็นผ้าขาวม้าชักขึ้นไปปักบนยอดเขาช้างล้วง ก็ให้เตรียมพลต่อสู้ศัตรูเพื่อป้องกันบ้านเมือง
แต่ในปัจจุบันนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องวีรกรรมของวีรบุรุษคือ พ่อขุนบางกลางหาวจะได้รับความสนใจ และยอมรับในหมู่ชาวนครไทย มากกว่าเหตุผลอื่น เห็นได้จากการตั้งชื่อประเพณีนี้ในปัจจุบันอย่างเป็นทางการคือ ประเพณีปักธงชัย
การทำธง ในอดีตเมื่อถึงเดือน 11 พระ และผู้นำชุมชน จะตีฆ้องบอกเรี่ยไรฝ้ายจากชาวบ้านละแวกหมู่บ้านของตน แล้วจะนัดหมายกันว่าจะทำธงที่บ้านใคร คนใดคนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบ้าน
ของผู้ที่มีความสามารถในการทอผ้า หรือบ้านของผู้นำหมู่บ้าน แต่ในการทอชาวบ้านจะมาช่วยกันทอ เพราะในอดีตผู้หญิงนครไทยสามารถทอผ้าได้ทุกคน
โดยชาวบ้านจะนำฝ้ายที่ปลูกจากบ้านของตนเองมารวมกันเป็นกองกลาง บางส่วนจะนำเส้นด้ายมาแล้วมาช่วยกันทำการทอเป็นผืนธง โดยผู้ที่ทำการทอจะเป็นผู้หญิงในหมู่บ้าน ธง จะมีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 เมตร บริเวณชายธงจะตกแต่งให้สวยงามด้วยใบโพธิ์ที่ทำจากไม้แล้วนำไม้ไผ่ที่มีความยาว 1 ฟุต มาใส่หัวท้ายของผืนธง เพื่อถ่วงให้ธงมีน้ำหนักจะได้ไม่ม้วนตัวเมื่อนำไปปักบนยอดเขา
วิธีการทำธงของทั้ง 3 หมู่บ้านคือ หัวร้อง บ้านในเมือง และบ้านเหนือ จะมีลักษณะและวิธีคล้ายคลึงกัน เพียงแต่บางครั้ง จะทำการทอธงก่อนวันปักธงประมาณ 1 วัน เรียกว่า “การทำแบบจุลกฐิน” การทอเช่นนี้จะสามารถทำได้ในลักษณะที่ชาวบ้านพากันบริจาคเส้นด้าย จึงสามารถทอได้เลย
อีกทั้งผืนธงมีความยาวไม่มาก จึงทำให้สามารถทอเสร็จได้ในวันเดียว
ในปัจจุบันนี้ การทำธงของแต่ละหมู่บ้านจะมีลักษณะของการเรี่ยไรเงินไปซื้อเส้นด้ายและนำมาทอ เนื่องจากปัจจุบัน ชาวนครไทยปลูกฝ้ายเป็นจำนวนน้อย หรือจะนำเงินไปมอบให้ผู้ที่มีความชำนาญในการทอธงดำเนินการทอการนำธงไปปัก เมื่อทำการทอธงและตกแต่งพื้นธงเรียบร้อยแล้ว ในอดีตชาวบ้านจะมารวมกันที่วัด เช่น วัดเหนือ หลังจากรวมกันเสร็จแล้วในบางปีชาวบ้านจะจัดขบวนแห่ธงไปตลาด โดยมีการสีซอ ตีฆ้อง ตีกลอง นำหน้าขบวน ชาวบ้านจะร่ายรำกันอย่างสนุกสนาน เมื่อแห่ธงเสร็จในตอนเย็นก่อนถึงวันปักธง จะมีการเจริญพุทธมนต์เย็น เพื่อฉลองธง
เมื่อถึงตอนเช้า วัดแต่ละวัดจะมีการทำบุญตักบาตร ชาวบ้านจะเตรียมอาหารมาทำบุญตักบาตรที่วัดของตน ถ้าคนใดจะขึ้นไปปักธงก็จะจัดเตรียมอาหารสำหรับตนเองและไปเลี้ยงเพลพระบนเขาด้วย การเดินทางขึ้นเขาเพื่อไปปักธง ในสมัยก่อนจะเริ่มเดินทางหลังจากทำบุญและกินข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะเตรียม
แต่อาหารห่อขึ้นไป สำหรับน้ำจะไปเอาที่ถ้ำฉันเพลเนื่องจากคนที่ไปในสมัยก่อนมีจำนวนไม่มาก น้ำบริเวณบ่อหลังถ้ำฉันเพล จึงเพียงพอต่อการบริโภค
ผู้ที่เดินทางขึ้นเขาเพื่อไปปักธง จะประกอบด้วยพระสงฆ์ตามวัดที่ชาวบ้านได้นิมนต์ไว้ หรือที่ท่านศรัทธาไปเอง โดยจะเดินทางเท้าผ่านทุ่งนาและป่าไปที่เขาช้างล้วง มีชาวบ้านหนองลาน หนองน้ำสร้าง บ้านบ่อไอ้จอก บ้านนาหัวเซ และบ้านเนินเพิ่ม ซึ่งในสมัยก่อนหมู่บ้านหนองลาน จะทำธงไปปักด้วย โดยจะตกลงกับวัดเหนือ ถ้าปีใดหมู่บ้านหนองลานไม่ทำไปวัดเหนือก็จะทำ ซึ่งแล้วแต่จะตกลงกัน แต่ในปัจจุบันนี้ หมู่บ้านวัดเหนือจะทำธงไปโดยหมู่บ้านหนองลานไปร่วมปักธง ในการไปปักธงชาวบ้านจะเตรียมน้ำและอาหารติดตัวไปนอกจากนี้อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ มีด เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ชาวบ้านจะเดินทางเป็นกลุ่ม เป็นพวก ประกอบด้วย ผู้เฒ่าและผู้แก่ที่มีกำลังสามารถจะเดินทางขึ้นเขาได้
ในการเดินทางพระสงฆ์และชาวบ้าน จะเดินทางไปถึงยอดเขาอย่างช้าประมาณ 5 โมงเช้า เพราะพระจะต้องฉันอาหารเพลที่ถ้ำฉันเพลซึ่งมีลักษณะเป็นเพิงถ้ำรอด พื้นเป็นแผ่นหินมีความกว้างไม่มากเท่าใดนัก พระสามารถนั่งได้ประมาณ 8 – 10 รูป เมื่อไปถึงชาวบ้านจะถวายภัตราหารแก่พระสงฆ์ เนื่องจากถ้วยชามหรือภาชนะที่ใส่อาหารนั้นขนไปด้วยความยากลำบาก ชาวบ้านจึงนิยมห่อข้าวด้วยใบตองไปรับประทาน
พอฉันเพลเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะรับประทานอาหารร่วมกัน หลังจากนั้นพระสงฆ์และชาวบ้าน จะนำธงของวัดเหนือปีนขึ้นบันไดไม้ไผ่ชั่วคราวที่ทำด้วยไม้ไผ่ ไปปักธงที่ยอดเขาฉันเพลเป็นแห่งแรก เมื่อปีนถึงยอดเขาฉันเพลเรียบร้อยแล้ว ผู้นำชาวบ้านจะกล่าวคำถวายธงอาราธนาให้พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ระหว่างที่พระสงฆ์กำลังสวดมนต์อยู่นั้นผู้นำชาวบ้านจะนำธงไปผูกกับลำไม้ไผ่ จากนั้นนำไปปักไว้ในหลุมบนยอดเขา มีลักษณะเป็นร่องลึกสามารถเสียบด้ามธงได้ พร้อมกับกล่าวคำไชโยโห่ร้องทั้งผู้ที่อยู่บนยอดเขา และผู้ที่เป็นกองเชียร์อยู่ที่ลานหินเบื้องล่าง แล้วนำก้อนหินไปทับเพื่อประคองเสาเมื่อปักธงเสร็จถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี
ต่อมาพระและชาวบ้านจะเคลื่อนขบวนไปปักธงผืนที่ 2 ที่ยอดเขาย่านไฮ (ยั่นไฮ) ซึ่งอยู่ห่างจากธงผืนแรก ประมาณ 300 เมตร พระและชาวบ้านที่มีความสามารถในการปีนจะปีนบันไดขึ้นไปบนยอดเขา
วิธีการปักธงจะกระทำเช่นเดียวกับผืนแรก โดยธงที่ปักบริเวณยอดเขายั่นไฮ จะเป็นธงของหมู่บ้านวัดกลาง (บ้านในเมือง)
แหล่งสุดท้ายที่จะทำการปักธง ได้แก่ ยอดเขาช้างล้วง ซึ่งมีลักษณะคล้ายลูกช้างนอนหมอบจึงเรียกว่าเขาช้างล้วง เป็นยอดเขาที่ใหญ่ที่สุดและปีนค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากช่องเขาที่จะปีนจากข้างล่างขึ้นไปข้างบนยอดเขาค่อนข้างแคบ ทำให้มีความเชื่อว่า คนมีบุญเท่านั้นจึงจะสามารถลอดช่องเขาขึ้นไปข้างบนได้ ธงที่ทำการปักที่ยอดเขาช้างล้วงจะเป็นธงของหมู่บ้านวัดหัวร้อง เมื่อปักเสร็จแล้วจะถือว่าเสร็จพิธีการปักธงประจำปี อันเป็นประเพณีท้องถิ่นของคนนครไทย ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะแยกย้ายเดินทางกลับ ในขณะที่บางส่วนจะพากันชมความงามของป่าธรรมชาติและก้อนหินใหญ่น้อยที่มีความสวยงามและมีลักษณะแตกต่างกันไป เนื่องจากการสึกกร่อนของหินตามธรรมชาติในบริเวณนี้ หรือบางส่วนชมทิวทัศน์เบื้องล่างของนครไทย การเดินทางกลับในปัจจุบันนี้ใช้เวลาน้อยมากเมื่อเทียบกับอดีตที่กว่าชาวบ้านจะลงมาถึงพื้นที่ราบเบื้องล่าง เป็นเวลาเย็น ส่วนหนึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการเดินทางลำบาก อีกทั้งในขณะที่ลงมาจากเขา ชาวบ้านจะพากันตัดไม้ไผ่มาใช้สำหรับเผาข้าวหลาม และทำไม้คานลงมาใช้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์หรือแก่นของประเพณีปักธงชัย คือ การรำลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษและเป็นประเพณีที่สร้างความมั่นคงทางจิตใจให้กับคนในสังคม สร้างความรักสามัคคีเกิดขึ้นในกลุ่มคน ยังคงอยู่ในขณะที่ส่วนอื่นที่เพิ่มมาเป็นเพียงเปลือก ที่จะทำให้ประเพณีปักธงชัย มีจุดขายที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากท้องถิ่นอื่น ให้มาท่องเที่ยวในงานประเพณีปักธงชัย
แหล่งโบราณสถานของอำเภอนครไทย
ต้นจำปาขาว อยู่ในท้องที่อำเภอนครไทย บริเวณวัดกลางศรีพุทธาราม เป็นต้นไม้ดอกประเภทไม้ยืนต้น มีขนาดใหญ่ ขนาดลำต้นวัดโดยรอบประมาณ 3 เมตรเศษ สูงประมาณ 9 – 10 เมตร ความแปลกที่แตกต่างจากต้นจำปาอื่น ๆ คือ ต้นจำปาทั่วไป จะมีดอกเป็นสีเหลืองแต่ต้นจำปาต้นนี้ ออกดอกเป็นสีขาวนวล มีกลิ่นหอมฟุ้งทั่วบริเวณวัด และถ้านำกล้าจำปาขาวไปปลูกที่อื่น ก็จะมีดอกเป็นสีเหลืองเหมือนดอกจำปาทั่วไป ดังนั้น จึงนิยมนำดอกจำปาขาวแช่ในน้ำบรรจุขวด เพื่อเป็นของที่ระลึก
ประวัติความเป็นมาของต้นจำปาขาว ชาวอำเภอนครไทยเชื่อกันว่า พ่อขุนบางกลางท่าวทรงปลูกไว้ เมื่อครั้งครองเมืองบางยาง (นครไทย) ต้นจำปาขาวจึงมีอายุประมาณ 700 ปีเศษ ซึ่งได้รับการดูแลรักษา เนื่องจากลำต้นบางส่วนเป็นโพรงผุกร่อน ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา ปัจจุบันใต้ต้นจำปาขาว มีพระรูปของพ่อขุนบางกลางท่าว ซึ่งชาวนครไทย จัดพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เป็นประจำทุกปี
8
พิธีกรรมของชาวอำเภอนครไทย
พิธีกรรมขอฝน
ชาวนครไทยในสมัยโบราณ มีอาชีพในการทำไร่ทำนา กันทุกครัวเรือน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยธรรมชาติอย่างแท้จริง ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ อาศัยน้ำจากฝนที่ตกตามฤดูกาล ถ้าฝนทิ้งช่วง เกิดความแห้งแล้งขึ้น ชาวบ้านจะร่วมกันกระทำพิธีกรรมตามความเชื่อที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เพื่อให้ผีสางเทวดาที่แฝงอยู่ในธรรมชาติช่วยดลบันดาลให้ฝนตกลงมาตามความต้องการ พิธีกรรมขอฝนของชาวอำเภอนครไทย เป็นการเล่น นางควาย นางด้ง นางหมา นางแมว นางสาก นางสุ่ม แม่ศรี และลิงลม การเล่นในพิธีกรรมขอฝนนี้ จะเป็นลักษณะการเสี่ยงทาย ด้วยการเชิญผีต่าง ๆ ตามชนิดของการเล่น มาเข้าทรงที่ร่างนางทรง เมื่อผีเข้าร่างทรงแล้วคนทำพิธีก็จะเสี่ยงทาย ซักถามเกี่ยวกับการตกของฝนว่าจะตกเมื่อไรมากน้อยแค่ไหน เมื่อซักถามกันจนเป็นที่พอใจแล้ว จะเชิญผีออกจากร่างนางทรง การเล่นในพิธีกรรมขอฝนนี้ จะเล่นสลับกันไป เช่น วันแรก เล่นนางด้ง นางสุ่ม และฝนยังไม่ตก วันต่อมาก็จะเล่นนางควาย นางข้อง… ต่อไป ภายในสามวันฝนก็จะตก ถ้าหากยังไม่ตกก็เวียนเล่นอย่างอื่นต่อไปจนกว่าฝนจะตก
นางควาย
อุปกรณ์ที่ใช้เล่น
1. หัวควายเขางาม 2 หัว นำมามัดให้แน่นหนากับท่อนไม้ ขนาดไม้พลองสมมติเป็นควาย 2 ตัว
2. อุปกรณ์ในการเชิญดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู น้ำ แป้งหอม
การละเล่นพื้นบ้าน
การละเล่นพื้นบ้าน เป็นกิจกรรมนันทนาการอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งในด้าน จิตใจที่ให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลินแก่ผู้เล่นในโอกาสต่าง ๆ ให้ผู้เล่นได้พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการงาน รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและหมู่คณะ ตลอดจนเสริมสร้างความสามัคคี
การละเล่น พิน เล เล
เพลงพิน เล เล เป็นเพลงปฏิพากย์ของชาวนครไทย ชนิดหนึ่งที่ใช้ร้องว่าแก้กันเป็นกลอนสดระหว่างชายกับหญิงซึ่งต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบโต้ตอบกันอย่างทันควัน เนื้อร้องจะเป็นการเกี้ยวพาราสีกันบ้าง ตัดพ้อต่อว่าหรือบางครั้งก็เป็นการว่ากระทบกระเทียบ เสียดสีหรือล้อเลียนกัน เพลง พิน เล เล นิยมร้องกันในเทศกาลตรุษ สงกรานต์ หลังจากการเล่นลูกช่วงกันมาเหน็ดเหนื่อยแล้ว ชาวบ้านหญิงชายก็จะพักผ่อนด้วยการให้ฝ่ายที่แพ้จากการเล่นลูกช่วงคนหนึ่งเป็นฝ่ายขึ้นเพลงก่อน
สถานที่ กลางแจ้งหรือลานวัด
เวลา ตรุษ สงกรานต์
อุปกรณ์การเล่น -
จำนวนผู้เล่น ไม่จำกัดจำนวน แต่จะแบ่งออกเป็นฝ่ายหญิงและฝ่ายชายในจำนวนเท่า ๆ กัน
วิธีการเล่น แบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายชายหนึ่งและฝ่ายหญิงหนึ่งฝ่ายเข้าแถวหันหน้าเข้าหากัน คนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้นำร้องเพลงสร้อยของ พิน เล เล พร้อมกัน จากนั้นฝ่ายที่แพ้จากการเล่นลูกช่วงคนหนึ่งเป็นฝ่ายขึ้นเพลงก่อนแล้วมีลูกคู่รับด้วยคำร้อง พิน เล เล แล้วอีกฝ่ายหนึ่งจะส่งตัวแทนขึ้นโต้ตอบอย่างทันควัน ซึ่งเนื้อร้องมีการเล่นสัมผัส ทั้งสระและตัวอักษร แล้วแต่ปฏิภาณความสามารถของผู้ร้อง ผู้ร้องจะร้องสลับกันฝ่ายละ 1 บาท คือ 2 วรรค และจะลงท้ายด้วยคำว่า “เว” เพื่อให้ลูกคู่รับด้วย พิน เล เล เนื้อร้องบางตอนคือ
ชาย : ทำวงออกไปกว้าง ๆ จะปล่อยลูกช้างเดิน เม
หญิง : ทำวงออกไปห่าง ๆ จะปล่อยลูกช้างเดิน เม
ชาย : จะรำก็รำอย่ามัวแต่ทำรวนเร
หญิง : กางมือจนช้ำไม่มีใครรำออกมานะ เว
ชาย : พี่รำออกไปหาอย่าให้เสียหน้า ซิ นะ เว
หญิง : พ่อดอกซ้อนให้มารำก่อนซิ นะ เว
ของดีอำเภอนครไทย
1. ผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพร
(ไวน์กระชายดำ,กระชายผง) สถานีอนามัยตำบลนาบัว
หมู่ที่ 3 บ้านโนน ตำบลนาบัว อำเภอนครไทย
จังหวัดพิษณุโลก
2. ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา (กระเป๋า, แจกัน) หมู่ที่ 1 บ้านหนองกระดาษ ตำบล
บ้านพร้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
3. ผ้าทอด้วยกี่กระตุก (ผ้าทอลายขิด, ลายดอกแก้ว,
ลายดอกพิกุล) หมู่ที่ 1
บ้านนาทุ่งใหญ่ ตำบลนครชุม อำเภอนครไทย
จังหวัดพิษณุโลก
4. ผ้าทอด้วยกี่กระตุก (ผ้าทอลายขิด, ลายดอกแก้ว, ลายดอกพิกุล) หมู่ที่ 2 ตำบลยางโกลน อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
5. ไม้กวาดดอกหญ้า หมู่ที่ 3
ตำบลน้ำกุ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
6. กลุ่มทำน้ำปลา บ้านบ่อโพธิ์หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อโพธิ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
7. ผลิตภัณฑ์จากซังข้าวโพด บ้านนาจาน หมู่ที่ 2 ตำบลหนองกะท้าว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
แหล่งท่องเที่ยวของอำเภอนครไทย
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อำเภอนครไทย
จังหวัดพิษณุโลก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่
191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นเทือกเขา ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม มีป่าใหญ่ปกคลุมเขียวชอุ่มตลอดปี มีลานหินกว้างใหญ่ ซึ่งเกิดรอยแตกเป็นร่องยาวและลึกอยู่มากมาย บางตอนเป็นหน้าผา ตัดชันชวนตื่นตา นอกจากนั้นดินแดนนี้ยังเคยเป็นยุทธภูมิที่สำคัญเนื่องจากความขัดแย้ง ของลัทธิและแนวความคิดทางการเมือง นับเป็นสิ่งดึงดูดใจทางการท่องเที่ยว
แล้วพบกันที่ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก วันที่ 29 ต.ค.- 2 พ.ย.2552
^^อยากทราบว่าในปัจจุบันยังมีการทอธงไหมค่ะ
...และก็อยากทราบว่าเขาทอธงกันที่ไหน
//และวันที่เท่าไรด้วยค่ะ
**ตอบด้วยนะค่ะ**
--เพราะต้องการศึกษาเพื่อไปทำโครงงานนะค่ะ++
ยังมีการทออยู่ครับ
ในช่วงเทศกาล
เป็นเรทอของแต่ละหมู่บ้าน
มาประกวดกัน
ตอนนี้อยู่กรุงเทพ กลับทุกปีครับ
ปี53 ฉลอง 10 วัน ขอเชิญมาร่วมงานกันมากๆ จะได้สืบสานประเพณีดีๆของนครไทยให้คงอยู่ตลอดไป /นครไทย 24
เชิญมาเที่ยวกันเยอะๆ เพราะปีนี้จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา มีคอนเสิร์ตทุกค่ำคืน
และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และที่ขาดไม่ได้กับการกลับมาของธรรมชาติที่
แสนงดงามอีกครั้ง ในช่วงหน้าหนาวของเมืองนครไทย
เป็นเขยนครไทยมาตั้งนานยังไม่เคยไปเที่ยวประเพณีปักธงชัยเลยครับ ปีนี้ได้ข่าวว่าจัดงานยิ่งใหญ่มากๆๆอยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัสสักครั้งหนึ่ง (ผมก็ยังไม่เคยไปเลย อิ.. อิ..)
เป็นคนนครไทย แต่ไม่มีโอกาศไปสักครั้ง...
ได้ความรู้มากเลย ผมเอาไปทำรายงานของอาจารย์ได้คะแนนเต็มเลย
เป็นเด็กบางกำครับ แต่ไม่เคยไปเที่ยวสักที ปีนี้จัดงานวันไหนครับพี่ คอนเฟิร์มด้วยนะครับ ขอบคุณครับ คิดว่าคงไม่พลาดแน่ แต่กำลังจับตาดูว่าสึนามิกำลังจะเกิดในเดือนเมษายนครับ ถ้าไม่เกิดที่อินโดนีเซียก็จะเป็นแถวญี่ปุ่น ชิลี และนิวซีแลนด์ครับ ที่ใดที่หนึ่ง หลวงพ่อบอกว่าเดือนมีนาคมจะเกิดในระหว่างอุตรดิตถ์ไปทางเหนือ ก็เกิดจริงครับ ดีตรงที่ไม่เกิดในเมืองไทยของเรา เมืองเราเป็นเมืองพุทธ ในหลวงเราก็นับถือพุทธ ทรงปฏิบัติตามทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ บ้านเมืองของเราจึงสงบสุข ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไร
จัดช่วงงานลอยกระทงของทุกปีครับ
ได้ความรู้มากเลย