ต้นสัปดาห์  ฉันได้ต้อนรับเพื่อนต่างโรงเรียน ต่างอำเภอ  ที่ห้องเรียนของฉัน  เรามีเรื่องแลกเปลี่ยนกันมากมาย  ความเป็นอยู่ในโรงเรียนและครอบครัว   การเรียนการสอน   การย้าย  การลาออก  การกู้หนี้ยืมสิน  และสำคัญเรื่องของการพิจารณาขั้นเงินเดือน  ลงท้ายทุกคนสรุปว่าเรื่องที่เราคุยกันวันนี้เป็นเรื่องของเจ้าพ่อ เจ้าแม่  เสียทั้งนั้น 

            เพื่อนคนแรกเล่าว่า  ที่โรงเรียนของเขาถูกบังคับให้ครูทุกคนต้องมีแผนการเรียนรู้  เมื่อบอกว่าให้เขามีทุกคนก็มีได้ไม่ยาก  ให้ส่งแผนการเรียนรู้ล่วงหน้า ๑ สัปดาห์  ทุกคนก็ทำได้ส่งเฉพาะสัปดาห์แรก  ปัญหามีว่าคุณครูส่วนมากหรือเกือบจะทั้งหมดไม่มีการนำแผนการเรียนรู้ที่มีอยู่มาใช้กับนักเรียน  ยกเว้นคุณครูที่จัดทำแผนการเรียนรู้ขึ้นมาเอง  จะนำแผนฯ มาใช้สอน 

            ข้อวิพากษ์  จะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนสอนตามแผนฯหรือคนไหนไม่สอนตามแผนฯ ต่างก็ลงความเห็นเหมือนที่ฉันเสนอว่า "ครูที่สอนตามแผนฯ หรือเอาใจใส่ดูแลเด็กเป็นอย่างดี ครูคนนั้นจะสามารถให้ข้อมูลเด็กได้ดีทุกคน  และมีการบันทึกผลหลังการจัดกิจกรรมทั้งด้านการเรียนรู้และด้านพฤติกรรมเด็ก  รวมทั้งมีการแก้ปัญหาเด็ก" 

           เพื่อนคนที่สองเล่าว่า  ที่โรงเรียนของเขา  แต่ละวันครูไม่ต้องสอนมาก  แต่เอาเวลามาจัดทำเอกสาร สั่งงานเด็ก แจกใบงานเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัย แจกเอกสารแล้วก็ทิ้งเด็กไปทำงานเอกสารของตนเอง  เลิศหรูมากเป็นที่ประทับใจของผู้อำนวยการโรงเรียน  ได้รับการชื่นชมในที่ประชุม  ครูต่างโรงเรียนมาเยี่ยม ศึกษาดูงานรูปเล่มเอกสาร  

            ข้อวิพากษ์  ต่างลงความเห็นกันว่าเอกสารที่กองท่วมหัวโดยงบประมาณค่าแฟ้ม  กระดาษ  หมึกพิมพ์  วัสดุอุปกรณ์รวมทั้งเวลาเป็นของราชการ  จึงปรบมือให้ว่า..เนียนมาก  ในความเป็นเจ้าพ่อเอกสาร เจ้าแม่เอกสาร

            เพื่อนคนที่สาม เล่าว่าหลายปีแล้วได้ขึ้นเงินเดือนขั้นปกติธรรมดา  เพราะอัตราครูที่โรงเรียนของเธอ  แต่ละคนเงินเดือนไม่มาก  การแบ่งเฉลี่ยตามร้อยละของเงินเดือนเจ้าตัวรวมทั้งโรงเรียนจึงมีน้อย  น่าอิจฉาโรงเรียนในเมืองที่มีครูเยอะ ๆ เงินเดือนล้นขั้นจำนวนมาก  ครูมีโอกาสได้ขึ้น ๒ ขั้นทุกปี  แต่เธอรักที่จะอยู่โรงเรียนนั้นเพราะสามีสอนอยู่ที่เดียวกัน  ถ้าย้ายจะลำบาก 

      วันนี้ .. เพื่อนคนนี้เกิดอาการสติแตกอยากขึ้นขั้นเงินเดือนเหมือนคนอื่น ๆ บ้าง  ทั้ง ๆ ที่ผลงานพอมีดี ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับ  จึงระบายความในใจว่าที่ทำให้เธอต้องสติแตกเนื่องจาก   ผู้อำนวยการโรงเรียนทิ้งท้ายกับเธอว่า "ถ้าอยากได้ขั้นพิเศษให้ไปขอเอาเองจากผู้เป็นใหญ่ จากเจ้าพ่อ เจ้าแม่"

     ข้อวิพากษ์  การทำงานของเธอ..อ่อนการต้องตาต้องใจ..แม้จะถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ  ก็อย่าหวัง เงินอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับเธอ  แต่เธอต้องการความยุติธรรมเช่นนั้นหรือ..ปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าพ่อเจ้าแม่สบายใจกว่าเยอะเลย..แล้วพวกเราก็ฮา..ไปทานส้มตำไก่ย่าง...สวัสดี

เล่าเรื่องนี้ต้องหันหลังให้ผู้อ่านค่ะ 

บุคคลในภาพนอกจากครูคิม  ท่านอื่น ๆ ไม่เกี่ยวกับวงการสนทนาค่ะ