เมื่อใดที่การเรียนรู้ของคนๆ หนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในกรอบสี่เหลี่ยมของห้องเรียน ชีวิตของเขาก็เบิกบานอยู่กับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในทุกขณะอย่างเต็มที่... เมื่อนั้นความหมายของ"นักเรียน(รู้)" ก็ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์

 

การเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดพลัง  : เด็กหญิงสุชานนท์  เบ้าสุวรรณ  ชั้น  ม.๓    

 

ฉันขอเริ่มจากคำว่า  “การเรียนรู้” ก่อนละกันนะคะ ในความคิดของฉัน การเรียนรู้คือการใช้ชีวิต การที่เราตื่นนอนขึ้นมาในแต่ละวัน ล้วนได้เรียนรู้สิ่งต่างๆอยู่ตลอดเวลา โดยที่บางทีเราอาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ อย่างเช่น นั่งรถระหว่างทางจากบ้านถึงโรงเรียน หากเรามองสองข้างทางจะพบว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละวันจะมีอะไรที่ไม่ซ้ำกันเลย และนี่ก็เป็นการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่แค่ในห้องเรียน ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เท่ากับว่า เรากำลังเรียนรู้อยู่ทุกขณะ

 

 “การเรียนรู้ที่ทำให้เกิดพลัง” สำหรับฉัน ฉันคิดว่ามันเป็นเหมือนแรงจูงใจ หรืออะไรสักอย่างที่จะช่วยผลักดันให้เรามีพลังในการทำสิ่งนั้นๆ ต่อไป หรือคิดทำอะไรต่อยอดจากเดิม เป็นเหมือนกับกำลังใจอะไรทำนองนั้น ซึ่งพลังเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา และปัจจัยต่างๆที่ส่งผลแตกต่างกันไป

 

บรรยากาศรอบตัวอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยเกื้อหนุนให้การเรียนรู้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น สมมติว่าเรากำลังฝึกเล่นดนตรีอยู่ แล้วมีแมลงบินผ่านไปผ่านมารบกวนสมาธิเรา นี่ก็ถือว่าเป็นบรรยากาศที่ไม่เอื้อแก่การเรียนรู้ เราอาจแก้ไขได้ด้วยการหาสถานที่ใหม่ที่สงบ มีลมเย็นๆพัดผ่าน เพื่อให้เราสามารถฝึกฝนได้อย่างเต็มที่ บางที ที่สงบๆอาจทำให้เรานั่งอยู่แล้วปิ๊งไอเดียอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของพลังแห่งความสำเร็จที่จะตามมา

 

การเรียนรู้ เราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ไม่ใช่เฉพาะกับคุณครูที่มีหน้าที่สอนเท่านั้น

 

          “เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง” ตัวเราเป็นครู

          “เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น” ประสบการณ์ของเขาเป็นครู

          “เรียนรู้เรื่องการปลูกสวนจากชาวสวน” ชาวสวนเป็นครู          

          “เรียนรู้จากการอ่านหนังสือ” หนังสือเป็นครู 

 

สิ่งที่ฉันจะพูดถึงต่อไปนี้ก็คือ ผู้ให้ หรือคนที่จะสอนเรานั่นเอง หากเราต้องการรู้เรื่องอะไร เราต้องขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเอง หรืออาจไปถามผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ ซึ่งถ้าหากคนที่จะสอนเราเขาไม่เต็มใจหรืออยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะแก่การสอนก็อาจทำให้กำลังใจของเราลดน้อยถอยลงได้ และนั่นก็ทำให้เราขาดแรงขับเคลื่อนที่จะสานต่อในเรื่องที่เราสนใจ  ในทางกลับกัน หาก “ครู”ของเรามีความยินดีที่จะสอนเรา เอาใจใส่และเต็มใจสอน ก็จะทำให้เรารู้สึกว่ามีกำลังใจในการเรียน สนุกกับการเรียนรู้ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดพลัง

 

ทั้งหมดที่พูดมานั้น ฉันขอสรุปว่า ปัจจัยรอบข้างมีผลต่อการเรียนรู้น้อยมาก  อันที่จริงอยู่ที่ตัวเรามากกว่า ว่าจะมีท่าทีต่อสิ่งที่ต้องเผชิญ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่แตกต่างกันไปอย่างไร การเรียนรู้จะเกิดพลังได้จาก กำลังใจของตัวเอง แรงผลักดันภายใน ซึ่งออกมาจากความใฝ่รู้ ความชอบในเรื่องนั้นๆ และสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ “การมองตามความเป็นจริง” หากเรามีข้อผิดพลาดก็แก้ไขซะ ให้กำลังใจตัวเองในการแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง อดทน อย่ายอมแพ้ง่ายๆ คิดซะว่า สิ่งที่เราประสบคือบททดสอบบทหนึ่งที่ต้องผ่านไปให้ได้

 

แต่ถ้าหากว่า ทำดีอยู่แล้ว ให้คิดว่าต้องทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป หนักแน่นในการทำความดีเข้าไว้ อย่าลืมพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และนั่นจะเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่าและเกิดพลังที่แท้จริง …..

 

เด็กชายศรณสิญจน์  จุฬาลักษณานุกูล : ชั้น ม.๓   โรงเรียนเพลินพัฒนา

 

สำหรับผมคิดว่าจะให้ผมเรียนแล้วทำให้เกิดพลังหรือกำลังใจที่จะเรียนขึ้นมานั้น คิดว่าต้องเรียนแบบไม่เครียด ไม่ใช่แบบท่องจำหรืออ่าน สอน แบบยัดเยียด

ผมคิดว่าการเรียนแบบนั้นจะทำให้เด็กเครียด ทำให้เด็กรู้สึกหดหู่กับการเรียน และถ้าเด็กจำอะไรไม่ได้เลยก็สูญเปล่า    

การเรียนแบบมีกิจกรรมหรือสื่อการเรียนการสอนต่างๆ มาช่วยมันอาจจะทำให้เด็กรู้สึกสนุก และทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมากกว่าการที่ต้องมานั่งท่องๆ จำๆ แล้วก็มาสอบ

อีกสาเหตุที่ผมคิดว่าการจะเรียนให้เกิดพลังนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น เพื่อน ครู

สำหรับเพื่อนนั้น ผมคิดว่าถ้าเรามีเพื่อนที่คอยให้กำลังใจเราหรือช่วยอธิบายในบางส่วนที่เราไม่เข้าใจ ทำให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเพื่อนๆ มานั่งดูถูกกัน เอาแต่จะชิงกันเก่ง มันก็อาจทำให้มีพลังนะครับ แต่เป็นพลังในทางไม่สร้างสรรค์

ส่วนครูนั้น  คิดว่า นอกจากจะมีหน้าที่สอนแล้ว  ถ้าเด็กจะชอบวิชาไหน ไม่ได้อยู่ที่วิชานั้นทั้งหมดนะครับ  ผมว่าอยู่ที่ครูมากกว่า คือ คุณครูเห็นและเข้าใจในตัวผม แล้วก็ส่งเสริมในสิ่งที่ผมเป็น มากกว่าจะให้ผมเป็นอย่างที่ครูอยากให้เป็น

 

 

บทความทั้งสองเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อร่วมแสดงทัศนะในงาน "พลังเยาวชนพลังสังคม ครั้งที่ ๑" ที่ทางมูลนิธิสยามกัมมาจล จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๙ - ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ดิสคัฟเวอรี่ พลาซ่า  ทีเคพาร์ค  และหอศิลป์กรุงเทพฯ

ขอขอบคุณคุณครูชนก สามิติ คุณครูผู้รับผิดชอบการประสานงานโครงการในครั้งนี้