แต่ว่าไปที่จริงเราก็โง่อยู่แล้ว ไม่ต้องแกล้งโง่ก็เพราะ เพราะว่าถ้าเราไม่โง่ เราก็คงไม่ได้เกิดมาหรอกเน๊อะ...

สิ่งแรกและเป็น "กำแพง" อันสำคัญในการที่คนเรานั้นจะปีนเกลียวความหรือรู้ไม่นั้นคือ "ความโง่..."

คนที่จะกระโดดเข้าร่วมวงการปีนเกลียวดความรู้จะต้องเป็น "คนโง่" เท่านั้น
คนฉลาดเข้าร่วมวงนี้ไม่ได้

กำแพงสำคัญของคนที่ไม่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก็เพราะสำคัญตนว่า "ฉลาด"
คนฉลาดไม่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับใครได้...!

การเป็นคนโง่นี่ยากไหม ต้องสมมติตนว่า "โง่" เสียก่อน
เอ่... แต่ว่าไปที่จริงเราก็โง่อยู่แล้ว ไม่ต้องแกล้งโง่ก็เพราะ เพราะว่าถ้าเราไม่โง่ เราก็คงไม่ได้เกิดมาหรอกเน๊อะ...

ความโง่นี่เองจะทำให้เรามี "ความรู้" ความรู้ที่ยังไม่เต็ม

คนฉลาดมักเป็นเหมือน "น้ำชาล้นถ้วย..."
คนโง่นั้นจะไม่ล้นถ้วย โดยเฉพาะถ้าอยู่ ๆ ก็จะไร้ซึ่งถ้วยและ "น้ำชา..."

เจ้าอัตตา ตัวตนนี่แลเป็นศัตรูตัวฉกาจของ "นักวิชาการ"
หน้าตา เกียรติภูมิ ชื่อเสียง นี่เองเป็นตัวปิดกั้น "ภูมิปัญญา"
โดยเฉพาะเมื่ออัตตามารวมกับหน้าตาเข้าด้วยแล้ว จะกลายมาเป็นชื่อที่ว่า "ผลประโยชน์..."

ไอ้เจ้าผลประโยชน์นี่แลสำคัญนัก
จะทำอะไรก็กลัวเสียผลประโยชน์ จะทำอะไรก็กลัวจะไม่ได้ผลประโยชน์ คุ้มหรือไม่คุ้ม คิดกันอยู่แค่นี้

คุณสมบัติของสมาชิก "ชมรมนักปั่น" คือ ต้อง "โง่"
ถ้ายังไม่โง่ต้องฝึกโง่ หรือถ้าโง่อยู่ก็ยอมรับว่า "โง่"
คนเราก็มีอยู่เท่านี้ ความเจริญทางวิชาการเมืองไทยก็มีอยู่เท่านี้ อยู่ที่ว่าจะ "โง่" หรือ "ไม่โง่..."
ถ้าโง่ก็เจริญ ถ้าไม่โง่ก็ "ตกต่ำ..."

ไม่มีใครรู้จักใบไม้ทั้งป่าหรอกเน๊อะ
เราเสียเวลาเรียนรู้ใบไม้ทั้งป่ามามากแล้ว เรียนเท่าไหร่ก็ไม่หายโง่กันสักที ยิ่งเรียนมาก (มากกว่าคนอื่น) ก็ยิ่งทะนงตนว่า "ฉลาด" มากขึ้น และมากขึ้น...


วันนี้พวกเรา "คนโง่" มาเรียนรู้แค่ใบไม้ในกำมือกัน
ใบไม้ในกำมือนี้นั้นจะสร้างสรรค์ "จิตเจริญ..."

 


ที่มาจากบันทึก ใครนะจะสนใจมาร่วมคลายเกลียวได้อย่างละมุนละม่อม ...